บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 : นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า

บทที่ 4 : นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า

แสงจันทร์นวลตา สาดส่องลงมากระทบยอดไม้ในป่าทึบ ทว่าไม่อาจส่องลอดผ่านกิ่งก้านหนาทึบลงไปถึงพื้นเบื้องล่าง ที่ซึ่งเงาสีดำหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไร้ซุ่มเสียง

มู่หลานในอาภรณ์สีดำรัดกุมปกปิดใบหน้ามิดชิด เหลือเพียงดวงตาคู่คมปลาบที่วาววับท่ามกลางความมืด นางยืนสงบนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ เบื้องหลังมีซูเจินและนักฆ่าสาวฝีมือดีอีกสองนางหมอบต่ำกลืนไปกับเงามืด ทั้งหมดต่างเฝ้ารอคอยสัญญาณจาก ‘หัวหน้า’ อย่างใจจดใจจ่อ

มู่หลานลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พยายามควบคุมลมหายใจไม่ให้สั่นไหว สายตาจ้องเขม็งไปยังเป้าหมายเบื้องล่าง

บ้านไม้ร้างผุพังตั้งตระหง่านอยู่กลางป่ารก หลังคามุงจากเปื่อยยุ่ย ฝาผนังที่โหว่จนเห็นแสงตะเกียงวูบไหวจากภายใน ดูราวกับภาพวาดที่จงใจจัดวางไว้เพื่อสร้างบรรยากาศวังเวง

ช่างเป็นโลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบเหลือเกิน... นางคิดประชดประชันในใจ เหมาะสำหรับเป็นหลุมศพของตัวประกอบเกรด B ในนิยายไม่มีผิด!

เพียงแต่ว่า... ที่นี่ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่ซีรีส์ และไม่มีผู้กำกับคอยสั่งคัท หากพลาดพลั้งคือนางต้องตายจริง เจ็บจริง

“หัวหน้า...” ซูเจินกระซิบเรียกแผ่วเบาเพื่อขอสัญญาณเริ่มลงมือ

มู่หลานสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตีหน้านิ่งภายใต้ผ้าปิดหน้า นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่ายุทธวิธีลอบสังหารที่ถูกต้องคืออะไร? แผนกบัญชีที่นางเคยทำไม่เคยมีหลักสูตรสอนการบุกจู่โจมด้วยอาวุธครบมือเสียหน่อย!

เมื่อถูกกดดันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง มือเรียวใต้แขนเสื้อจึงยกขึ้น... แล้วสะบัดออกไปแบบส่งเดชสองสามที นางชี้ไปทางซ้ายที ทางขวาที ก่อนจะตบท้ายด้วยการทำท่า ‘ปาดคอ’ อย่างรวดเร็ว

ไปๆ กันเสียทีเถอะ จะทำอะไรก็ทำ ฉันคิดออกแค่นี้แหละ!

ทว่า... ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคช่วยหรือความบังเอิญ เหล่านักฆ่าสาวผู้ติดตามกลับพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง แววตาแต่ละคู่ฉายแววเลื่อมใสศรัทธา ราวกับว่าสัญญาณมือมั่วซั่วเมื่อครู่คือแผนการรบที่แยบยลที่สุดในสามโลก!

ฟึ่บ! ฟึ่บ!

ร่างในชุดดำทะยานออกไปดุจเงาปีศาจ ทิ้งให้มู่หลานยืนอ้างว้างอยู่บนกิ่งไม้เพียงลำพังด้วยหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบ

มู่หลานถอนหายใจยาวเหยียดอย่างอ่อนแรง นางค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งยองๆ บนกิ่งไม้ใหญ่ ในใจหาได้มีความคิดจะเข่นฆ่าผู้ใดไม่ นางได้แต่พนมมืออ้อนวอนต่อสรวงสวรรค์ขอให้มีจอมยุทธ์ผู้ทรงคุณธรรมสักคนปรากฏกายออกมาช่วยครอบครัวผู้บริสุทธิ์นี้ทีเถิด!

หลายวันที่ผ่านมา... หลังจากที่เริ่มตั้งสติได้ ข้อมูลความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นราวกับภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มสีสัน และความจริงที่ค้นพบนั้นก็น่าสะพรึงกลัวจนนางต้องขวัญผวา

เหตุใดถึงไม่หนีไป?

คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวตั้งแต่วันแรกที่ฟื้นคืนสติ ทั้งที่มีวรยุทธ์สูงส่งเข้าขั้นยอดฝีมือ เหตุใดนางจึงไม่หลบหนีไปใช้ชีวิตเสวยสุขอยู่ที่ใดสักแห่ง?

คำตอบที่ได้รับกลับมาคือคำเดียวสั้นๆ ... ‘ยาพิษ’

นักฆ่าทุกคนในพรรคทมิฬ ตั้งแต่สมุนชั้นล่างไปจนถึงหัวหน้าหน่วยเช่นนาง ล้วนถูกวางยาพิษชนิดพิเศษไว้ในกาย มันเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่เดินถอยหลังอย่างเงียบเชียบ ทุกๆ สิบห้าวันหากไม่ได้รับ ‘ยาถอนพิษ’ จากเงื้อมมือเจ้าสำนัก ร่างกายจะเจ็บปวดรวดร้าวประหนึ่งถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่าง โลหิตจะไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด และขาดใจตายอย่างทรมานที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

นี่คือ ‘โซ่ตรวน’ ที่มองไม่เห็น... เป็นกรงขังที่แน่นหนายิ่งกว่าคุกเหล็กกล้าใดๆ ในแผ่นดิน

“อำมหิตผิดมนุษย์นัก...”

มู่หลานกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ ความแค้นเคืองและความสิ้นหวังตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ระบบระยำนี่บีบคั้นให้ผู้คนต้องกลายเป็นปีศาจผู้ไร้หัวใจ เพียงเพื่อแลกกับการมีลมหายใจต่อไปได้อีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น!

“กรี๊ด!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วมาจากบ้านร้างเบื้องล่าง ตัดบทความคิดฟุ้งซ่านของนางจนหมดสิ้น ตามมาด้วยเสียงโลหะปะทะกันดัง เคร้งคร้าง! และจบท้ายด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้ใจคอไม่ดี

มู่หลานหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางปรับแววตาให้กลับมาเย็นชาและว่างเปล่าดังเดิม

แม้ข้างในใจจะกรีดร้องอยากกลับบ้านเพียงใด ทว่าภายนอกนางต้องสวมบทเป็น ‘มู่หลาน’ ยอดนักฆ่าอันดับหนึ่งที่โหดเหี้ยมและไร้เมตตา นามที่เพียงแค่เอ่ยขึ้นมาก็สั่นประสาทนักฆ่าต่างสำนักให้ขวัญผวา

เพื่อที่จะมีชีวิตรอดกลับไปนั่งด่าเจ้าสำนักในใจได้อีกวัน... นางจำเป็นต้องเล่นละครบทนี้ต่อไปให้แนบเนียนที่สุด!

“หัวหน้า! พวกมันมีกองกำลังคุ้มกันซ่อนอยู่เจ้าค่ะ!” ซูเจิน พุ่งทะยานกลับมารายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ครอบครัวของเป้าหมายถูกคุ้มกันแน่นหนา ทว่าตัว ใต้เท้าเสิ่น กลับมิได้อยู่ภายในบ้านเจ้าค่ะ!”

มู่หลานขมวดคิ้วมุ่นภายใต้ผ้าคลุมหน้า ไม่อยู่? หรือว่าหลบหนีไปได้แล้ว?

หากใต้เท้าเสิ่นหนีรอดไปได้ ภารกิจย่อมล้มเหลว และจุดจบของพวกนางอาจจะเป็นความตาย... ไม่ได้การ! นางจะต้องตามไปจัดการปิดงานให้จบ!

“พวกเจ้าคุมเชิงอยู่ที่นี่ อย่าเพิ่งปะทะหากมิจำเป็น ข้าจะไปจัดการเป้าหมายเอง!”

มู่หลานสั่งการเสียงเข้ม ก่อนจะดีดตัวพุ่งออกไปตามสัญชาตญาณนักล่าที่นำทางไป ร่างบางลัดเลาะไปตามเงามืดอย่างแคล่วคล่อง จนกระทั่งพบบุรุษวัยกลางคนร่างท้วมกำลังตะเกียกตะกายหนีไปทางด้านหลังหุบเขาเพียงลำพัง

นั่นไง... ใต้เท้าเสิ่น!

มู่หลานกระโดดลงมาขวางหน้า มัจจุราชในอาภรณ์สีดำปรากฏกายขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ใต้เท้าเสิ่นถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ร่างกายสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวดุจลูกนกในกำมือพยัคฆ์

“ยะ... อย่าฆ่าข้าเลย! ข้ามีตำลึงทอง... ข้าให้เจ้าได้ทุกอย่าง!”

เพื่อแลกกับลมหายใจของคนในตระกูล... ใต้เท้าเสิ่นตัดสินใจแน่วแน่ที่จะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อมัจจุราช เห็นทีวาระสุดท้ายของชีวิตคงจะจบสิ้นลง ณ ที่แห่งนี้แล้ว

มู่หลานมองภาพเวทนาตรงหน้าแล้วลอบถอนหายใจยาว มือที่กำกระชับมีดสั้นเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ...

จะให้ฆ่าชายชราที่ไร้ทางสู้เนี่ยนะ? ทำไม่ลงโว้ย! แต่ถ้าฉันไม่ทำ ฉันนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายตาย!

นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที... ขอโทษนะคุณลุง ถือเสียว่าลุง ‘ตาย’ ไปแล้วก็แล้วกัน!

“หลับเสียเถิด”

พลั่ก!

สันมือเรียวฟาดลงที่ต้นคอของใต้เท้าเสิ่นอย่างแม่นยำ ร่างท้วมร่วงลงไปกองกับพื้นสนิทนิ่งในทันที มู่หลานผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยนางก็มิต้องมือเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ในยามนี้

ทว่า... ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปจัดวางร่างนั้นให้ดูสมจริง สัญชาตญาณแห่งอันตรายก็ร้องเตือนลั่นในโสตประสาท!

เคร้ง!

เสียงโลหะปะทะกันดังสะเทือนไปทั้งป่า ประกายไฟแลบวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด!

มู่หลานตวัดมีดสั้นขึ้นรับคมกระบี่ที่พุ่งเข้าหมายปลิดชีพได้อย่างหวุดหวิด ทว่าแรงปะทะมหาศาลที่แฝงมากับคมอาวุธทำเอาแขนของนางสั่นสะท้านจนชาหนึบ ร่างบางเซถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อตั้งหลักอย่างยากลำบาก

เบื้องหน้าของนางคือบุรุษร่างสูงสง่าในอาภรณ์ผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายราวกับเทพเซียนจุติลงมา ทว่าแววตากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีที่มิอาจละลาย

‘อ๋องจวิ้นเจี๋ย!’

ซวย... ซวยของจริงมาแล้ว! มาทำไมเอาตอนนี้!

“นักฆ่าชั้นต่ำ... บังอาจแตะต้องคนของข้า” จวิ้นเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากระบี่ในมือกลับรวดเร็วดุดัน พุ่งเข้าจู่โจมจุดตายของนางอย่างไม่เปิดช่องว่างให้หายใจ

มู่หลานได้แต่ตั้งรับพัลวันด้วยความตระหนก นางมิอาจต่อกรกับเขาได้เลยแม้แต่น้อย เพลงกระบี่ของบุรุษผู้นี้ไร้ซึ่งช่องโหว่ ทั้งรวดเร็ว เฉียบคม จนน่าหวาดหวั่น

หมับ!

ในจังหวะที่นางพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำ จวิ้นเจี๋ยพุ่งเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็วดุจเงาพยัคฆ์ มือหนาคว้าข้อมือบางของนางก่อนจะบิดไพล่หลังอย่างแรง ดันร่างของมู่หลานเข้าไปอัดกับต้นไม้ใหญ่ ตรึงนางไว้ด้วยร่างกายกำยำอันแข็งแกร่งของเขา

“โอ๊ย!”

มู่หลานดิ้นรนสุดกำลัง ทว่ายิ่งนางพยายามขัดขืน ร่างกายของทั้งคู่ก็ยิ่งเบียดเสียดแนบชิดกันมากขึ้น ทรวงอกนุ่มหยุ่นภายใต้ชุดรัดรูปบดเบียดกับแผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม ลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มรินรดอยู่ข้างใบหู ชวนให้ใจสั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทันใดนั้น... จวิ้นเจี๋ยพลันชะงักไปเล็กน้อย

กลิ่นนี้มัน...

มิใช่กลิ่นคาวเลือดที่เคยคุ้น... หากแต่เป็นกลิ่นหอมรัญจวนใจที่แผ่ซ่านออกมาจากเรือนกายของสตรีที่ตกอยู่ในกำมือ กลิ่นนั้นหอมลึกล้ำราวกับดอกไม้ราตรีที่เบ่งบานกลางหุบเขาเงียบสงัด มันมิเพียงเตะจมูก แต่กลับปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบในกายบุรุษให้ตื่นเพริดขึ้นมา อย่างที่เขาเองก็มิอาจต้านทาน

“เจ้า...” จวิ้นเจี๋ยกระซิบเสียงต่ำพร่า

สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกของมู่หลาน ความใกล้ชิดในสถานการณ์เป็นตายกลับสร้างบรรยากาศวาบหวิวที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ มู่หลานรู้สึกราวกับมีกระแสไฟแล่นผ่านยามที่ผิวสัมผัสกันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา

ปล่อยนะโว้ย! อย่ามาทำจมูกฟุดฟิดดมกันแบบนี้นะ!

มู่หลานสบถด่าในใจด้วยความเดือดดาล เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะเลยเถิดไปไกล นางจึงรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย กระทืบเท้าลงบนหลังเท้าของบุรุษผู้สูงศักดิ์อย่างเต็มกำลังชนิดไม่คิดชีวิต

“โอ๊ย!”

ท่านอ๋องผู้ที่เคยสง่านิ่งราวกับรูปสลัก พลันหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด มือหนาที่เคยตรึงแน่นเป็นปลอกเหล็กคลายออกในพริบตา

“หัวหน้า! หลบเร็วเจ้าค่ะ!”

เสียงของซูเจินตะโกนก้องมาแต่ไกล พร้อมกับลูกบอลควันที่ถูกปาลงมาใจกลางวงล้อมอย่างแม่นยำ

ตึง!

ควันสีขาวหนาทึบฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ บดบังทัศนวิสัยจนมืดมิด มู่หลานไม่รอช้า อาศัยจังหวะชุลมุนดีดตัวถอยออกมาอย่างรวดเร็วดุจวิหคเหิน โดยมีซูเจินและเหล่านักฆ่าในสังกัดพุ่งเข้ามาคุ้มกันและพาตัวนางหายลับไปในเงามืด

“ตามไป!”

จวิ้นเจี๋ยตะคอกสั่งเหล่าทหารองครักษ์ด้วยน้ำเสียงดัง ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่เงาร่างบอบบางนั้นหายลับไป แววตาที่เคยเย็นเยียบพลันเปลี่ยนเป็นประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา

เขายกมือขึ้นแตะปลายจมูกเบาๆ ... กลิ่นหอมหวานรัญจวนใจนั้นยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายจมูก มิจางหายไปตามสายลมยามค่ำคืน

“น่าสนใจ...”

ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มที่มุมปากเพียงแผ่วเบา เป็นรอยยิ้มที่งามสง่าทว่ากลับทำให้ผู้ที่มองเห็นต้องรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงสันหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel