บท
ตั้งค่า

8. แกล้งจนได้เรื่อง

หรงอวี้ออกคำสั่งให้คนสนิทกล่าวต่อ ขณะที่เขายังคงสนใจตวัดปลายพู่กันลงบนผืนผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ

“นางสั่งให้เสี่ยวจูไปหาซื้อเหล้ามาหลายไห ทว่าไม่ได้เอามาดื่มนะขอรับ คุณหนูสี่กลับเอามาล้างเครื่องมือโลหะประหลาดที่นางสั่งช่างตีเหล็กทำขึ้นมา ซ้ำยังเอาเนื้อหมูสด ๆ มาวางบนโต๊ะ แล้วใช้เข็มกับด้ายเย็บมันขอรับ เย็บไปพลางอธิบายไปพลาง พึมพำเรื่องแผลติดเชื้ออะไรสักอย่าง ซึ่งข้าน้อยไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยขอรับ บางครานางก็นั่งบดยาหรือปรุงอะไรสักอย่างทั้งวัน”

หรงอวี้ที่กำลังถือพู่กันตวัดลายอักษร กลับค่อย ๆ วางมันลงที่แท่นหมึก นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด “เย็บเนื้อหมูงั้นหรือ แล้วนางทำเช่นนั้นด้วยท่าทางอย่างไร”

“ดู... คล่องแคล่วและจริงจังมากขอรับ ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ซ้ำนางยังวาดรูปเป็นด้วยนะขอรับ ทว่า…”

“ทว่าอะไร เจ้าพูดให้จบสิ” จางหูรีบท้วง

“ก็ข้าอธิบายไม่ถูก ภาพที่นางวาดมันเหมือนคน ทว่า…เอ่อ มันมีอะไรไม่รู้ขอรับ เต็มตัวไปหมด ดูแล้วน่าสยดสยองยิ่งนัก ราวกับว่าทุกอย่างมันอยู่ในตัวเราทั้งหมด ท่านแม่ทัพนี่มันไม่ใช่เรื่องที่คนเสียสติ หรือแม้แต่คนปกติทั่วไปจะทำกันเลยนะขอรับ” จางลั่ว ทำท่าทางลูบแขนของตน ยามเมื่อนึกถึงภาพที่เขาแอบดูมา

ทว่าผู้เป็นนายกลับเหยียดยิ้มเย็นที่มุมปาก ความสงสัยที่มีต่อน้องสาวต่างสายเลือดบัดนี้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจที่แรงกล้าขึ้นทุกที ‘เย็บเนื้อหมู ปรุงยา ซ้ำยังวาดภาพได้ เฉินซือเหมยนี่เจ้าไปเอาวิชาความรู้พวกนี้มาจากไหนกันแน่’

วันต่อมา หรงอวี้ตัดสินใจที่จะเริ่มแผนการบีบให้นางเผยตัว เขาจงใจเดินไปที่หลังจวน ซึ่งก่อนหน้าเขาได้รายงานว่านางแอบหนีออกไปข้างนอกอีกแล้ว และในจังหวะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการทำบางอย่างที่ลำธาร เขาก็ยืนแอบซุ่มกายอยู่หลังต้นใหญ่ คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ว่านางกำลังทำสิ่งใด

เขาเห็นซือเหมยนั่งยองอยู่ริมน้ำ ในมือถือต้นหญ้าคาดว่ามันน่าจะเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งตามที่คนสนิทรายงานมาว่านางมักแอบออกมาหาสมุนไพรเพื่อนำกลับไปปรุงใส่ขวดไว้ และก่อนที่จะออกมาที่นี่ เขาก็ได้ไปสำรวจที่เรือนนางมาแล้ว จึงได้เห็นว่ามีของแปลกตาหลายอย่างมากมายในเรือนที่เขาไม่เคยเข้าไป

หรงอวี้กอดอกมองร่างระหงที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ริมลำธารด้วยแววตาที่อ่านยาก เขาส่งสัญญาณมือให้คนสนิททั้งสองถอยห่างออกไป ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าจากแม่ทัพผู้เย็นชาให้กลายเป็นพี่ชายผู้แสนดีที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาจงใจย่ำเท้าลงบนใบไม้แห้งให้เกิดเสียง เพื่อบอกให้นางรู้ถึงการมาถึง

“เหมยเหมย เจ้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้คนเดียวฮึ อย่าบอกนะว่าแอบหนีมาเล่นน้ำ มันอันตรายไม่รู้หรือ” น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับทุ้มต่ำและนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน

ซือหลินสะดุ้งสุดตัว พลางรีบซ่อนสมุนไพรไว้ในแขนเสื้อก่อนจะหันมาทำหน้าซื่อตาใส ดวงตากลมโตเบิกกว้างพลางเอียงคอไปมาตามบทบาทคนเสียสติที่นางได้รับ

“พี่ใหญ่จอมมาร ท่านมาช่วยข้าจับปลาหรือ ทว่าปลานั้นมุดหายไปแล้ว ข้าอุตส่าห์เฝ้ารอมันตั้งนาน แต่มันไม่ขึ้นมาหาข้าเลย” นางพูดพลางทำหน้าบึ้งและชี้นิ้วลงไปในน้ำอย่างไร้เดียงสา

หรงอวี้ยิ้มละไม ทว่ายิ้มองเขากลับที่ไปไม่ถึงดวงตา เพราะมันดูน่ากลัวมากกว่าหากคนที่รู้จักตัวตนเขาดี เมื่อเดินเข้ามาใกล้ เขาก็ยอบตัวลงนั่งข้างนาง พลางแสร้งมองตามนิ้วเรียวขาว

“เช่นนั้นหรือ ช่างน่าเสียดายนัก” เอ่ยจบเขาก็หันมาเอื้อมมือปัดเศษหญ้าที่ติดอยู่บนผมของนางอย่างแผ่วเบา

สัมผัสที่ดูอบอุ่นนั้นทำให้ซือหลินเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง พลางลอบกลืนน้ำลายลงคอและมองเขานิ่ง

“พี่ใหญ่ว่าอากาศเริ่มเย็นแล้ว เรากลับเรือนกันดีกว่านะ ประเดี๋ยวเจ้าเจ็บป่วยไป ท่านพ่อจะตำหนิพี่ใหญ่เอาได้”

ซือหลินเผลอจ้องหน้าเขาอย่างลืมตัว ในใจก็ก่นว่าไปด้วย

‘มาไม้ไหนเนี่ย? ปกติเห็นแต่ทำหน้ายักษ์ วันนี้มาเป็นพี่ชายแสนดี ดูสยองกว่าเดิมอีก’ นางลอบกลืนน้ำลายอีกหน

“ทำไมจ้องหน้าพี่ใหญ่เช่นนี้เล่า หรือพี่ใหญ่มีสิ่งใดผิดปกติ”

ซือหลินชะงักไปอีกรอบ ‘เอาไงดี แกล้งบ้ายังไงดี แล้วทำไมอีตาพระเอกนี่จะต้องมาวุ่นวายกับเราด้วย ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่ ปกติเขาก็ไม่ไยดีน้องสาวต่างสายเลือดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมช่วงนี้ถึงมายุ่มย่ามกับเรานักนะ’ นางครุ่นคิดอย่างคนจนตรอก

“น้องสี่ ปกติเจ้าไม่นิ่งเช่นนี้นี่ หรือว่าเจ้าหายดีแล้ว ถึง…” เสียงที่กำลังเปล่งออกมา สะดุดลงในทันทีเมื่อมือขาวของน้องสาวยื่นออกมาประกบแก้มของเขาไว้จนสัมผัสเย็นนั้นแทรกซึมเข้าผิว

“หน้าพี่ใหญ่ เหมือนกบตัวนั้นเลย ข้าพบมันเมื่อวาน มันทำตาโตใส่ข้า เหมือนที่พี่ใหญ่ทำตอนนี้เลย” ดวงตาคู่สวยกะพริบถี่ ไม่ต่างไปจากใจดวงน้อยที่เต้นเร้าอยู่ในยามนี้ ระยะใบหน้าของเขากับนางนั้นอยู่ใกล้กันมาก จนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดกันได้

‘ยัยซือหลินบ้า! แกทำอะไรของแกเนี่ย’ นางนึกตำหนิตนเองที่คิดหาวิธีโง่เขลาเช่นนี้มาดึงความสนใจเขา

บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบงันในทันที เหลือเพียงเสียงลมเสียงน้ำที่ไหลเอื่อยและเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระทึกของทั้งคู่

“พี่ใหญ่เหมือนกบมากนักหรือ” เป็นหรงอวี้ที่เอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบเสียก่อน ซ้ำเขายังยกแขนขึ้นมาโอบเอวคอดไว้ด้วย และยังรั้งจนร่างอรชรที่นั่งยองเสียหลักเข้ามาชิดใกล้

ทำให้มือที่ประกบแก้มอยู่นั้นถลาหลุดออก นางจึงไม่มีอะไรค้ำยันตนเอง ไม่ให้ใบหน้าพุ่งเข้าหาเขา ซึ่งมันก็พอเหมาะพอเจาะนัก ริมฝีปากทั้งคู่แนบประกบกันอย่างไม่ตั้งใจทันที

ซือหลินตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะรีบเบี่ยงหน้าลงมาซุกที่ไหล่แกร่ง เพื่อปิดบังอาการประหม่าและแก้มเนียนที่เห่อร้อนขึ้นมา

ทว่าพี่ชายบุญธรรมนั้นกลับยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยว่า

“กลับกันเถอะ ประเดี๋ยวจะป่วยเข้าจริง ๆ นะ” เขากล่าวพลางจับไหล่นางดันออกมา ซึ่งคนที่เสียสติกลับเอียงหน้าหนี

‘หึ เจ้าไม่ได้เสียสติแล้วสินะ ถึงได้มีท่าทีเขินอายเช่นนี้ คนเสียสติจริง ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าเรื่องเมื่อครู่มันไม่ควรเกิดขึ้น’ หรงอวี้นึกในใจ ก่อนจะทำทีรั้งตัวนางขึ้นโดยไม่กล่าวอะไรที่ส่อให้นางอายไปมากกว่านี้ เขาอยากให้นางแสร้งเสียสติต่อไป

เพราะการเล่นสนุกกับน้องสาวที่คิดว่าตนฉลาดนั้น มันสนุกกว่าการจับโจรผู้ร้ายหรือทำศึกเป็นไหน ๆ

“อยากขี่หลังพี่ใหญ่หรือไม่ ประเดี๋ยวพี่ใหญ่จะพาไปจับผีเสื้อที่สวน” เขากล่าวพลางย่อกายนั่งลงหันหลังให้

คนแกล้งบ้าอยากจะปฏิเสธแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะก่อนหน้านางเคยขอให้เขาทำอย่างนี้ หากยามเขาเสนอ นางไม่สนองอีกฝ่ายคงสงสัยแย่ “ไป ๆ ไปจับผีเสื้อ” นางกล่าวพลางกระโดดขึ้นหลังเขา จนคนตัวโตนั้นเกือบเสียหลักหน้าคะมำ

ซือหลินแอบขำเล็กน้อยเมื่อได้เอาคืนอีกฝ่าย แต่ในใจก็นึกหวั่น เกรงว่าเขาจะหงุดหงิดแล้วพาลทำโทษนางอีก

ทว่ามู่หรงอวี้กลับเอ่ยด้วยเสียงทุ้มอ่อน พร้อมกับเกี่ยวขานางแล้วลุกขึ้น “กอดพี่ใหญ่ดีดีนะ จะออกเดินแล้ว”

ซือหลินได้แต่กะพริบตาถี่อย่างไม่เชื่อ ‘นี่เขาเป็นอะไรเนี่ย มีแผนจะทำอะไรกับเรา ทำไมถึงมาใจดีด้วย พูดก็เพราะอีกต่างหาก มู่หรงอวี้ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่’ นางนึกอย่างหวั่นใจ

ทว่าขี่หลังเสือแล้วจะลงมาได้ง่าย ๆ หรือ

ตลอดเส้นทางที่เขาก้าวเดิน นางจึงได้แต่ลอบกลืนน้ำลายเป็นระยะ พลางมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาเขาจากด้านข้าง นำพาใจดวงน้อยเต้นรัว จนกลัวว่าเขาจะสัมผัสมันได้

‘ซือหลิน แกอย่าฟุ้งซ่านนะ พระเอกเป็นของนางเอก ที่สำคัญเขาก็เป็นพี่บุญธรรมเจ้าของร่าง เรื่องระหว่างเรากับเขาไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ห้ามคิดอะไรกับเขาเด็ดขาด’ นางเตือนตนเองในใจ ทว่าสายตาก็ยังเผลอมองใบหน้าคมคายอยู่ตลอด

‘ไม่ได้ เป็นแบบนี้ไม่ได้ อยู่ใกล้เขาแล้วใจเต้นแรง เราต้องรีบหาทางเลี่ยง เอาไงดี เอาไงดี… จริงด้วย! แกล้งหลับดีกว่า’ คิดได้ดังนั้น นางก็ส่งเสียงหาวปลอม ๆ ก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่กว้าง จากนั้นก็ปิดเปลือกตาลง แสร้งหลับไปอย่างที่คิด

ส่วนคนที่แบกนางอยู่ก็มีความคิดเป็นของตนเอง ซึ่งมันต่างไปจากน้องสาวต่างสายเลือดนัก ‘เจ้าแกล้งบ้า ข้าก็จะแกล้งโง่ทำเป็นไม่รู้ แล้วมาดูว่าใครจะอดทนได้นานกว่ากัน’ หรงอวี้คิดในใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel