บท
ตั้งค่า

7. แกล้งยังไงให้เข้าตัว

ด้านซือหลิน หลังจากเดินมาถึงประตูหลังของจวน นางก็แง้มเปิดอย่างระมัดระวัง เมื่อไม่มีใครนางก็แอบย่องเดินตรงกลับไปยังเรือนพัก แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นบ่าวไพร่วิ่งวุ่นตามหาตน “ทำอย่างไรดี ถ้าถูกจับได้ว่าแอบหนีไปข้างนอก เป็นได้ถูกกักบริเวณเป็นแน่ แบบนั้นก็หมดสนุกน่ะสิ”

นางครุ่นคิดหาทางออกให้ตนเอง พลันยิ้มร้ายก็ผุดขึ้น

“เอ๋! เราเป็นคนบ้านี่ หึหึ”

คิดได้ดังนั้น นางก็แสร้งเดินร้องไห้ตรงไปหาบ่าวที่กำลังควานหานางแถวสระน้ำ พลางส่งเสียงโวยวายอย่างคนขัดใจ

“คุณหนูสี่! คุณหนูสี่อยู่ทางนี้” เสียงบ่าวชายรีบตะโกน

จากนั้นบ่าวไพร่ที่กำลังหาก็รีบตรงมา พลางทอดถอนใจอย่างโล่งอก ตามมาด้วยสาวใช้สองนางที่ทำหน้าที่ดูแลใกล้ชิด

“คุณหนู คุณหนูกลับมาแล้ว ท่านไปไหนมาเจ้าคะ” เสี่ยวจูถามอย่างเป็นห่วง พร้อมกับลูบเช็ดคราบเปื้อนบนเนื้อตัวให้

“ข้าไปจับผีเสื้อ แต่ผีเสื้อบินหนี ข้าเลยเอาต้นไม้ที่มันเกาะมาให้หมด เดี๋ยวมันก็ตามมา” ซือหลินกล่าวแถไปเรื่อย ก่อนที่สายตาจะสะดุดกับร่างสูงที่กำลังเดินตรงมาพร้อมกับใบหน้าบูดบึ้ง ซ้ำเนื้อตัวเขายังเปียกปอนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

‘แย่ล่ะ เขาคงไม่ได้ลงไปงมเราในน้ำหรอกนะถึงได้มีสภาพนี้ ซวยแล้วซือหลินเอ๊ย แกตายแน่’ นึกในใจอย่างหวาดหวั่น และมันก็กระทันหันจนนางทำอันใดไม่ถูก นางจึงใช้วิธีประชิดตัววิ่งตรงไปหาเขาแล้วก็กระโดดเอาขาคาบเอวอีกฝ่ายไว้โดยไม่ให้ตั้งตัว

“ฮึก! พี่ใหญ่ ผีเสื้อมันไม่ยอมให้เหมยเหมยจับ ฮึก! ข้าอยากได้ แต่มันบินหนี บินหนีไปไกลเลย ฮึก!” นางพร่ำบอก พลางกล่าวอยู่ที่ข้างหูเขา ก่อนจะซุกลงที่ซอกคอที่มีกลิ่นเหงื่อปะปนกับกลิ่นน้ำคลำ เพื่อหนีสายตาคมดุของคนร้ายกาจ

หรงอวี้ยืนนิ่งไม่ต่างจากรูปปั้น อารมณ์เดือดดาลที่กำลังปะทุถึงกับมอดดับลง เพียงเพราะบางสิ่งที่กำลังถูอยู่กับแผงอกเขา ชายชาตรีที่ไม่ได้ปลดปล่อยมาเนิ่นนาน ถูกอกอวบถูไถ

ใครมันจะเกิดโทสะได้ลง

“ปะ…ปล่อย ตัวข้าเปียกไม่เห็นหรือ” เสียงที่ไม่เคยติดขัด กลับติดขัดอย่างน่าประหลาด ซ้ำหูเขายังแดงเรื่อขึ้นมาอีก เพราะสัมผัสที่ชนเข้ากับแผงอก มันทำเขาไม่กล้าขยับตัวเลย

“ไม่ ๆ พี่ใหญ่ต้องพาข้าไปจับผีเสื้อก่อน” ซือหลินไม่ว่าเปล่า แต่นางยังขยับตัวโยกเหมือนเด็กน้อยที่เอาแต่ใจ จนอกอวบนั้นถูขึ้นลงจนอาภรณ์ของนางเปียกตามไปด้วย และมันยังครูดไปกับเม็ดไตที่มีเพียงผ้าซับในตัวบางกั้นกลาง นั่นแหละนางถึงได้หยุด และเผลอจ้องตากับพี่ชายบุญธรรมอย่างลืมตัวด้วย

แก้มเนียนใส่เริ่มขึ้นสีเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ ใจดวงน้อยเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมา ซึ่งมันต่างจากคนที่นางเกาะเกี่ยวอยู่นัก

หรงอวี้กำลังจับผิดนาง ‘คนเสียสติที่ไหนจะอายเป็น นางแปลกไปอย่างที่น้องรองว่าจริง ๆ แต่ไม่ใช่เพราะอาการหนัก ทว่าเหมือนคนแกล้งเสียสติมากกว่า หรือนางหายแล้วแต่ยังแกล้ง’ เขานึกในใจ พลางยกมือที่วางข้างตัวขึ้นมาโอบกอดร่างนางไว้

“อ๊ะ!” ซือหลินเผลอส่งเสียงตกใจ เมื่อพี่ชายบุญธรรมรั้งตัวนางจนแนบชิด ทรวงอกชนเข้ากับแผงอกกว้างอีกครั้ง

“อยากไปจับผีเสื้อไม่ใช่หรือ ไปทั้งอย่างนี้แหละ ประเดี๋ยวพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปเอง” แม่ทัพเผด็จการไม่เอ่ยเปล่า ทว่าเขายังขยับเท้าตั้งท่าจะเดินอีก คนบนตัวจึงรีบหาทางเลี่ยง

“ไม่เอา! ไม่เอา! เหมยเหมยตัวเปียกไปหมดแล้ว ข้าจะไปอาบน้ำ เสี่ยวจู เสี่ยวชิง ข้าจะไปอาบน้ำ ฮือ ๆ พี่ใหญ่รังแกข้า พี่ใหญ่รังแกข้า ช่วยด้วย! ช่วยด้วย คนใจร้ายจะตีข้าแล้ว”

ซือหลิน พยายามใช้บทบาทที่ตนมีหาทางออกให้ตัวเอง ซึ่งมันก็ได้ผลชะงัก เพราะหรงอวี้ปล่อยนางลงทันที

ตุบ!!

“อึก! ฮึก…แหง๊!” ซือหลินแหกปากลั่นทันทีที่ถูกปล่อยให้ล่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่ไยดี อันที่จริงมันก็ไม่ได้เจ็บมากนักหรอก นางแค่ร้องโวยวายเกินจริงไปให้พระเอกของเรื่องตกใจเท่านั้นเอง

ทว่าเปล่าเลย มันไม่ได้เป็นอย่างที่นางคิดสักนิด

“จะไปอาบน้ำมิใช่หรือ หรือจะให้ข้าไปอาบให้” เขากล่าวอย่างเย็นชา พลางยอบกายลงต่อหน้านางและจ้องเขม็ง

ซือหลินเผลอกลืนน้ำลายเมื่อเห็นสายตาเอาจริงของอีกฝ่าย ดูท่าการเสแสร้งของนาง คงใช้กับพระเอกแสนฉลาดผู้นี้ไม่ได้แน่

‘คนเขียนนี้ก็ช่างเหลือเกิน เขียนให้พระเอกโง่สักนิดไม่ได้หรือไง แบบนี้ตัวประกอบอย่างฉันจะเอาอะไรไปสู้กันล่ะ’

“นิ่งอยู่เช่นนี้ อยากให้ข้าอาบให้สินะ” เขาไม่ว่าเปล่า ทว่ามือเรียวยังยื่นออกมาหมายจะช้อนอุ้มนางขึ้น

ทว่าซือหลินนั้นไวกว่า นางรีบใช้มือเล็กดันแผงอกแกร่งซึ่งอีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ร่างนั้นเอนลงไปทรุดนั่งกับพื้นทันที

“ขะ…ข้าอาบเองได้ คนสัปดน” ร่างอรชรรีบลุกแล้ววิ่งตรงกลับไปยังเรือนพัก บัดนี้ท่าทางของคนเสียสติกลับไม่มีเหลือเลย

หรงอวี้ขยับลุกขึ้นยืน พลางทอดสายตามองน้องสาวต่างสายเลือดที่บัดนี้วิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

‘หรือนางจะหายแล้วจริง ๆ’ เขานึกในใจ ก่อนจะหันมาหาคนสนิทที่กำลังเดินเข้ามาสมทบ “นับจากนี้เจ้าคอยตามดูนาง คอยสังเกตท่าที ไม่ว่านางจะทำอะไรให้รายงานข้าทั้งหมด”

“ท่านแม่ทัพสงสัยอะไรในตัวคุณหนูสี่หรือขอรับ ข้าน้อยก็เห็นนางดูปกติ เอ่อ…หมายถึงยังเสียสติเหมือนเคยไม่มีอะไรเปลี่ยน นอกจากพูดคุยเก่งขึ้น และกล้าเข้าหาท่านแม่ทัพมากขึ้นเท่านั้นเอง อย่างอื่นก็คงเดิมนะขอรับ” จางลั่วเอ่ยตามที่เห็น แต่เมื่อเขาหันมาพบกับสายตาคมดุของผู้เป็นนาย ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าก็ยิ้มแหย แล้วแยกตัวไปทำตามคำสั่งแต่โดยดี

“เหตุใดท่านแม่ทัพถึงเกิดสงสัยคุณหนูสี่ขึ้นมาขอรับ” จางหู คนสนิทอีกคนของหรงอวี้เอ่ยถามผู้เป็นนายขณะเดินกลับเรือน

“สายตานางต่างออกไป สองปีก่อนเจ้าก็เห็นว่าซือเหมยเป็นเช่นไรยามนางพบเจอข้า ทว่ายามนี้นางกลับไม่มีท่าทีตื่นกลัวข้าเลย ซ้ำยังจำเรื่องที่ข้าสั่งขังนางได้อีก ไม่แน่ว่าที่นางตกน้ำเมื่อครึ่งเดือนก่อน สติที่เคยเสียไปอาจจะกลับคืนมาแล้วก็ได้”

“แค่ตกน้ำ คนเสียสติก็จะกลับมาดีได้หรือขอรับ” จางหูยกมือเกาศีรษะ เมื่อได้ฟังคำพูดผู้เป็นนายที่ดูประหลาดนัก

หรงอวี้หันขวับมองคนของตนด้วยสายตาคมดุ “ข้าแค่นึกถึงคำพูดของท่านอาจารย์ ที่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อนานมาแล้ว”

“ที่ท่านหมอชุนเคยบอกว่า ความทรงจำของคนเรามักจะถูกกระตุ้นยามพบเหตุอันตรายหรือบาดเจ็บรุนแรงเกี่ยวกับศีรษะใช่หรือไม่ขอรับ ท่านแม่ทัพจึงคิดว่าความทรงจำเก่าก่อนของคุณหนูสี่อาจจะกลับมาแล้ว หลังตกน้ำแล้วฟื้นขึ้นมา แต่นางจะแสร้งจำอันใดไม่ได้ไปทำไมกันขอรับ” ผู้ติดตามหนุ่มขมวดคิ้วมึนงง แม้ข้อแรกจะมีความเป็นไปได้ แต่อย่างหลังเขากลับไม่เข้าใจ

“ข้าก็อยากรู้ ไยนางถึงแสร้งทำเป็นคนเสียสติอยู่อีก”

“หรือนางไม่ได้แกล้ง คุณหนูสี่อาจจะเป็นปกติในบางครา ไม่ก็อาการหนักกว่าเดิมเพียงแต่ต่างออกไปจากแต่ก่อนก็เท่านั้น คนดีดีที่ไหน จะแสร้งทำตัวเสียสติให้คนดูถูกขอรับ” จางหูให้เหตุผล ซึ่งมันก็น่าฟังเพราะอาจจะเป็นไปได้

หรงอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง ใช่ว่าเรื่องนี้เขาจะไม่นึกถึง ทว่าแววตาที่เขาเห็นเมื่อครู่ อย่างไรมันก็ทำให้เขาเชื่อไม่ได้ว่านางเสียสติ แม้การกระทำก่อนหน้า มันจะดูห่ามจนเกินคนปกติก็เถอะ

ทางเดียวที่จะพิสูจน์คือต้องเข้าใกล้นางอีก หากนางเสียสติจริง เฉินซือเหมยต้องไม่ใส่ใจยามเขาเข้าใกล้ แต่ถ้านางหายดีแล้ว เขาก็จะทำให้นางเผยธาตุแท้ออกมาในที่สุด

และนับจากวันนั้น แม่ทัพผู้ว่างงานก็เอาเวลาทั้งหมดมาคอยจับผิดน้องสาว ทว่าซือเหมยนางกลับเก็บตัวเงียบไม่ออกมา

วันที่สามที่จางลั่วคอยตามสืบข่าวให้ผู้เป็นนาย

เขากำลังยืนประสานมือรายงานพฤติกรรมของคุณหนูสี่ ภายในห้องตำราอันเงียบสงัดของแม่ทัพหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีอย่างละเอียด โดยที่ดวงตาเขานั้นฉายแววความมึนงงอย่างปิดไม่มิด

“เรียนท่านแม่ทัพตลอดสามวันมานี้ คุณหนูสี่ทำเรื่องที่ข้าน้อยยากจะเข้าใจนักขอรับ” จางลั่วเกริ่นขึ้นมาก่อน

“อย่างไรกัน? ข้าก็เห็นพวกบ่าวในจวนก็ว่านางประหลาดเหมือนเคย ไม่เห็นจะมีอะไรต่างออกไปสักนิด” จางหูแย้ง เพราะช่วงนี้เขาได้ยินมาว่าคุณหนูสี่เริ่มเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนอีกแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel