บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 : จากพนักงานบัญชีมาสวมร่างเป็นนักฆ่า

บทที่ 2 : จากพนักงานบัญชีมาสวมร่างเป็นนักฆ่า

หลายชั่วยามผ่านไป...

ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อยๆ ซึมลึกเข้าสู่ห้วงสำนึกอย่างช้าๆ ราวกับน้ำหมึกที่หยดลงบนผืนผ้าขาว นางคือนักฆ่าฝีมือฉกาจ ผู้ดับลมหายใจปลิดชีพผู้คนมานับไม่ถ้วน และนามของนางคือ ‘มู่หลาน’

ส่วน ‘มีนา’ คือตัวตนของนางในโลกที่จากมา... โลกที่นางเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง

“ท่านหัวหน้า! เราต้องหนีกันแล้ว!”

เสียงร้องเตือนจากลูกน้องสาวทำให้มู่หลานสลัดภวังค์ทิ้ง นางรีบพาร่างที่บาดเจ็บเร่งรุดหนีออกมาตามคำบอกทันที

สายลมหวีดหวิวปะทะใบหน้า ความมืดรอบกายเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพติดตา มู่หลาน... หรืออดีตผู้ตรวจสอบบัญชีสาวในร่างใหม่ แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

สองขาของนางกำลังก้าวทะยานไปบนยอดไม้อย่างแคล่วคล่อง พลิกตัวหลบคมอาวุธลับที่พุ่งตามมาประดุจห่าฝน ก่อนจะดีดตัวข้ามโขดหินสูงชันด้วยท่วงท่าเบาหวิวดุจปุยนุ่น ทั้งที่สมองของนางยังมึนงงและร้องประท้วงด้วยความหวาดเสียว แต่ร่างกายนี้กลับขยับไปเองตามสัญชาตญาณที่ถูกฝึกฝนมาจนเข้ากระดูกดำ!

ให้ตายเถอะ! ฉันทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?

ปกติแค่เดินขึ้นบันไดออฟฟิศเพียงสามชั้น นางก็หอบแฮกจนต้องคว้ายาดมขึ้นมาสูด แต่อย่างไรตอนนี้กลับเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนจอมยุทธ์ในภาพยนตร์! ความทรงจำของมู่หลาน ยอดฝีมือแห่งพรรคทมิฬ กำลังแทรกซึมเข้าควบคุมกล้ามเนื้อทุกมัด สั่งการให้นางรอดพ้นจากการไล่ล่าของทหารจวนอ๋องมาได้อย่างปาฏิหาริย์

“หัวหน้า! ทางนี้!”

เสียงของ ‘ซูเจิน’ ลูกน้องคนสนิทดังขึ้นเบื้องหน้า หญิงสาวกัดฟันกรอดก่อนจะกระโดดตามลงไปในหุบเขาเบื้องล่าง ผ่านม่านน้ำตกที่ทิ้งตัวลงมาอย่างมิดชิด ทะลุเข้าสู่ปากถ้ำขนาดใหญ่ที่ดูมืดมนและเย็นยะเยือก

‘รังนักฆ่า’

ทันทีที่เท้าแตะพื้นหินอันเย็นเฉียบ กลิ่นอายแห่งความตายและกลิ่นอับชื้นก็โชยมาปะทะจมูก ภายในถ้ำหินกว้างขวางถูกประดับด้วยคบเพลิงสลัว ผนังถ้ำเต็มไปด้วยอาวุธนานาชนิด บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนพองสยองเกล้า มีเพียงเสียงหยดน้ำและเสียงลมหายใจหอบถี่ของนางและซูเจินเท่านั้น

มู่หลานกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความทึ่งปนสยอง นี่มันรังโจรชัดๆ ... ไม่สิ มันคือที่พำนักของเหล่านักฆ่าสาวล้วนตามความทรงจำที่เพิ่งผุดขึ้นมาต่างหาก

“กลับมากันแล้วหรือ...”

เสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจดังก้องกังวานมาจากแท่นหินยกสูงใจกลางโถงถ้ำ

ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวสีดำสนิทนั่งตระหง่านอยู่บนนั้น ใบหน้าครึ่งบนซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากครึ่งซีกที่แผ่รังสีอำมหิตจนมู่หลานรู้สึกหนาวสันหลังวาบ... ‘เจ้าสำนักพรรคทมิฬ’ ผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนในที่แห่งนี้

ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากกวาดมองสภาพสะบักสะบอมของทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

“รอดกลับมาได้เพียงเท่านี้หรือ?”

ซูเจินรีบคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดเกรง “เรียนท่านเจ้าสำนัก... เหลือรอดเพียงข้ากับหัวหน้ามู่หลานเจ้าค่ะ”

“แล้วคนอื่นเล่า?”

“หากไม่ตายในภารกิจ... ก็ถูกจับกุมเจ้าค่ะ” ซูเจินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะรายงานความจริงอันโหดร้าย “พวกนาง... กระทำการกลืนยาพิษปลิดชีพตนเองตามกฎของสำนักเรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล”

คำว่า ‘กลืนยาพิษ’ กระแทกเข้ากลางใจของมู่หลานอย่างจัง!

นางยืนตัวแข็งทื่อ พยายามบังคับมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อไม่ให้สั่นระริก

นี่มันไม่ใช่บทละครหลังข่าวแล้ว แต่มันคือเรื่องจริง! ถ้าพลาดคือต้องฆ่าตัวตายทันทีอย่างนั้นหรือ? บ้าไปแล้ว! นี่ฉันหลุดเข้ามาอยู่ในนรกขุมไหนกันแน่!

“ไร้ประโยชน์!”

เสียงตวาดลั่นของเจ้าสำนักทำให้นางสะดุ้งสุดตัว “ส่งพวกเจ้าไปตั้งมากมาย กลับรอดมาได้เพียงสองคน มิหนำซ้ำภารกิจยังล้มเหลว! มู่หลาน... เจ้าเป็นถึงหัวหน้าหน่วยมือสังหาร เหตุใดจึงทำงานพลาดเยี่ยงนี้!”

แรงกดดันมหาศาลพุ่งตรงมาที่นาง มู่หลานรู้ดีว่าวินาทีนี้หากนางแสดงความอ่อนแอหรือปริปากตอบคำถามผิดเพียงนิด ชีวิตที่สองที่เพิ่งได้มาอาจดับวูบลงตรงนี้ทันที

นางสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกมาดนิ่งขรึมของเจ้าของร่างเดิมออกมาใช้ให้มากที่สุด นางเชิดหน้าขึ้นสบตาเจ้าสำนักอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นให้มั่นคงที่สุด

“เรียนท่านเจ้าสำนัก... ข้อมูลที่ทางเราได้รับมา ผิดพลาดมหันต์เจ้าค่ะ”

“ผิดพลาด?” คิ้วของเจ้าสำนักเลิกขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงไปด้วยความกังขา

“เป้าหมาย... อ๋องจวิ้นเจี๋ย ผู้นั้น” มู่หลานเอ่ยชื่อศัตรูตัวฉกาจด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ผู้ว่าจ้างแจ้งข่าวว่าเขาเป็นเพียงคนอ่อนแอไร้วรยุทธ์ ทว่าความจริงแล้วฝีมือของเขากลับสูงส่งยากจะหยั่งถึง หาใช่ลูกแกะที่รอให้เราเชือดไม่!” นางหยุดเว้นจังหวะ แสร้งทำสีหน้าเจ็บใจอย่างสุดซึ้ง “พวกเราถูกหลอกให้ไปติดกับดักเจ้าค่ะ!”

เจ้าสำนักหรี่ตามองมู่หลานอย่างจับผิด บรรยากาศในโถงถ้ำตึงเครียดเสียจนแทบหายใจไม่ออก มู่หลานได้แต่ภาวนาอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง

เชื่อเถอะนะแม่คุณ... ฉันด้นสดได้แค่นี้จริงๆ!

สายตาคมกริบภายใต้หน้ากากกวาดมองร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้และบาดแผลฉกรรจ์ของมู่หลานอย่างเงียบงัน ไม่มีคำถามใดหลุดออกมาอีก...

เพราะในพรรคทมิฬแห่งนี้ เป็นที่รู้กันดีว่า ‘มู่หลาน’ คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งที่หาตัวจับยาก การที่นางกลับมาในสภาพปางตายเช่นนี้ ย่อมเป็นหลักฐานชั้นดีว่าศัตรูนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้อมูลระบุไว้ ข้ออ้างเรื่องข้อมูลผิดพลาดจึงมีน้ำหนักพอที่จะมีชีวิตรอด

“ไปพักซะ”

มือเรียวยาวภายใต้ถุงมือหนังสะบัดเพียงวูบเดียว ขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาวก็ลอยละลิ่วพุ่งตรงมาหามู่หลาน

หมับ!

มู่หลานรับขวดยานั้นไว้ได้ตามสัญชาตญาณของร่างกาย (ซึ่งทำเอาเจ้าตัวแอบตกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย) นางรีบก้มศีรษะทำความเคารพแล้วถอยฉากออกมาพร้อมกับซูเจินทันที ก่อนที่เจ้าสำนักจะเปลี่ยนใจสั่งประหารนางเซ่นความล้มเหลว

ทันทีที่พ้นสายตาอันคมกริบ มู่หลานแทบจะเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้น หากไม่ได้ซูเจินช่วยพยุงไว้ นางคงลงไปนอนวัดความเย็นของพื้นหินไปแล้ว

ทั้งสองประคองกันเดินลัดเลาะไปตามโถงหินที่คดเคี้ยวและมืดมัว จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้บานหนึ่ง

นี่คือ... ห้องพักของฉันสินะ?

มู่หลานผลักประตูเข้าไป แล้วก็ต้องยืนอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะความหรูหราอลังการที่คาดหวัง แต่เป็นเพราะความ ‘ว่างเปล่า’ จนน่าใจหาย

ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่ก่อด้วยหินหยาบๆ มีเพียงตั่งไม้แข็งกระด้างที่ดูแล้วน่าจะทำให้นอนปวดหลังมากกว่าผ่อนคลาย โต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าหนึ่งตัว และหีบไม้ที่วางนิ่งอยู่มุมห้อง ไม่มีผ้าม่านพลิ้วไหว ไม่มีหมอนขนนกนุ่มละมุน และไม่มีแม้กระทั่งหน้าต่างสำหรับระบายอากาศ แหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวคือตะเกียงน้ำมันเก่าโทรมที่ส่งแสงริบหรี่

นี่มันห้องนอนหรือห้องขังเดี่ยวกันแน่เนี่ย!

มีนากรีดร้องในใจด้วยความอาลัยอาวรณ์คอนโดขนาดสตูดิโอเท่าแมวดิ้นตายที่กรุงปักกิ่งขึ้นมาจับใจ อย่างน้อยที่นั่นก็ยังมีฟูกหนานุ่มกับแอร์เย็นฉ่ำให้ซุกตัว ไม่ใช่ถ้ำหินที่ทั้งอับทั้งชื้นแบบนี้

“หัวหน้า...” ซูเจินเอ่ยขึ้น ทำลายภวังค์ความหดหู่ “ท่านพักผ่อนสักครู่เถิด ข้าขอตัวกลับไปเตรียมยาสมุนไพรที่ห้องก่อน”

ลูกน้องสาวขยับกายเตรียมจะปลีกตัวออกไป แต่แล้วก็ชะงักฝีเท้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

“อ้อ... จริงสิ สภาพของท่านตอนนี้เปื้อนเลือดไปทั้งตัว ข้าว่าท่านควรไปล้างเนื้อล้างตัวที่ ‘โรงอาบน้ำรวม’ ให้สบายกายเสียก่อน แล้วเดี๋ยวข้าจะตามไปผลัดเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ท่านที่นั่นเลย”

พูดจบ ซูเจินก็ทำท่าจะหันหลังเดินจากไปทันที

มู่หลานยืนนิ่งงัน เหงื่อกาฬเริ่มซึมชื้นตามแผ่นหลัง...

โรงอาบน้ำรวมงั้นเหรอ?

แล้วไอ้โรงอาบน้ำที่ว่านั่น... มันไปทางไหนกันล่ะ!

ความทรงจำของร่างเดิมมันผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนดอยไม่มีผิด บางเรื่องจำได้แม่นยำดุจภาพถ่าย แต่เรื่องทิศทางในรังนักฆ่าอันซับซ้อนนี้กลับว่างเปล่าขาวโพลน หากปล่อยให้ซูเจินเดินจากไปก่อน แล้วนางเกิดเดินหลงทางในบ้านตัวเองขึ้นมา มีหวังถูกสงสัยจนหัวหลุดจากบ่าแน่ๆ!

“เดี๋ยวซูเจิน!”

มู่หลานร้องเรียกเสียงหลง ก่อนจะรีบกระแอมไอปรับน้ำเสียงให้ดูเคร่งขรึมสมมาดนางพญานักฆ่า

“เอ่อ... ข้าหมายถึง ไหนๆ ก็จะไปทางเดียวกันแล้ว...” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ทำทีเป็นจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ “เจ้าก็รอไปพร้อมกับข้าเสียเลยสิ ข้าบาดเจ็บเช่นนี้ เดินไปคนเดียวคงเสียเวลา”

แถ... แถจนสีข้างถลอกหมดแล้วนะยัยมีนา!

ซูเจินมองหัวหน้าด้วยความงุนงงเล็กน้อย ปกติมู่หลานรักความเป็นส่วนตัวยิ่งชีพและมักจะไปไหนมาไหนลำพังเสมอ ทว่านางก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอันใดมากนัก คงคิดว่าหัวหน้ากำลังบาดเจ็บหนักจึงต้องการคนคอยระแวดระวังภัยให้

“รับทราบเจ้าค่ะ” ซูเจินก้มศีรษะรับคำอย่างว่าง่าย “เชิญหัวหน้า”

มู่หลานลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก... รอดไปได้อีกหนึ่งเปลาะ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel