บทที่ 1: ฉันย้อนเวลามาจริงๆ หรือนี่!
บทที่ 1: ฉันย้อนเวลามาจริงๆ หรือนี่!
ความมืดมิด... และความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกถึงขั้วกระดูก
นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่นางจำได้ก่อนที่สติจะดับวูบลง
ภาพในหัวตัดสลับไปมาราวกับภาพฝันที่ขาดห้วง เสียงลมหายใจหอบกระเส่าดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนใบไม้แห้งกรอบท่ามกลางป่าทึบอันมืดมิดไร้ทางออก ความรู้สึกราวกับถูกพญามัจจุราชไล่ล่าติดตามมาติดๆ จนกระทั่งพื้นดินใต้เท้าว่างเปล่า...
ร่างทั้งร่างร่วงหล่นสู่ความเวิ้งว้าง ก่อนจะกระแทกกับผืนน้ำเย็นเฉียบที่โอบล้อมและฉุดกระชากร่างของนางลงสู่ก้นบึ้งที่มืดมิดที่สุด
“เฮือก!”
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวพลางลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความสลัว ร่างกายเกร็งกระตุกตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ทว่าความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นพล่านขึ้นมาจากหน้าท้องทำให้นางต้องนิ่วหน้าด้วยความทรมาน
“เจ็บ...”
เสียงแหบพร่าครางแผ่ว มือเรียวอันสั่นเทายกขึ้นลูบคลำบริเวณที่ปวดร้าว สัมผัสที่ปลายนิ้วคือผ้าพันแผลเนื้อหยาบ และกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ในอากาศชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียน
ที่นี่ที่ไหน?
ดวงตาที่ยังปรับโฟกัสได้ไม่ดีนักพยายามกวาดมองไปรอบกาย ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล... ไม่มีแสงไฟนีออนสว่างจ้า
รอบด้านมืดสลัว มีเพียงแสงเทียนวูบไหวริบหรี่อยู่ที่มุมหนึ่ง ผนังรอบข้างดูเหมือนถ้ำหินหรือกระท่อมดินที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆ อากาศทั้งอับชื้นและเย็นเยือก บรรยากาศโดยรอบดูมืดมน อึดอัด และแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันตรายราวกับเป็นรังของสัตว์ร้าย
ทันใดนั้น ความปวดร้าวรุนแรงก็แล่นปราดเข้าสู่ขมับจนนางต้องยกมือกุมศีรษะ ความทรงจำมหาศาลไหลเข้ามาประหนึ่งเขื่อนแตก
...เสียงแม่โวยวายผ่านโทรศัพท์มือถือ เรื่องเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ ...
‘หาเงินส่งมาให้น้องเดี๋ยวนี้! น้องต้องใช้ค่าเทอมนะ!’
‘หนูไม่มีแล้วแม่! เดือนนี้หนูโอนไปให้ตั้งเท่าไหร่แล้วแม่ก็รู้!’
เสียงก่นด่าและแรงกดดันเหล่านั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ ความเครียดและความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมานานบวกกับความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำให้ในตอนนั้น เดินข้ามถนนไปอย่างเลื่อนลอย...
เอี๊ยด!
เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหวตามมาด้วยแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้โลกทั้งใบหมุนคว้าง ร่างทั้งร่างลอยละลิ่วก่อนจะดิ่งลงสู่สายน้ำที่เย็นยะเยือก
ใช่... เธอถูกรถชนแล้วตกลงไปในน้ำ
ตามหลักแล้วเธอควรจะตายไปแล้ว หรืออย่างดีที่สุดก็ควรนอนอยู่ในห้อง ICU สักแห่งในกรุงปักกิ่ง ไม่ใช่มานอนเจ็บปางตายอยู่ในสถานที่อับโชคเช่นนี้!
“ฟื้นแล้วหรือ... หัวหน้า”
เสียงเรียกที่ราบเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกดังขึ้นจากมุมมืด ทลายภวังค์ความคิดของนางจนหมดสิ้น หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปตามต้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนออกมาจากเงามืด แสงเทียนริบหรี่ส่องกระทบใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งที่กำลังยืนกอดอกพิงผนังถ้ำอยู่ ใบหน้านั้นงดงามหมดจดทว่ากลับเรียบตึง ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่นางอย่างประเมิน
แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง กลับไม่ใช่แววตานั้น... แต่เป็นเครื่องแต่งกายของอีกฝ่าย
อาภรณ์สีดำสนิทรัดกุม ดูทะมัดทะแมงราวกับหลุดออกมาจากหนังกำลังภายในที่เคยผ่านตา
ชุดคอสเพลย์เหรอ?
คำถามผุดขึ้นในสมองที่กำลังมึนงง แต่สัญชาตญาณส่วนลึกกลับร้องเตือนว่า... นี่ไม่ใช่การแสดง และที่แห่งนี้ไม่ใช่โลกใบเดิมที่นางรู้จักอีกต่อไป!
“หัวหน้า... ท่านไหวหรือไม่?”
คำเรียกขานนั้นทำให้นางชะงักงัน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความมึนงงสับสน
หัวหน้า? ใครคือหัวหน้า?
ใช่... เธอเป็นหัวหน้า
แต่ทว่าในชีวิตก่อนหน้านั้น นางคือรองผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชีของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ เป็นหญิงแกร่งชาวไทยที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่ในประเทศจีนเพียงลำพัง เพียงเพื่อจะส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวที่บ้านเกิด
ภาพความทรงจำอันขมขื่นย้อนกลับมาฉายซ้ำราวกับตอกย้ำความเจ็บปวด... วันนั้นเป็นวันที่นางเหนื่อยล้าแสนสาหัส ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากที่ทำงาน เสียงโทรศัพท์จากแม่ก็ดังขึ้น ไม่ใช่เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แต่กลับเป็นเรื่องเดิมที่ทำให้นางแทบหมดแรง
‘ต้องใช้อีกแล้วหรือแม่? เดือนนี้หนูแทบไม่เหลือเงินเก็บเลยนะ’
‘ก็น้องแกจำเป็นต้องใช้! แกเป็นพี่ แกก็ต้องเสียสละสิ!’
เสียงตวาดลั่นของแม่ยังคงดังก้องอยู่ในหู ความน้อยเนื้อต่ำใจทำให้นางเดินร้องไห้ไปตามทางเท้าอย่างเหม่อลอย จนกระทั่ง... แสงไฟจากหน้ารถพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง แรงกระแทกมหาศาลบดขยี้ร่างกาย ก่อนที่ความเย็นยะเยือกของสายน้ำจะกลืนกินลมหายใจสุดท้ายของนางไป
หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความทรงจำอันเลวร้าย พยายามดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ดวงตาจ้องมองสตรีในชุดโบราณตรงหน้าด้วยความสับสนมึนงง
“เมื่อครู่... คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ?” นางถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“หัวหน้า... ท่านยังมึนงงเพราะพิษบาดแผลอยู่หรือ?”
สตรีชุดดำขยับเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยเจือแววกังวลเล็กน้อย “แผลที่หน้าท้องของท่านฉกรรจ์นัก ข้าจัดการทำแผลให้แล้ว แต่อาจจะยังเจ็บอยู่บ้าง”
นางก้มลงมองบาดแผลที่หน้าท้องตนเองอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่เต้นตุบๆ นี้คือของจริง ไม่ใช่ความฝัน นางกัดฟันข่มความทรมานแล้วเงยหน้าถามสิ่งที่ค้างคาใจที่สุดออกไป
“ที่นี่... คือที่ไหน?”
สตรีชุดดำชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ที่นี่คือจุดพักฟื้นชั่วคราวในป่าลึก... เราหนีรอดมาได้หวุดหวิด หลังจากที่ท่านถูก ‘ท่านอ๋อง’ ไล่ล่าจนถูกคมดาบแทงตกหน้าผาจมดิ่งลงสู่แม่น้ำ”
“ท่านอ๋อง?”
นางทวนคำนั้นในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม
อ๋อง? อ๋องไหนกัน?
สมองของนางพยายามประมวลผลอย่างรวดเร็ว...
คำศัพท์โบราณชุดนั้น อาภรณ์ย้อนยุค สถานที่ที่ดูเหมือนถ้ำลึกลับ และร่องรอยการต่อสู้อันดุเดือดที่ทิ้งรอยแผลไว้บนร่างกาย...
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? กองถ่ายละครหรือ? หรือจะเป็นรายการเรียลลิตี้แกล้งคน?
ทว่าความเจ็บปวดที่แล่นริ้วขึ้นมาจากบาดแผล และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในจมูกขณะนี้ มันสมจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงการแสดง
“ท่านอ๋อง... จวิ้นเจี๋ย” สตรีชุดดำเอ่ยนามนั้นออกมา แววตาที่เคยราบเรียบพลันลุกโชนด้วยเพลิงอาฆาต “เขาคือเป้าหมายที่ผู้ว่าจ้างต้องการ... และเราต้องเด็ดศีรษะมันมาให้ได้”
ชื่อที่ไม่เคยผ่านหู กับสถานะ ‘นักฆ่า’ ที่ถูกยัดเยียดใส่มือมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้อดีตรองผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชีสาวถึงกับหน้ามืดมึนงง ราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบลงที่กลางศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ย้อนเวลามางั้นหรือ? ฉันย้อนเวลามาจริงๆ หรือนี่!
จากสาวออฟฟิศที่วันๆ จ้องอยู่แต่กับตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กลับต้องมาอยู่ในร่างของมือสังหารที่มีศัตรูระดับเชื้อพระวงศ์! ชีวิตก่อนก็ต้องปากกัดตีนถีบจนตัวตาย ชีวิตใหม่กลับต้องมาหนีตายจากการถูกไล่ล่าเสียอย่างนั้น
ซวย... ชีวิตมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนไปถึงไหนกัน!
