บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 เข้าเฝ้าพระมารดา

ตอนที่ 5 เข้าเฝ้าพระมารดา

วันนี้เฉินอี้หมิงกลับมาถึงจวนตั้งแต่ตะวันยังไม่คล้อยลงต่ำอย่างผิดวิสัย หลี่ชิงเหยามองเขาด้วยสายตาแปลกใจ เมื่อเห็นอาหารมากมายบนโต๊ะ ล้วนเป็นสิ่งที่นางชื่นชอบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่กล้าพูดออกมา

ร่างบางนั่งตัวตรงอย่างสง่างาม มือเรียวบางวางอยู่บนตักอย่างสำรวม นางเฝ้ารอให้พระสวามีคีบอาหารก่อนจึงจะเริ่มทานได้ แม้ในใจจะอยากลิ้มรสอาหารเหล่านั้นเพียงใด แต่กฎเกณฑ์ในจวนยังคงต้องปฏิบัติตาม นางแอบมองสามีของตนที่กำลังคีบอาหารเข้าปากอย่างเงียบๆ นางรู้ดีว่าเขาชอบอาหารรสจัดและเค็ม ขณะที่ตัวนางเองชอบอาหารรสอ่อนและไม่เผ็ดมาก เมื่อนางคีบอาหารเข้าปากก็พบว่าอาหารในมื้อนี้มีรสอ่อนผิดจากปกติที่เขามักชอบทาน

“ท่านอ๋องไม่สบายท้องหรือเพคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและแฝงไปด้วยความเป็นห่วง แม้ในใจจะรู้ดีว่าชายผู้นี้ไม่น่าเป็นห่วงเลยสักนิด

เฉินอี้หมิงหยุดคีบอาหาร คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองนาง “ไม่ ข้าสบายดี เจ้าถามทำไม?”

“ก็...ท่านอ๋องเสวยแต่อาหารรสจืดนิเพคะ” นางตอบอย่างลังเล แต่ก็ไม่อาจปิดบังความสงสัยในน้ำเสียงได้

คำตอบของนางทำให้เฉินอี้หมิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ชอบกินอาหารรสจืด?”

หลี่ชิงเหยาเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะตอบ “เอ่อ...คือว่าหม่อมฉันถามจากสาวใช้ในจวนว่าท่านอ๋องชอบอะไรและไม่ชอบอะไรเพคะ”

คำพูดของนางทำให้เฉินอี้หมิงเผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนจนหลี่ชิงเหยารู้สึกแปลกใจ เขาไม่พูดอะไรต่อ แต่กลับคีบเนื้อปลาเก๋ามังกรนึ่งซีอิ้วชิ้นโตมาใส่ถ้วยข้าวของนาง “กินเยอะ ๆ เจ้าผอมเกินไป”

หลี่ชิงเหยามองเนื้อปลาที่เขาคีบมาให้ ก่อนจะบ่นในใจว่านางผอมตรงไหนกัน แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นรอยยิ้มของเขา

หลี่ชิงเหยาเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ นางไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาตั้งใจเปลี่ยนรสชาติอาหารเพื่อเอาใจนาง

ทั้งสองนั่งรับประทานอาหารต่อไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่เฉินอี้หมิงจะวางตะเกียบลง หลี่ชิงเหยามองหน้าเขา เมื่อรู้ว่าเขาจะเอ่ยอะไรบางอย่าง

“ทำไม เจ้าถึงไม่อยากเรียนรู้บัญชีกับพ่อบ้าน รู้หรือไม่ว่ามันคือหน้าที่ของพระชายา”

ตอนแรกหลี่ชิงเหยานึกว่าเขาจะตำหนิเรื่องที่นางไม่ยอมให้สาวใช้อุ่นเตียงของเขามารับใช้นาง แต่เขากลับถามเรื่องนี้ หญิงสาวยิ้มเล็กน้อยคล้ายกับไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาถาม

“หม่อมฉันไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้เพคะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำตอบของนางกลับทำให้คนร่างสูงไม่พอใจ

“ทำไม หรือใครพูดอะไรให้เจ้าไม่สบายใจ”

“เปล่าเพคะ หม่อมฉันเป็นสตรีที่โง่เขลาคงไม่เหมาะที่จะดูแลสมบัติของท่านอ๋อง”

“อะไรที่ทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น” นัยน์ตาคมจ้องนางคล้ายกับกำลังหาคำตอบบางอย่าง

เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมตอบคำถามสักทีเขาจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“พรุ่งนี้ข้าจะให้พ่อบ้านมาสอนเรื่องการทำบัญชี เจ้าต้องเรียนรู้ นี่คือคำสั่ง” คำสั่งนั้นทำให้หลี่ชิงเหยาไม่อาจปฏิเสธได้ เฉินอี้หมิงลุกขึ้นและเดินออกไปจากตำหนัก ทิ้งให้นางนั่งอยู่คนเดียวในความเงียบ

ค่ำคืนนั้น เฉินอี้หมิงไม่ได้มาค้างที่ตำหนักของนาง หลี่ชิงเหยารู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเขาอีกในคืนนี้ ทำให้นางสามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินอี้หมิงพาพระชายาเข้าวันตั้งแต่เช้าตรู่ เขาจูงมือหลี่ชิงเหยาเดินมาที่ตำหนักของพระมารดา ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของเหล่าข้ารับใช้และนางกำนัลในตำหนักนั้นดูราวกับคู่รักที่หวานชื่น สร้างความรู้สึกชื่นชมให้กับผู้พบเห็น แต่สำหรับหลี่ชิงเหยาความรู้สึกกลับแตกต่างออกไป นางต้องเร่งฝีเท้าเพื่อให้ทันกับก้าวเดินที่ยาวและมั่นคงของพระสวามี

พระสนมหลันเฟยให้นางกำนัลจัดเตรียมสำรับมื้อเช้าต้อนรับพวกเขา หลี่ชิงเหยารู้สึกรู้สึกเกร็งและประหม่าเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อสายตาของพระสนมหลันซูเฟยจับจ้องมาที่นางอย่างตรงไปตรงมา ในชาติก่อน หลี่ชิงเหยารู้ดีว่าพระสนมผู้นี้มีความตั้งใจที่จะให้ลูกชายของนางแต่งงานกับบุตรสาวของท่านรองเสนาบดี แม้จะไม่ชอบหลี่ชิงเหยา แต่พระนางก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังแกหรือกลั่นแกล้งเหมือนแม่ผัวที่มักจะเข้มงวดกับลูกสะใภ้ในจวนขุนนางทั่วไป

ในระหว่างมื้ออาหาร พระสนมหลันเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรื่องดูแลจวนอ๋องเจ้าก็ค่อย ๆ หัดเรียนรู้ไป ไม่ต้องกดดันตัวเองมากนัก”

คำพูดนี้ทำให้หลี่ชิงเหยาชะงักไปเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมองพระสนม ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เพคะ”

หลังจากจบมื้ออาหาร หลี่ชิงเหยาก็ได้รับคำสั่งให้กลับจวนก่อน เนื่องจากท่านอ๋องมีงานสำคัญต้องสะสางต่อ ระหว่างทางที่นางเดินไปขึ้นรถม้า นางกลับพบกับพี่สาวของนางและองค์รัชทายาท

ด้วยฐานะที่ต่ำกว่า หลี่ชิงเหยาจึงต้องถวายพระพรต่อพี่สาวและองค์รัชทายาทก่อน “ถวายพระพรหวังเฟยและองค์รัชทายาทเพคะ”

หลี่หยางหยางมองน้องสาวด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะอบอุ่น แต่กลับซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ข้างใน

“ชิงเหยา ทำไมเจ้าถึงเดินมาคนเดียว ท่านอ๋องไปไหนหรือ?” นางถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนเป็นห่วง

“ท่านอ๋องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพคะ” หลี่ชิงเหยาตอบอย่างเรียบง่าย แต่สายตาขององค์รัชทายาทที่จับจ้องมาที่นางกลับสร้างความอึดอัดให้ไม่น้อย

องค์รัชทายาทมองหลี่ชิงเหยาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจพร้อมกับแอบคิดเรื่องเลวทรามกับนาง

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่ประสงค์ดี หลี่ชิงเหยาจึงขอตัวลาในทันที “หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ ทูลลา” นางกล่าวอย่างสุภาพก่อนจะเดินจากไป

หลังจากที่หลี่ชิงเหยาจากไป หลี่หยางหยางหันไปพูดกับพระสวามีของนางด้วยน้ำเสียงที่เบา แต่กลับดังพอให้นางกำนัลที่ยืนอยู่เบื้องหลังได้ยินชัดเจน “น่าสงสารนางนะเพคะ ที่มีสามีไม่ใส่ใจ”

องค์รัชทายาทตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ “ใช่ เจ้าสี่ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผา”

หลี่หยางหยางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยความน้อยใจ “ถ้าอย่างเช่นพระองค์ หม่อมฉันก็ไม่ไหว” คำพูดของนางแฝงไปด้วยความไม่พอใจ เมื่อคิดถึงชายาทั้งสี่ของพระสวามี ความรู้สึกของการต้องแบ่งปันความรักและความสนใจจากผู้เป็นสามีทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจ

องค์รัชทายาทยิ้มบาง ๆ ก่อนจะปลอบโยน “หยางเอ๋อร์ เจ้าอย่าน้อยใจเลย ยังไงเจ้าก็คือพระชายาเอก และในอนาคตเจ้าคือฮองเฮา สตรีเหล่านั้นคือสิ่งที่เสริมบารมีและอำนาจของสามีเจ้า ถ้าแค่นี้เจ้าน้อยใจ ต่อไปจะเป็นแม่ของแผ่นดินได้ยังไง”

คำพูดขององค์รัชทายาทแม้จะดูเหมือนการปลอบโยน แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการย้ำเตือนถึงบทบาทและหน้าที่ของหลี่หยางหยางในฐานะพระชายาเอกว่าห้ามนางล้ำเส้นที่เขาขีดไว้ให้นางเด็ดขาด ทำให้หลี่หยางหยางไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดต่อ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel