ตอนที่ 6 สร้างบ้าน
ก่อนที่ฤดูหนาวจะย่างกรายมาถึง เริ่นเหว่ยหยางได้ขอให้ป้าฟ่างหนิงช่วยแนะนำช่างที่ไว้ใจได้เพื่อมาสร้างบ้านหลังใหม่ ท่านป้าจึงพาเขาเข้าเมืองซานเฉิง และในที่สุดก็สามารถว่าจ้างช่างฝีมือคนหนึ่งตกลงราคากันที่สามตำลึงทอง
ฟ่านหนิงถึงกับตาโต เมื่อได้ยินราคาที่เด็กชายตกลงจ้าง “เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะสร้างบ้านในราคาสูงถึงเพียงนี้?” นางเอ่ยถามย้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
เหว่ยหยางเพียงแย้มยิ้มตอบกลับ “ข้ามั่นใจแล้วขอรับ ในเมื่อจะสร้างใหม่ทั้งที ข้าก็อยากให้มันกว้างขวางขึ้น และมีห้องเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เท่านี้ยังถือว่าไม่แพงมากนัก” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะไม่ขัดอะไรอีก” ป้าฟ่านหนิงพยักหน้า มองเด็กชายตรงหน้าด้วยความชื่นชม ตั้งแต่ที่มารดาของเขาล้มป่วย เหว่ยหยางก็เป็นผู้ดูแลทุกอย่างในบ้านด้วยตนเองอย่างเข้มแข็งเกินวัย
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็พามารดาย้ายไปพักชั่วคราวที่บ้านของป้าฟ่านหนิง ส่วนต้นหญ้าที่เขาผูกพันนัก ก็ถูกล้อมด้วยไม้ไผ่และกำชับกับช่างอย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องเด็ดขาด
ช่างทั้งห้าคนพากันหันมามองหน้ากันด้วยความฉงน เด็กผู้นี้ไม่มีเพื่อนเลยจนถึงขั้นตั้งเพื่อนเป็นต้นหญ้าหรือไร? หัวหน้าช่างพยักหน้ารับอย่างขำ ๆ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคำใดเพิ่มเติม เพียงรับปากว่าจะไม่ยุ่งกับต้นหญ้านั้นแน่นอน
เหว่ยหยางหันกลับไปมองต้นหญ้าอีกครั้งด้วยแววตาเสียดายเล็กน้อย ตั้งแต่เริ่มสร้างบ้าน เขาก็แทบไม่ได้มานั่งพูดคุยเหมือนเคย ใครจะเข้าใจความผูกพันของเขากับต้นหญ้าได้บ้างเล่า?
ทางด้านผู้ใหญ่บ้าน เมื่อทราบข่าวว่ามีลูกบ้านสร้างบ้านใหม่ เขาก็เดินเข้ามายืนดูอยู่ริมรั้ว เห็นช่างทั้งห้าคนกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็งก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ‘เจ้าเด็กนี่ไปหาเงินมาจากที่ใดกัน? ไม่นานก่อนยังเห็นเก็บผักป่ามาต้มกินอยู่แท้ ๆ’
ระหว่างที่กำลังจะเดินกลับ เขาก็พบว่าภรรยา ซูเหอ เดินตามมาด้วย
“เจ้าตามข้ามาทำไม?” เขาถามเสียงเรียบ
ซูเหอยิ้มบาง ๆ “ข้าเองก็สงสัยเหมือนท่าน ว่าเด็กผู้นั้นไปได้เงินมากมายมาจากไหน ได้ยินว่าไปพักอยู่กับป้าฟ่านหนิงกันทั้งครอบครัว”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? เพิ่งมาถึงก่อนเจ้าด้วยซ้ำ หากอยากรู้มากนักก็ไปถามเอาเอง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงขุ่น ก่อนจะเดินจากไป
ซูเหอเห็นเช่นนั้นก็ไม่ติดใจ นางหันเลี้ยวไปอีกทางเพื่อไปหาป้าฟ่านหนิงทันที
ด้านผ้าแพร วิญญาณที่ยังคงผูกพันอยู่ในร่างต้นหญ้า มองการสร้างบ้านอย่างเงียบงัน นางดีใจแทนเด็กชายผู้มีหัวใจเข้มแข็ง แม้นตัวเองจะยังไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ นางก็ยังมีความหวังว่าสักวันหนึ่ง… ความทุกข์ของตนจะสิ้นสุด
ที่บ้านป้าฟ่านหนิง บรรยากาศกลับมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นางทำอาหารอย่างขะมักเขม้นให้ทั้งสามคนรับประทาน หลังจากสูญเสียลูกกับสามีมานาน นี่เป็นครั้งแรกที่มีเสียงหัวเราะกลับมาในบ้านหลังนี้ ครอบครัวของเหว่ยหยางคือแสงสว่างที่ทำให้นางอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
ในขณะที่เหว่ยหยางช่วยป้าฟ่านหนิงจัดสวน เสียงร้องเรียกจากหน้าบ้านก็ดังขึ้น
“ท่านป้าฟ่านอยู่หรือไม่?”
เขาเดินไปดูและพบว่าคนที่เรียกคือภรรยาผู้ใหญ่บ้านจึงเปิดประตูออก
“ท่านป้าซูเหอมีธุระอะไรหรือขอรับ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
นางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ “อ้าว…เหว่ยหยางหรือ? เจ้าอยู่ที่บ้านป้าฟ่านได้อย่างไรหรือ?”
เขาสังเกตท่าทางไม่แนบเนียนของนาง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ “บ้านของข้าโชคดี ได้ล่าสัตว์มาได้ตัวหนึ่ง จึงมีเงินพอจะสร้างบ้านใหม่ ท่านป้าก็รู้ดีว่าเรือนที่ข้าอาศัยอยู่ คงไม่รอดหน้าหนาวนี้แน่ เพราะมันเก่ามากเต็มทีแล้ว”
ซูเหอฟังคำตอบด้วยความสนใจ เมื่อได้รู้แหล่งที่มาของเงินก็ไม่คิดจะเซ้าซี้อีก
“อย่างนั้นหรือ ก็ดีแล้ว เจ้าช่างโชคดีนัก ข้าไม่รบกวนป้าฟ่านหนิงแล้วละ พอดีต้องรีบกลับไปทำอาหารที่บ้านพอดี” พูดจบ นางก็รีบหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว
เริ่นเหว่ยหยางส่ายหน้าเบา ๆ พลางถอนหายใจอย่างอ่อนล้า เขาเริ่มเหนื่อยใจกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนในหมู่บ้านเสียเหลือเกิน ขณะกำลังจะหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงเรียกจากป้าฟ่านหนิงดังออกมาจากในบ้าน
“ใครมาร้องเรียกข้าหรือ?”
เหว่ยหยางจึงเดินไปบอกเล่าเรื่องของซูเหอให้ฟังอย่างคร่าว ๆ จากนั้นก็หันกลับไปทำงานที่ยังค้างอยู่ เขาคิดไว้แล้วว่าอีกสองสามวันค่อยแวะกลับไปดูความคืบหน้าที่บ้านน่าจะเหมาะกว่า
เวลาผ่านไปกว่าสิบวัน เด็กชายจึงตัดสินใจเดินกลับไปดูบ้านด้วยตนเอง และพบว่าบ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาไม่รอช้า เข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าช่างเกี่ยวกับการสร้างรั้วไม้ไผ่ที่แข็งแรงทนทาน เพราะทุกครั้งเมื่อฤดูหนาวมาเยือน มักมีสัตว์ป่าหลุดลงมาคุกคามอยู่เสมอ โชคดีที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขายังไม่เคยเจอสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่อาจประมาทได้
อีกหนึ่งเดือนผ่านไป หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า อากาศหนาวเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด อาการของมารดาก็เริ่มดีขึ้น ด้วยความช่วยเหลือจากป้าฟ่านหนิง ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด วันนี้เหว่ยหยางเตรียมย้ายเข้าบ้านใหม่ พร้อมทั้งบอกลากับป้าฟ่านหนิงที่อุตส่าห์ขับเกวียนลามาส่งด้วยตนเอง แม้จะมีอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังคงแข็งแรงคล่องแคล่ว
“ท่านแม่ขอรับ นี่คือบ้านใหม่ของพวกเรา… ต่อไปท่านจะได้ไม่ต้องทนหนาวลำบากอีกแล้วนะขอรับ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
เริ่นหรงฮวามองลูกชายด้วยความซาบซึ้ง “เจ้าเก่งมาก ลูกของแม่เติบโตขึ้นจนดูแลแม่ได้แล้ว ต่อจากนี้ แม่เองก็จะพยายามฟื้นตัวให้แข็งแรง และดูแลเจ้ากลับบ้างเช่นกัน”
บทสนทนาอันอบอุ่นของสองแม่ลูกอยู่ในสายตาของผ้าแพรและป้าฟ่านหนิงตลอดเวลา
“เจ้าช่างโชคดีนัก ที่มีลูกชายกตัญญูเช่นนี้…” ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงแผ่ว สายตามองไปยังแม่ลูกอย่างเงียบงัน ความทรงจำถึงลูกที่จากไปทำให้นางรู้สึกอ้างว้างในหัวใจ ฤดูหนาวปีนี้ นางต้องอยู่เพียงลำพังอีกครั้ง
เริ่นหรงฮวาจับความรู้สึกของนางได้ จึงกล่าวอย่างอ่อนโยน “ท่านป้า หากท่านไม่รังเกียจ มาอยู่กับพวกเราก็ได้นะเจ้าคะ ท่านจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว เราสองแม่ลูกยินดีต้อนรับท่านเสมอ”
ฟ่านหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ และเช็ดน้ำตาที่คลอหน่วย “ขอบใจในความหวังดีของพวกเจ้านะ… แต่ข้ายังละทิ้งบ้านที่เคยมีครอบครัวอยู่ด้วยกันไม่ลง หากวันใดข้าตัดใจได้ ข้าจะย้ายมาอยู่กับพวกเจ้าแน่นอน ตอนนี้… ดูแลตัวเองให้ดี หิมะกำลังตกหนักขึ้นทุกวัน ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”
นางกล่าวลาทั้งสอง และหันหลังกลับไปด้วยแววตาที่ยังมีรอยเศร้า
ทางด้านผ้าแพรที่ยังคงสิงอยู่ในต้นหญ้า มองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกปนเป ความอบอุ่นระหว่างคนและบ้านใหม่ทำให้นางยิ่งรู้สึกเดียวดาย ‘นี่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้เกินเดือนแล้วสินะ…’ ความคิดที่ผุดขึ้นมานั้น ทำให้จิตใจของผ้าแพรยิ่งหม่นหมอง ดอกหญ้าสีม่วงที่นางสิงสถิตอยู่ก็พลอยเหี่ยวเฉาลงด้วยอารมณ์ที่แปรเปลี่ยน
หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน เหว่ยหยางก็วุ่นวายกับการจัดเตรียมฟืนและเสบียงให้พร้อมรับฤดูหนาว ปีนี้เขาตุนฟืนไว้มากพอ ทำให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาอีกสักพัก ชีวิตที่ลำบากกำลังค่อย ๆ กลายเป็นความอบอุ่นที่จับต้องได้…
