บทที่ 3 : ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!
บทที่ 3 : ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!
ใครจะไปเชื่อว่า... ในรังนักฆ่าที่มืดมนและอับชื้นประหนึ่งขุมนรกแห่งนี้ จะมีสวรรค์ชั้นย่อมซ่อนตัวอยู่
มู่หลานเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง ไอน้ำสีขาวบริสุทธิ์ลอยล่องม้วนตัวขึ้นมาจากบ่อน้ำแร่ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ขุดเจาะลงไปในชั้นหิน กลิ่นกำมะถันจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรป่าที่ถูกโรยไว้ ลอยมาแตะจมูกชวนให้จิตใจที่ปั่นป่วนสงบลงอย่างน่าประหลาด
แสงเทียนที่จุดไว้ตามโขดหินส่องกระทบผิวน้ำจนเป็นประกายระยิบระยับ ตัดกับความมืดมิดภายนอกอย่างสิ้นเชิง
“เชิญเจ้าค่ะหัวหน้า”
ซูเจินผายมือเชิญ หลังจากช่วยเปลื้องชุดที่ชุ่มไปด้วยคราบเลือดและหยาดเหงื่อออกจนหมดสิ้น
มู่หลานค่อยๆ หย่อนกายลงในบ่อน้ำอุ่นจัด ความร้อนที่พอเหมาะโอบล้อมผิวกายที่หนาวเหน็บมาตลอดคืน ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อค่อยๆ คลายลงอย่างช้าๆ ราวกับว่าสายน้ำนี้กำลังชะล้างความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัวให้มลายหายไปจากจิตวิญญาณ
“อ่า...”
นางเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว พิงศีรษะกับขอบหินเย็นเยียบแล้วหลับตาลง ซึมซับความสบายที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์ความเป็นตายเช่นนี้
ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ
เมื่อขึ้นจากน้ำ ซูเจินก็ทำหน้าที่ลูกน้องคนสนิทอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง นางประคองมู่หลานมานั่งที่ตั่งไม้ ก่อนจะหยิบขวดยาสีขาวที่เจ้าสำนักมอบให้ขึ้นมา บรรจงป้ายตัวยาลงบนบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้อง
“อึก!”
มู่หลานสะดุ้งสุดตัวจนเผลอเกร็งหน้าท้อง ตัวยาแสบร้อนรุนแรงเมื่อสัมผัสกับเนื้อสดจนนางต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มเสียงร้อง
“ทนอีกนิดนะเจ้าคะหัวหน้า” ซูเจินเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยานี้แสบเพียงครู่เดียว ทว่าสรรพคุณเลิศล้ำยิ่งนัก พรุ่งนี้แผลของท่านก็คงจะเริ่มสมานตัวแล้วเจ้าค่ะ”
มือเรียวของลูกน้องสาวพันผ้าพันแผลให้อย่างคล่องแคล่วและเบามือที่สุด เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ซูเจินก็พามู่หลานเดินกลับมาส่งยังห้องพักอันแสนเงียบเหงาห้องเดิม
“พักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ หากมีเหตุอันใด เรียกข้าได้ตลอดเวลา”
ซูเจินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม ทิ้งให้มู่หลานจมอยู่กับความเงียบงันเพียงลำพังอีกครั้งท่ามกลางแสงตะเกียงที่วูบไหว
หญิงสาวทรุดกายลงนั่งบนเตียงไม้แข็งกระด้าง สายตาพร่าเลือนกวาดมองไปรอบห้องสี่เหลี่ยมที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ผนังหินเย็นเฉียบราวกับจะดูดซับไออุ่นไปจากร่าง ความมืดมิดเริ่มโรยตัวปกคลุมจนทั่วทุกมุมห้อง ทิ้งให้นางจมอยู่กับความเงียบงันที่ดังสะท้อนอยู่ในหู
ทันใดนั้น... น้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้ตลอดทั้งคืนก็พังทลายลงมา
หยาดน้ำใสไหลรินอาบสองแก้มไร้เสียงสะอื้น มีเพียงหัวไหล่ที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง บ่งบอกถึงความร้าวรานที่อัดแน่นอยู่ภายในอก
“ทำไม...” เสียงหวานสั่นเครือพึมพำกับความว่างเปล่า “ทำไมต้องเป็นฉัน...”
นางนั่งกอดเข่าคู้กายเข้าหาตัว ซุกใบหน้าลงกับท่อนแขน ปล่อยให้ความสิ้นหวังเข้ากัดกินหัวใจช้าๆ
ชีวิตในโลกก่อนนั้นว่ายากลำบากแล้ว ต้องตรากตรำทำงานสายตัวแทบขาดเพื่อชดใช้หนี้สินให้ครอบครัว ทะเลาะเบาะแว้งกับแม่ไม่เว้นแต่ละวัน ทว่าเมื่อมาอยู่ในร่างนี้ ชีวิตใหม่กลับ ‘บัดซบ’ ยิ่งกว่าหลายเท่าตัวนัก!
คนอื่นทะลุมิติมาเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในจวนแม่ทัพ มีบ่าวไพร่ห้อมล้อมคอยปรนนิบัติ มีท่านอ๋องรูปงามตามเกี้ยวพา กินหรูอยู่สบายในเรือนอันอบอุ่น...
แต่ดูฉันซิ!
ทะลุมิติมาเป็น ‘นักฆ่า’ ที่ต้องซุกหัวนอนในถ้ำเย็นชื้น วันๆ ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หากทำงานพลาดพลั้ง ก็ถูกบังคับให้กลืนยาพิษปลิดชีพตน ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไร้ซึ่งศักดิ์ศรีและอิสระ เป็นเพียงเครื่องมือสังหารที่มีลมหายใจไปวันๆ เท่านั้น
“ใครมันจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักฆ่ากัน!”
นางกร่นด่าโชคชะตาทั้งน้ำตา ความน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
“ชาติก่อนฉันไปทำกรรมหนักหนาอะไรไว้... หรือไปเผาวัดเผาวาที่ไหนมากันแน่ ฮึก... ถึงต้องมาเจอเรื่องเฮงซวยเช่นนี้... ฉันอยากกลับบ้าน... ฮือ... อยากกลับบ้าน...”
เสียงสะอื้นไห้ดังก้องอยู่ในห้องแคบๆ ที่เปรียบเสมือนกรงขัง ไร้ซึ่งคนปลอบโยน ไร้ซึ่งทางออก มีเพียงความมืดมิดเท่านั้นที่เป็นสหายเพียงหนึ่งเดียวในค่ำคืนอันยาวนาน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูไม้ที่ดังรัวเร็ว ปลุกคนที่เพิ่งจะข่มตานอนหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงให้สะดุ้งตื่นขึ้น
มู่หลานงัวเงียลุกขึ้นนั่งบนเตียงแข็ง ความทรงจำเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาพร้อมกับอาการแสบร้อนที่กระบอกตา คาดว่ายามนี้ตาของนางคงบวมเป่งจากการร้องไห้จนหลับ
นางถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะขยับกายแล้วพลันต้องเบิกตากว้างด้วยความฉงนใจ...
“เอ๊ะ?”
มือเรียวเลื่อนขึ้นไปแตะหน้าท้องเบาๆ ด้วยความประหลาดใจ ความเจ็บปวดปางตายที่แทบจะฉีกร่างนางออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อวานนี้ ยามนี้กลับทุเลาลงจนเหลือเพียงความรู้สึกเจ็บแปลบยามขยับกายแรงๆ เท่านั้น
ยาทาของพรรคทมิฬนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ นางคิดในใจอย่างทึ่ง นี่สินะความมหัศจรรย์ของโลกกำลังภายในที่นางเคยแต่อ่านนิยายผ่านตา ถ้านำยาวิเศษนี้กลับไปขายในโลกปัจจุบันได้ รับรองว่านางคงรวยล้นฟ้าจนไม่ต้องง้อเงินเดือนบริษัทไปทั้งชีวิตแน่
“หัวหน้า! ท่านตื่นหรือยังเจ้าคะ?” เสียงร้อนรนของ ซูเจิน ดังลอดประตูเข้ามาอีกครั้ง
มู่หลานรีบสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง มือคู่สวยรีบจัดแต่งอาภรณ์และเส้นผมให้เข้าที่ พยายามปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมดูเยือกเย็นสมมาดนางพญานักฆ่า แม้ในใจจะยังอยากเอนกายลงนอนต่อเพียงใดก็ตาม
“เข้ามา” นางเอ่ยอนุญาตด้วยเสียงเรียบ
ซูเจินเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด นางรีบโน้มกายรายงานด้วยท่าทีนอบน้อม
“ขออภัยที่ต้องมารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านเจ้าค่ะ ทว่าท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งด่วน... ต้องการพบตัวท่านที่โถงกลางยามนี้!”
นามของ ‘เจ้าสำนัก’ ทำเอาความง่วงของมู่หลานกระเจิงหายไปในพริบตา ความหนาวยะเยือกสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
เรียกพบแต่เช้าแบบนี้ จะโดนคาดคั้นเรื่องความผิดพลาดเมื่อวานอีกหรือเปล่าเนี่ย? หรือคิดจะลงโทษฉันย้อนหลังกันแน่?
ณ โถงถ้ำกลางที่ยังคงมืดสลัวและบรรยากาศน่าอึดอัดจนหายใจลำบาก
มู่หลานเดินก้มหน้าตามซูเจินเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยม ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้าแท่นหินสูงสง่า รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของเจ้าสำนักยังคงรุนแรงกดดันจิตใจเหมือนเดิม จนนางแทบไม่กล้าสูดลมหายใจเข้าปอด
“อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” น้ำเสียงเย็นชาไร้อารมณ์เอ่ยถามขึ้น
“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักที่เมตตามอบยาดีให้ข้า” มู่หลานตอบกลับตามบทเรียนที่กลั่นกรองมาแล้วว่าดูดีที่สุดในยามนี้
“ดี...” เจ้าสำนักพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดมือโยนแผ่นป้ายไม้ไผ่สลักอักษรลงมาตรงหน้าของนางเสียงดัง เคร้ง!
“ในเมื่อหายดีแล้ว ก็อย่ามัวเสียเวลาเปล่า... นี่คือภารกิจใหม่ของเจ้า”
มู่หลานเบิกตากว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ นางก้มมองป้ายคำสั่งสลับกับมองใบหน้าภายใต้หน้ากากของคนสั่งด้วยความตะลึงงัน
“ภารกิจ... ใหม่หรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง!” น้ำเสียงทรงอำนาจตวาดก้อง “ครั้งนี้เจ้าต้องไปเด็ดศีรษะ ‘ใต้เท้าเสิ่น’ ขุนนางผู้นั้นบังอาจกุมบัญชีลับของผู้ว่าจ้างเอาไว้ จงเร่งจัดการให้สิ้นซาก อย่าได้สร้างความขายหน้าด้วยความผิดพลาดซ้ำสองเหมือนคราวก่อนอีก!”
คำสั่งนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของมู่หลาน รายละเอียดของเป้าหมายทำให้ความทรงจำซ้อนทับเข้ามาอย่างรวดเร็ว...
ใต้เท้าเสิ่นผู้นี้มิใช่ขุนนางกังฉิน ทว่าเขาคือผู้ตรวจการบัญชีตงฉินที่เถรตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัด เขาถูกตามล่าเพียงเพราะล่วงรู้ความลับการทุจริตของพวกขุนนางชั่ว จนต้องพาครอบครัวหนีหัวซุกหัวซุน
แล้วนาง... ในฐานะอดีตผู้ตรวจสอบบัญชีในโลกก่อน กลับต้องกลายเป็นคนไป ‘ปิดบัญชีชีวิต’ ขุนนางน้ำดีในโลกนี้เนี่ยนะ?
เมื่อสิ้นคำสั่ง ท่านเจ้าสำนักก็สะบัดชายอาภรณ์เดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้มู่หลานยืนแข็งทื่อเป็นหินงอกหินย้อยอยู่กลางโถงถ้ำเพียงลำพัง
หญิงสาวกำป้ายคำสั่งในมือแน่นจนนิ้วขาวซีด ริมฝีปากเม้มสนิทเพื่อสะกดกลั้นเสียงกรีดร้องที่อยากจะพ่นใส่หน้าเจ้านายใจมารผู้นั้น
เฮ้ย! นี่มันจะเกินไปหน่อยไหม!
แผลที่หน้าท้องยังไม่ทันจะตกสะเก็ดดี ยาสมานแผลยังซึมเข้าเนื้อไม่ถึงครึ่งก็นึกจะถีบหัวส่งนางไปฆ่าคนอีกแล้วเหรอ?
นี่มันองค์กรนักฆ่าหรือโรงงานนรกกันแน่! กฎหมายคุ้มครองแรงงานอยู่ที่ไหน! สหภาพแรงงานยุทธภพมีไหม! ใครก็ได้ช่วยไปร้องเรียนกรมแรงงานให้ฉันที!
“หัวหน้า... ท่านไหวหรือไม่เจ้าคะ?”
ซูเจินเอ่ยถามเสียงแผ่วด้วยความกังวล เมื่อเห็นสีหน้าของหัวหน้าคล้ายคนจะเป็นลม
มู่หลานหันขวับไปมองลูกน้องคนสนิท นางพยายามฉีกยิ้มกว้างที่ดูเหมือนการแยกเขี้ยวขู่ขวัญเสียมากกว่า
“ไหวสิ... สภาพเช่นนี้ ข้า ‘ไหว’ อยู่แล้ว!”
