ตอนที่ 12 ตรวจยา
พอขึ้นมานั่งบนเกวียนทำให้หลินซูซินนางอยากจะเดินเข้าเมืองเสียจริง ไม่เคยเห็นคนหรืออย่างไรดูยังกับเห็นของแปลก
หยางไห่ฉวนเขารับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมาที่เขาและหลินซูซิน แต่เขานั้นไม่ได้สนใจเพราะปกติคนพวกนี้ก็มองชาวบ้านทุกคนเพื่อจะหาหัวข้อสนทนาตามประสาชาวบ้านปากตลาดที่วัน ๆ เอาแต่จับกลุ่มพูดคุยเรื่องชาวบ้านอย่างเสีย ๆ หาย ๆ
“นี่ซูซินพึ่งแต่งงานมาเป็นอย่างไรบ้างบ้านหยางดีหรือไม่” สาวใหญ่ที่แต่งงานแล้วเอ่ยถามด้วยความอย่างรู้
“ท่านพ่อท่านแม่พี่ไห่ฉวนดูแลข้าดีมากเจ้าค่ะ” นางตอบกลับไปอย่างนุ่มนวลเพราะน้ำเสียงของท่านป้าท่านนี้ ถามเพราะแค่อยากรู้เท่านั้น ท่านป้าไม่ได้ถามอะไรต่อ
หยางไห่ฉวนที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดทางนางไม่ได้อายที่มีสามีน่ากลัวเช่นเขาบนเกวียนเมื่อครู่นางตอบกลับท่านป้าอย่างจริงใจ
“พี่ไห่ฉวนเราไปโรงหมอกันก่อนดีกว่า” โรงหมอที่หยางไห่ฉวนพานางมานั้นเป็นทั้งที่รักษาคนไข้และร้านขายยาไปในตัว แต่แบ่งพื้นที่กันชัดเจน
“คารวะท่านหมอเจ้าค่ะ” ที่นางรู้ว่าบุรุษมากอายุตรงหน้าคงจะเป็นหมอก็ตรงเครื่องแต่งกายที่บ่งบอกถึงอาชีพ
“พวกเจ้าเป็นอะไรมาล่ะ”
“คือว่าท่านพ่อท่านแม่สามีข้านั้นทานยาพวกนี้ แต่อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้แย่ลง” หลินซูซินนำยาที่นำมายื่นให้ทานหมอดู พร้อมเล่าบอกอาการของท่านพ่อท่านแม่ให้ท่านหมอฟัง
ท่านหมอนำยาเข้าไปตรวจสอบใช้เวลานานพอสมควร นางจึงชวนสามีไปซื้อของเข้าบ้านก่อน ท่านหมอจึงนัดมาอีกทีก่อนเที่ยง
ดีหน่อยที่นางออกจากบ้านมาแต่เช้าในตอนนี้ช่วงในเวลายามซื่อ เหลือเวลามากพอที่นางจะเดินเลือกซื้อของ
“พี่ไห่ฉวนท่านไม่ต้องกังวลไปยานั่นถึงมือท่านหมอแล้ว หากยาไม่ดีเราซื้อยาที่โรงหมอไปให้ท่านพ่อท่านแม่กัน”
หลินซูซินนางตั้งใจว่าจะซื้อของเข้าครัวและพวกเมล็ดผักต่าง ๆ ที่บ้านหยางไม่มีเกลือนางว่าจะซื้อ พรุ่งนี้นางนั้นจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม แต่ไม่รู้ว่าควรจะเอาขอติดไม้ติดมือไปดีหรือไม่
“พรุ่งนี้เราต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของเจ้าหาซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือไปจะได้ไม่น่าเกลียด”
“พี่ไห่ฉวนครอบครัวข้ามีแค่ท่านพ่ออีกอย่างท่านไม่ใช่คนเรื่องมากข้าว่าเราทำอาหารไปทานกับท่านพ่อดีกว่าเจ้าค่ะ พี่ว่าอย่างไร?”
“เอาตามที่เจ้าว่านี่เงินของข้า” หยางไห่ฉวนยื่นถุงเงิน 500 อีแปะ ทั้งหมด ที่เขามีให้หลินซูซิน
หลินซูซินนั้นไม่ปฏิเสธเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะหาทางให้นางรับไว้อยู่ดี ไม่รู้ว่าในถุงนี่มีเงินอยู่เท่าไหร่กัน แต่ที่นางนั้นรู้ได้คือเป็นเงินที่หยางไห่ฉวนหามาอย่างลำบากจากการทำงานและล่าสัตว์ไปขาย
“พี่ไห่ฉวนวันนี้เราจะซื้อข้าวสาร เครื่องปรุง และก็เมล็ดผัก พี่ว่าเราจะไปร้านไหนก่อนดีเจ้าคะ”
หยางไห่ฉวนอึ้งอยู่พักหนึ่งที่ได้ยินอีกฝ่ายอธิบายว่าวันนี้นางจะซื้ออะไรบ้าง “ไปร้านขายข้าวสารก่อนแล้วค่อยไปร้านขายเครื่องปรุงกับเมล็ดพันธุ์ผัก”
หลินซูซินนางสั่งข้าวสารรอหยางไห่ฉวนที่ไปหาเช่าเกวียนเข้าหมู่บ้าน โดยนางสั่งข้าวขาว 30 กงจิน หรือ 30 กิโลกรัม หากเปรียบตามโลกของนางก็เท่ากับนางนั้นซื้อข้าวสาร 2 ถัง ตกถังละ 15 กิโลกรัม
หลินซูซินสั่งข้าวเนื้อหยาบมาอีก 15 กงจิน หรือ 15 กิโลกรัม เพื่อที่นางจะนำมาหุงผสมกับข้าวขาว ข้าวเนื้อหยาบถูกกว่าข้าวเนื้อขาวอยู่ 10อีแปะ เพราะข้าวขาวราคาตกอยู่ที่ 20 อีแปะ ต่อกิโลกรัม
หลินซูซินจ่ายค่าข้าวไปทั้งหมด 750 อีแปะ ซึ่งนางนั้นไม่ได้ใช้เงินที่หยางไห่ฉวนให้ เงินนั่นนางจะเก็บไว้ยังไม่คิดใช้
หยางไห่ฉวนที่เช่าเกวียนได้แล้วก็รีบมาที่ร้านขายข้าวทันทีเพราะหลินซูซินไม่เคยเข้าเมืองเขากลัวนางจะโดนเอาเปรียบได้ แต่มาถึงร้านข้าวแทบทำเขาลมจับนางซื้อข้าวไปทำไมมากมายเช่นนี้ ปกติที่บ้านทานเพียงข้าวเนื้อหยาบและที่ราคาถูกลงมาอีก
“พี่ไห่ฉวนขนขึ้นเกวียนได้เลยเจ้าค่ะข้าจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว” หลินซูซินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แต่หารู้ไม่ว่าคนตรงหน้าไม่ยิ้มด้วยสักนิด
หลินซูซินนั่งเกวียนมาลงที่ร้านขายเครื่องปรุงรสต่าง ๆ วันนี้นางตั้งใจจะซื้อทั้งเกลือ น้ำตาล ที่เป็นของล้ำค่าในยุคนี้
“เชิญ ๆ เข้ามาดูก่อนขอรับ” เยวียนกง (พนักงานงาน) เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเข้าร้านจึงเอ่ยต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“คารวะท่าน…”
“คารวะนายท่านกับภรรยาข้าน้อยมีนามว่า ‘จางหมิ่น’ ขอรับ”
“ท่านน่าจะแก่กว่าข้าขอเรียกว่าพี่จางหมิ่นก็แล้วกัน ข้ากับสามีมือใหม่กับเรื่องซื้อของเข้าบ้านนักขอให้พี่จางหมิ่นโปรดชี้แนะข้าทั้งสองด้วยเจ้าค่ะ” หลินซูซินรู้ว่าหยางไห่ฉวนก็ไม่รู้ว่าควรจะซื้อหรือเลือกอะไร เพราะเขาเคยซื้อเพียงน้ำมันราคาถูกไว้ทอดผัดเท่านั้น
หลินซูซินเดินตามพี่จางหมิ่นเข้ามาในร้านนางบอกของที่ต้องการออกไป ในยุคโบราณนี้รสหวานใช้เป็น น้ำตาล น้ำผึ้ง รสเค็มใช้เป็น เกลือ ซีฮิ๊ว รสเปรี้ยวก็จะเป็นน้ำส้มสายชู รสเผ็ดจะมีพริก ต้นหอม ขิง กระเทียม ความหอมในอาหารเพิ่มด้วยน้ำมันงา ผักชี เหล้า ในร้านนี้ไม่ต่างกับซุปเปอร์มาร์เก็ตในโลกของนาง
หลินซูซินเลือกของที่ใช้ในครัว เป็นจำพวกเครื่องปรุงรสมากมาย น้ำมัน เครื่องยาจีนไว้ทำอาหารก็มี ค่าเสียหายถือว่าคุ้มกับของที่นางนั้นได้มา 150 อีแปะ นี่นางยังไม่ได้ซื้อเนื้อกับเมล็ดผักเลย
หยางไห่ฉวนที่ยกของต่าง ๆ มากมายขึ้นเกวียนด้วยความเสียดายเงินอีแปะที่เสียไป แต่เงินนั่นเขาเป็นคนให้นางเองท่านพ่อเคยบอกว่าเงินที่เราหามาจะต้องให้ภรรยาเป็นคนเก็บเพราะภรรยาจะเป็นคนดูแลบ้านในทุก ๆ อย่างไม่ว่าจะทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน หรือเลือกซื้อของจ่ายตลาดล้วนเป็นหน้าที่ของภรรยาทั้งสิ้น
“พี่ไห่ฉวนท่านอย่าเสียดายเงินไป ข้าหาได้ใช้สิ้นเปลืองไม่ของทุกอย่างล้วนจำเป็นหมดเชื่อข้าสิ”
หลินซูซินมาที่ร้านขายเมล็ดผักที่นี่มีผักสดขายด้วยนางก็เลือกซื้อมาอย่างมันมือ ส่วนเมล็ดผักนางเลือกมา 4-5 อย่างที่บ้านพื้นที่ยังมีไม่มากขนาดนั้น ค่าเสียหายนางจ่ายไปที่ 60 อีแปะ
ร้านสุดท้ายที่นางขอให้หยางไห่ฉวนพามาเป็นร้านขายเนื้อนางเลือกเป็นเนื้อแดง กระดูก ติดมัน อย่างละโล ทั้งหมด 200 อีแปะ ไม่ต้องพูดถึงหยางไห่ฉวนตาแทบจะหลุด เขาเป็นนายพรานบ้าอะไรไม่เคยกินเนื้อหมู
พอเลือกซื้อของทุกอย่างเสร็จจึงพากันกลับมาที่โรงหมอตามเวลาที่ท่านหมอได้บอก รอไม่นานท่านหมอก็ได้กลับมาจากตรวจคนไข้ที่มาเข้ารักษาที่นี่
“ท่านหมอยาตรวจแล้วเป็นเช่นไรบ้างเจ้าค่ะ”
“จากที่ตรวจดูไม่ใช่ยาร้ายแรงอะไร แต่เป็นยาเถื่อนพวกโรงหมอที่เห็นแก่เงินชอบใช้ยาพวกนี้หลอกขายให้กับชาวบ้านทั้งในราคาที่ถูกและแพง ทานต่อเนื่องนาน ๆ อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ทานเข้าไปก็ไม่ต่างกับทานลมเข้าปากเพราะมันไม่ใช้ยารักษาโรค”
“ท่านหมอพอจะจัดยาตามอาการที่ข้าบอกได้หรือไม่คือท่านพ่อท่านแม่ข้าไม่สามารถเดินทางมาได้” หยางไห่ฉวนมองหลินซูซินเอ่ยกับท่านหมอนางไม่ได้ปกปิดความเป็นห่วงท่านพ่อท่านแม่ ดวงตานางเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
“ได้เดี๋ยวเจ้าบอกอาการมาข้าจะจัดยาให้” หลินซูซินนางให้หยางไห่ฉวนเป็นคนเอ่ยเล่าเรื่องอาการของท่านพ่อท่านแม่กับท่านหมอน่าจะละเอียดกว่านาง
“ยาสองชุดนี้หากทานหมดแล้วนำคนทั้งสองมาตรวจที่นี่ด้วย ข้าจะได้ตรวจอาการด้วย ยาทานได้ 2 เดือน”
หลินซูซินนางจ่ายค่ายาหมอไปทั้งหมด 10 ตำลึงเงิน แพงมากแต่หากอาการของคนทั้งสองจะดีขึ้นก็ถือว่าคุ้มค่า
