ตอนที่ 2 : หมากบนกระดานอำนาจ
ตอนที่ 2 : หมากบนกระดานอำนาจ
สายตาคมกริบของ ท่านอ๋องจวิ้นอวี้ กวาดมองร่างที่เปียกปอนและสั่นเทาบนเตียงด้วยความรู้สึกที่อ่านได้ง่ายดาย มันคือความ "เบื่อหน่าย"
เขาไม่ได้มีความห่วงใย หรือแม้แต่ความโกรธเกรี้ยวในแววตานั้น มีเพียงความเอือมระอาอย่างถึงที่สุด ราวกับกำลังมองดูเด็กเอาแต่ใจที่ลงไปดิ้นพราดๆ กับพื้นเพื่ออยากได้ของเล่น
สำหรับเขา นี่ก็แค่การแสดงฉากหนึ่ง เป็นลูกไม้ตื้นๆ เพื่อ "เรียกร้องความสนใจ" เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา นางคงหวังให้เขาวิ่งเข้ามาประคอง พร่ำบอกคำรัก หรือแสดงความหึงหวง แต่มันไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะความอดทนของเขาที่มีต่อสตรีผู้นี้มันหมดไปนานแล้ว
"พอใจหรือยัง?" เขาถามเสียงเรียบ "เลิกเล่นละครได้แล้ว"
ทว่าสิ่งที่หลุดออกมาจากปากของหญิงสาวตรงหน้า กลับไม่ใช่คำตัดพ้อต่อว่า หรือคำอ้อนวอนขอความรักอย่างที่เขาคาดคิด ริมฝีปากที่ซีดขาวและสั่นระริกของนางขยับช้าๆ
"หย่ากับข้าเถอะ..."
คำพูดนั้นแผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบ
เยว่ซินไม่ได้พูดเพื่อประชดประชัน แต่เธอพูดเพราะไม่อาจทนมองหน้าผู้ชายคนนี้ได้อีกต่อไป ทุกครั้งที่สบตาเขา ความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดกรีดแทงหัวใจก็กำเริบขึ้นมา มันคือความเจ็บปวดที่ตกค้างมาจากเจ้าของร่างเดิม ความรักที่แปรเปลี่ยนเป็นความชอกช้ำจนแทบใจสลาย
เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวด พลางหลบสายตาเขา ในหัวสมองตอนนี้กำลังสับสนวุ่นวายจนแทบระเบิด
(นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...)
จิตใต้สำนึกของเธอกรีดร้องลั่น เธอยกมือขึ้นกุมขมับที่เต้นตุบๆ
(ฉันไม่ใช่เยว่ซิน! ฉันไม่ใช่พระชายาบ้าบออะไรนี่!)
ภาพความทรงจำที่แท้จริงซ้อนทับขึ้นมา เธอคือลูกครึ่งไทย-จีน หญิงสาวยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศไทยมาโดยตลอด เธอมีความฝัน มีเป้าหมายที่ชัดเจน นั่นคือการสืบสานธุรกิจครอบครัว เธอจึงตัดสินใจสอบชิงทุนและบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีน คณะแพทย์แผนจีน สาขาสมุนไพรและการปรุงยา เพื่อจะนำความรู้กลับไปพัฒนาธุรกิจที่บ้าน
(ฉันจำได้ว่าฉันแค่นอนหลับ... ฉันเหนื่อยจากการทำวิทยานิพนธ์ แล้วก็เผลอหลับไปบนเตียงในหอพัก...)
แต่พอตื่นขึ้นมา กลับมาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ ในยุคสมัยที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเทอร์เน็ต แถมยังมีสามีที่เย็นชาจนน่าขนลุกยืนจ้องหน้าอยู่แบบนี้!
ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ เมื่อความคิดหนึ่งแวบเข้ามา... แล้วร่างจริงของเธอล่ะ? ร่างของ "นักศึกษาปริญญาโท" ที่นอนอยู่ในหอพักนั้น ตอนนี้จะเป็นอย่างไร? หรือว่าเธอจะตายไปแล้ว? ไหลตายไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ?
ภาพใบหน้าของพ่อกับแม่ที่ใจดี และพี่ชายที่คอยตามใจเธอเสมอ ลอยเข้ามาในห้วงความคิด ป่านนี้พวกเขาจะรู้หรือยัง? ถ้าพวกเขามาเจอร่างที่ไร้วิญญาณของเธอ พวกเขาจะเสียใจขนาดไหน?
"ฮึก..."
น้ำตาเม็ดโตไหลพรากลงมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากชายตรงหน้า แต่เพราะความคิดถึงบ้านและความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ
จวิ้นอวี้มองดูน้ำตานั้นด้วยความไม่เข้าใจ คิ้วเข้มขมวดมุ่น แววตาของนางดูเจ็บปวดและสูญเสียอย่างแท้จริง ไม่เหมือนมารยาที่เขาเคยเห็น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหายเบื่อหน่าย
"จะหย่างั้นรึ?" เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ฝันไปเถอะ"
"ทำไมล่ะ?"
คำถามนั้นหลุดออกจากปากของเยว่ซินอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยที่บวมช้ำจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีรัตติกาลของเขาอย่างค้นหา
"ในเมื่อท่านรักคนอื่น ในเมื่อเราไม่ได้รักกัน แล้วทำไมท่านถึงไม่ยอมหย่า?"
เธอมองเขาด้วยสายตาที่เจือไปด้วยความคาดหวังเล็กๆ คาดหวังในความเป็นมนุษย์ของเขา ลึกๆ แล้วเธอแอบหวังว่าที่เขาปฏิเสธเสียงแข็งเมื่อครู่ อาจจะเป็นเพราะเขายังมี 'เศษเสี้ยวความผูกพัน' ต่อเจ้าของร่างเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง หรืออย่างน้อย เขาก็คงไม่อยากทนเห็นหน้าผู้หญิงที่เขาเกลียดทุกวันหรอก ใช่ไหม?
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมา มีเพียงแววตาที่แฝงความดูแคลนและรอยยิ้มที่มุมปากที่เต็มไปด้วยความสมเพช
"หึ..."
จวิ้นอวี้แค่นเสียงในลำคอ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนเยว่ซินต้องผงะถอยหลัง
"ดูเหมือนว่าการจมน้ำในครั้งนี้ จะทำให้เจ้า 'โง่' ลงไปจริงๆ สินะ"
คำพูดนั้นเสียดแทงจนหน้าชา แต่ประโยคต่อมากลับกรีดลึกยิ่งกว่า
"เยว่ซิน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองเป็นใคร? และข้าเป็นใคร?" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "การแต่งงานพระราชทานระหว่างเชื้อพระวงศ์กับบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารครึ่งค่อนแผ่นดิน เจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล่นขายของที่นึกจะเลิกก็เลิกได้ง่ายๆ อย่างนั้นรึ?"
ฉับพลันนั้น เยว่ซินก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดซัดเข้าที่หน้าอีกครั้ง ความทรงจำและความรู้ของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาตอกย้ำความผิดพลาดของเธอ
ใช่... เธอ "ลืม" ไปเสียสนิท
เธอเอาตรรกะของคนยุคปัจจุบันที่ว่า 'หมดรักก็แค่หย่า' มาใช้ตัดสินเรื่องราวในยุคโบราณแห่งนี้ สำหรับที่นี่ การหย่าร้างไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือเรื่องของ "การเมือง" และ "อำนาจ"
จวิ้นอวี้เหยียดยิ้มเย็นชาเมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของนาง
"บิดาของเจ้า ท่านแม่ทัพเยว่ ผู้ซึ่งรักลูกสาวคนเดียวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ ยอมมอบอำนาจสนับสนุนข้า ก็เพื่อให้เจ้านั่งอยู่บนตำแหน่งพระชายาเอก" เขากระซิบความจริงที่โหดร้ายใส่หน้านาง "หากข้าหย่ากับเจ้า ก็เท่ากับข้าประกาศสงครามกับตระกูลเยว่ และทำลายฐานอำนาจของตัวเอง"
เขาใช้มือเชยคางมนของนางขึ้น บังคับให้สบตา
"เข้าใจหรือยัง? ว่าทำไมข้าถึงไม่หย่า?"
ไม่ใช่เพราะรัก ไม่ใช่เพราะผูกพัน และไม่ใช่เพราะสงสาร
"ตราบใดที่เจ้ายังนั่งอยู่ตรงนี้ ในฐานะพระชายา กองทัพตระกูลเยว่ก็จะยังอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า"
ดวงตาของเยว่ซินสั่นระริก ความคาดหวังเมื่อครู่แหลกสลายกลายเป็นผุยผง เธอไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า "หมาก" ตัวหนึ่งบนกระดานการเมืองของพวกเขา เขาไม่ได้เก็บเธอไว้เพราะพิศวาส แต่เก็บไว้เป็น "ตัวประกัน" เพื่อค้ำจุนอำนาจของตัวเองต่างหาก!
