ตอนที่ 7 มิติที่เปิดออก
วันเวลาผ่านไปทีละวัน ผ้าแพรเฝ้ามองชีวิตของเริ่นเหว่ยหยางมาตลอดโดยไม่มีวันละสายตา นางได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างของเขาอย่างเงียบงัน หลายครั้งที่เด็กชายพามารดาออกมาเดินเล่นรับอากาศภายนอก ผ้าแพรรู้สึกว่าร่างกายของตนเริ่มมีพลังบางอย่าง จึงลองใช้พลังนั้นเพื่อช่วยรักษาอาการป่วยของแม่เหว่ยหยาง และดูเหมือนจะได้ผล เพราะอาการของนางดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว นับจนวันนี้ผ้าแพรมาอยู่ในโลกนี้ได้สามปีแล้ว ในตอนนี้นางพอจะรู้ว่าตนสามารถทำอะไรได้บ้าง ทว่าเรื่องหนึ่งที่ยังคงทำไม่ได้ก็คือการขยับเคลื่อนย้ายไปไหนตามใจต้องการ
จนกระทั่งคืนหนึ่ง… วันที่พระจันทร์เต็มดวง มิติที่ผ้าแพรเฝ้ามองมานานก็เปิดออกอย่างเงียบงัน ร่างของนางปรากฏขึ้นภายในนั้นเป็นครั้งแรก หมอกขาวที่เคยบดบังสายตาค่อย ๆ จางลง เผยให้เห็นทิวทัศน์บางส่วน ขณะที่บางพื้นที่ยังคงถูกปิดบังไว้
นางไม่เข้าใจว่ามิตินี้มีไว้เพื่ออะไร แต่ภายในกลับมีบ้านหลังเล็กหลังหนึ่ง ตกแต่งครบถ้วน มีห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และห้องนอน ทุกอย่างดูอบอุ่นและน่าอยู่ราวกับเคยเป็นบ้านของนางมาก่อนก็ไม่ปาน การรับรู้ของผ้าแพรชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก จิตวิญญาณของนางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในต้นหญ้าต้นเดียวอีกต่อไป หากบริเวณใดมีต้นหญ้าชนิดเดียวกัน นางก็สามารถย้ายสำนึกรับรู้ไปสัมผัสที่นั่นได้
เมื่อเดินออกจากบ้านหลังเล็ก นางพบกับบ่อน้ำพุที่มีพลังวิญญาณไหลเวียนอบอวล กลิ่นอายของมันทำให้ร่างวิญญาณสดชื่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ นางเฝ้าถามตัวเองว่าทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่ แต่ก็ยังไร้คำตอบ
ระหว่างสำรวจจนถึงขอบเขตของมิติ นางพบว่าเส้นทางบางส่วนยังคงถูกหมอกปกคลุมไว้ ‘หรือว่าด้านหลังหมอกนั้นจะยังมีบางสิ่งซ่อนอยู่’ นางคิดอย่างสงสัย ทว่าในเวลานี้ สิ่งที่พอทำได้ก็คือสำรวจผ่านสายตาและจิตสำนึกเท่านั้น โดยเฉพาะในป่านอกมิติรอบหมู่บ้าน ที่แม้จะเต็มไปด้วยต้นหญ้า แต่น้อยนักที่จะมีต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มให้เห็น
เมื่อสำรวจจนครบ ผ้าแพรก็กลับเข้าสู่ต้นหญ้าต้นเดิม ทว่า…นางยังไม่อาจรู้ได้ว่าต้นหญ้าที่สิงอยู่นี้คือพันธุ์ใด เพราะไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย
“เจ้าต้นหญ้า ได้ยินข้าหรือเปล่า?” เหว่ยหยางเอ่ยทักต้นหญ้าอย่างที่เคยทำเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ครั้งนี้…ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ
ผ้าแพรที่กำลังล่องลอยอยู่ ได้ยินเสียงเรียกของเขาก็สั่นไหวดอกหญ้าเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ
เมื่อเห็นดอกหญ้าสะบัดเบา ๆ เหว่ยหยางก็ยิ้มอย่างโล่งใจ “ข้านึกว่าเจ้าโดนไก่จิกตายเสียแล้ว” เขาพูดหยอกอย่างขบขัน ใบหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
‘เมื่อไหร่ฉันจะหลุดพ้นจากสภาพนี้เสียทีนะ… ฉันเบื่อเหลือเกินกับการพูดไม่ได้แบบนี้’ ผ้าแพรคิดอย่างหงุดหงิด ลำต้นของนางค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลงสะท้อนความรู้สึก
เมื่อเห็นต้นหญ้าเริ่มเหี่ยวเฉา เหว่ยหยางก็ตกใจ รีบลุกไปตักน้ำมารดรดให้โดยไม่ลังเล “เจ้าต้นหญ้า อยู่ดี ๆ ทำไมถึงได้ซึมเซาไปแบบนี้กันนะ”
ผ้าแพรเห็นว่าเขาเป็นห่วงจึงคลายความเศร้า หยาดน้ำจากมือของเขาหยดลงลำต้น สัมผัสถึงความอบอุ่นจนต้นหญ้ากลับมาตั้งตรงได้อีกครั้ง
‘ตอนนี้เขาอายุสิบสามแล้วสินะ ยิ่งโตยิ่งหล่อขึ้นทุกวันแน่ ๆ’ ผ้าแพรคิดพลางจ้องเขาด้วยสายตาอบอุ่น
และไม่รู้อะไรดลใจ นางจึงเปล่งเสียงเรียกชื่อเขาออกมาเป็นครั้งแรกในรอบสามปี “เหว่ยหยาง…”
เด็กชายหยุดชะงักทันที มือที่กำลังรดน้ำค้างอยู่กลางอากาศ “ใคร… ใครเรียกข้า?”
ผ้าแพรเบิกตากว้าง ‘เขาได้ยินเสียงของข้าแล้ว!’ นางสั่นใบหญ้าอีกครั้ง แล้วพยายามเปล่งเสียงออกมาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“เหว่ยหยาง… ข้าอยู่ตรงนี้… ตรงหน้าของเจ้า…”
เหว่ยหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘อยู่ตรงหน้าข้าหรือ?’ เขาก้มหน้าลงมองพื้นเบื้องหน้า และสายตาก็หยุดที่ต้นหญ้าเล็ก ๆ ต้นหนึ่งซึ่งกำลังสั่นไหวคล้ายยินดีที่เขาหันมาสนใจมัน
“เสียงเมื่อครู่…เจ้าหรือต้นหญ้า?” เขาถามออกมาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าได้ยินข้าแล้วใช่ไหม?” ผ้าแพรเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจสุดขีด นับตั้งแต่นางมาอยู่ในโลกนี้ นางได้เรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเองมากมาย แม้แต่ภาษาที่ใช้ก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เริ่นเหว่ยหยางเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น “เจ้า… เจ้าเป็นต้นหญ้าวิเศษหรือ?”
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ข้าเป็นอะไร และไม่รู้ว่าจะสามารถพูดคุยกับเจ้าได้นานแค่ไหน…แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากจะขอร้องเจ้า” เสียงของผ้าแพรแผ่วเบา แต่เจือด้วยความจริงจัง
“เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร บอกมาเถิด ข้ายินดีทำให้ทุกอย่าง” เหว่ยหยางเอ่ยรับคำทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ
ผ้าแพรแทบกลั้นยิ้มไม่ได้ นางดีใจยิ่งนักที่จะได้ออกไปจากบริเวณนี้เสียที “เจ้าช่วยขุดข้าไปปลูกที่อื่นได้ไหม ข้าเบื่อเจ้าไก่พวกนี้เต็มที!”
เมื่อได้ยินคำขอร้องแรก เหว่ยหยางหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างอดไม่ได้ “ได้สิ ข้าจะย้ายเจ้าไปปลูกในกระถางดี ๆ สักใบ…แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่เป็นอะไร?”
“เจ้าขุดพร้อมกับดินที่ข้าอยู่ด้วยก็แล้วกัน ข้าอาจจะเงียบไปสักพักหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าพลังของข้ากำลังอ่อนลง” เสียงของผ้าแพรเบาลงตามแรงวิญญาณที่ค่อย ๆ ถดถอย
เหว่ยหยางไม่รอช้า เขารีบหากระถางพร้อมตักดินโดยรอบต้นหญ้ามาด้วยอย่างระมัดระวัง ในขณะที่มือขุดดินอยู่นั้น เขารู้สึกได้ถึงพลังอบอุ่นบางอย่างจากต้นหญ้า หรือเขาจะคิดไปเอง?
เมื่อจัดการย้ายต้นหญ้าเสร็จแล้ว เขานำกระถางไปวางไว้ใต้ชายคา ให้แสงแดดอ่อนส่องถึงอย่างพอดี ขณะนั้นเอง มารดาเดินผ่านมาเห็นเข้าโดยบังเอิญ
เริ่นหรงฮวาเลิกคิ้ว มองกระถางในมือของลูกชายด้วยความฉงน “เจ้าปลูกต้นหญ้าไปทำไมกัน?”
เหว่ยหยางหันมายิ้มบาง ๆ “ต้นหญ้าต้นนี้เป็นเพื่อนของข้าน่ะขอรับ ข้ารู้สึกผูกพันกับมันเหลือเกิน ว่าแต่…ท่านแม่รู้จักชื่อของต้นหญ้านี้หรือไม่?”
เริ่นหรงฮวาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วพยักหน้า “เจ้าต้นนี้เรียกว่าหญ้าปักกิ่ง เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีประโยชน์ใช้รักษาโรคได้ แต่ก็ไม่ได้หายากเท่าไรนัก ผู้คนจึงมองว่ามันเป็นเพียงต้นหญ้าธรรมดาเท่านั้น”
เมื่อได้ยินชื่อของมัน เหว่ยหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ที่แท้เจ้าชื่อว่าปักกิ่ง ข้าชอบดอกสีม่วงของเจ้ามาก มันดูแวววาวราวกับมีแสงในตัวเอง ท่านแม่ว่า…มันสวยหรือไม่?”
เริ่นหรงฮวาเพ่งมองดอกไม้เล็ก ๆ สีม่วงที่กำลังไหวเบา ๆ ใต้แสงแดด นางรู้สึกประหลาดใจ ราวกับคุ้นเคยกับต้นหญ้าต้นนี้มาก่อน ทั้งที่จำไม่ได้ว่าพบเจอมันที่ใด…
