6. บังเอิญพบ
ซือเหมยที่แกล้งเดินหาวกลับเรือนแท้จริงแล้วไม่ได้ไปไหนไกล ร่างอรชรกำลังแอบวางหูแนบชิดกับรอยแตกของไม้เพื่อฟังบทสนทนาของเหล่าบุรุษที่หน้าเรือนต่างหาก
“คุณหนู ท่านทำอะไรเจ้าคะ”
“ชู่วว…ข้ากำลังฟังพี่ประตูพูดอยู่ เจ้าอย่าเสียงดังสิ” นางแถไปเรื่อย ก่อนจะเงี่ยหูฟังความจากด้านนอกอย่างตั้งใจ
ทว่ายิ่งฟัง ใจที่เคยลิงโลดเพราะได้แกล้งคนกลับห่อเหี่ยวลงเรื่อย ๆ ‘อีตาพระเอกนี่ ถึงกับยอมรับดื้อ ๆ ว่าจะขังเราไว้งั้นเหรอ ท่านพ่อก็เห็นดีด้วยอีก ตายแน่ยัยซือหลินเอ๊ย แกแกล้งคนผิดแล้วรู้มั้ย’ หญิงสาวนึกขยาดในใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นเฉียบของพี่ชายบุญธรรมที่ประกาศชัดว่าจะจัดการนางอย่างไร
ซือหลินรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ของพระเอกธงแดงผู้นี้ดี ในนิยายเขาคือเพชฌฆาตหน้าหยกที่ไร้ความปรานี หากนางยังขืนกระตุกหนวดเสือในช่วงที่ ‘เกราะคุ้มภัย’ อย่างท่านพ่อกับพี่รองไม่อยู่
มีหวังได้นอนเน่าอยู่ในห้องมืดจนต้องเสียสติจริงแน่ ๆ
สามวันต่อมา เมื่อเฉินอวี้โหวและหยวนซีเดินทางออกจากจวนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ซือเหมยก็เริ่มแผนการใหม่ทันที
นั่นคือ ‘ทำตัวล่องหน’
พยายามเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกไปเพ่นพ่าน ให้สายตาของพระเอกธงแดงต้องเคืองขุ่น ทำตัวเป็นคนเสียสติ ที่เรียบร้อยที่สุดในใต้หล้า จนกระทั่งความเบื่อหน่ายเริ่มเข้าครอบงำ ในวันที่ห้าของการเก็บตัว ซือหลินก็เริ่มทนไม่ไหว
“แอบออกไปเดินเล่นดีกว่า มาอยู่โลกนี้ก็ครึ่งเดือนแล้ว ข้างนอกเป็นยังไงก็ไม่เคยได้เห็น เราควรออกไปท่องยุทธภพสักครั้ง จะได้รู้ว่ายุคโบราณมันเป็นยังไง” นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะแสร้งโวยวายเพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ พอสบโอกาสก็ปีนป่ายออกทางหน้าต่าง แล้วเดินหลบไปตามมุมสวนออกทางประตูหลังเรือนไป
“ว้าว!! บรรยากาศโลกกว้างมันเป็นอย่างนี้นี่เอง” ใบหน้างามเผยยิ้มร่าอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าด้านหน้ามีลำธารสายเล็กทอดยาวไปไกลสุดตา กลิ่นดินกลิ่นน้ำช่างหอมชื่นใจนัก
แต่เมื่อเดินเลาะไปเรื่อย ๆ สัญชาตญาณความเป็นหมอของนางก็ตื่นตัวขึ้นทันทีเมื่อสายตาปะทะเข้ากับพืชใบสีเหลืองที่ขึ้นแซมก้อนหินข้างลำธาร และยังมีขึ้นตามแนวป่าที่อยู่ไม่ไกลนั่นอีก
“นั่นมัน หญ้าเหลืองที่หายากไม่ใช่เหรอ แล้วนั่นก็ต้นห้าก้านสำหรับรักษาแผล สวรรค์! ที่นี่มีสมุนไพรเต็มไปหมดเลย”
ซือหลินลืมสิ้นซึ่งมาดคุณหนูที่ตนควรรักษา ร่างอรชรรีบก้มลงถกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มนั่งลงทั้งถอนและขุด เก็บเอาสมุนไพรขึ้นมาราวกับกลัวว่าจะมีคนมาแย่งชิง มือเรียวหยิบจับพืชพรรณเหล่านั้นขึ้นมาดมและพิจารณาอย่างละเอียด
เมื่อแน่ใจว่าใช่นางก็เริ่มหาต่อไปอีก กระทั่งเดินลัดเลาะตามแนวลำธารห่างจากจวนไปเรื่อย ร่างอรชรก็ยังไม่หยุด
ในขณะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการขุดรากบัวป่าที่ริมตลิ่ง เสียงทุ้มละมุนของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“รากบัว หากขุดลึกไม่พอจะเสียรสชาติและสรรพคุณทางยานะแม่นาง ให้ข้าช่วยเจ้าขุดดีหรือไม่”
ซือเหมยสะดุ้งสุดตัว นางรีบหันขวับกลับไปหาเสียงที่เอื้อนเอ่ยกับตนทันที ‘แย่ล่ะ ใครกันล่ะเนี่ย’ นึกในใจอย่างหวาดหวั่น แม้อีกฝ่ายจะหน้าตาดี ทว่าการพบเจอกันในป่าแบบนี้ ยังไงมันก็ไม่น่าปลอดภัย สำหรับสตรีตัวเล็ก ๆ อย่างนาง
“ไม่ต้องกลัว ข้าแค่เห็นเจ้ากำลังต้องการความช่วยเหลือ เลยคิดจะช่วยเท่านั้น ข้าเป็นหมอ ออกมาเก็บสมุนไพร”
“หมอหรือ?” นางย้อนถาม
“ใช่ ข้าเปิดโรงหมอในเมืองนามว่า ‘ไป่เหยียน’ อันที่จริงมันก็เป็นนามของข้านี่แหละ” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วก็ยิ้มอาย
นำพาซือหลินถึงกับเผลอยิ้มตามท่าทางใสซื่อของเขา ซึ่งมันดูน่ารักมาก นางจึงเริ่มมองสำรวจการแต่งกายที่ดูสะอาดตาของเขา ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดและดูอ่อนโยนดุจลมวสันต์ ในมือของเขามีตะกร้าสานที่บรรจุสมุนไพรไว้หลายชนิด บ่งบอกให้รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นไม่ได้โป้ปดแม้แต่คำเดียว
“ท่านก็มาเก็บสมุนไพรหรือ บังเอิญจังเลยนะ” หญิงสาวเอ่ยพลางแอบซ่อนมือที่เปื้อนดินไว้ทางด้านหลัง
ชายหนุ่มยิ้มละไม ซึ่งรอยยิ้มของเขาช่างต่างจากพี่ชายบุญธรรมของนางราวฟ้ากับเหว “ปกติข้าก็ไม่ค่อยได้มาทางนี้หรอก เพียงแต่วันนี้เดินทางผ่านมา เลยแวะเข้ามาดูเสียหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะมีคนมาเก็บสมุนไพรก่อนเสียได้ ซ้ำยังคัดเลือกสมุนไพรได้อย่างแม่นยำอีก ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะทักทายเผื่อจะได้ความรู้เพิ่มอีก หวังว่าข้าคงจะไม่ได้รบกวนแม่นางกระมัง” เขากล่าวอย่างเกรงใจ
“ไม่ ๆ” มือที่เปื้อนเปรอะ เผลอยกขึ้นมาโบกเร็วไว เมื่อรู้ตัวว่าทำเรื่องน่าอายนางก็รีบเอ่ย “อ๊ะ! เอ่อ…ขออภัยเจ้าค่ะ พอดีข้ามาแบบไม่ได้เตรียมการณ์ เลยต้องใช้มือขุดเอา” นางยิ้มแห้งใส่เขา
“ข้ามี ประเดี๋ยวข้าขุดให้นะ” ชายหนุ่มรีบอาสา
ซือหลินที่อยากมีเพื่อนคุยแบบไม่ต้องสวมบทคนเสียสติ จึงขยับถอยให้เขาทำตามที่ต้องการตามประสาคนอยากเปิดโลก
ซึ่งมันเป็นโอกาสดีที่นางจะได้ถามถึงดินแดนของนิยายที่ตนไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกมาสัมผัสอย่างผู้คนอื่นนัก
และเพียงไม่กี่อึดใจ บทสนทนาเรื่องตำรับยาและเรื่องราวนอกกำแพงจวนก็เริ่มต้นขึ้นอย่างออกรส
ซือหลินเผลอปล่อยตัวปล่อยใจพูดคุยเรื่องทักษะการแพทย์อย่างที่ตนถนัด ทั้งเรื่องการห้ามเลือด การล้างแผล ไปจนถึงการใช้พืชแก้พิษไข้ ชายตรงหน้าฟังอย่างชื่นชมระคนแปลกใจ
“ความรู้ของแม่นางช่างล้ำลึกนัก ข้าเป็นหมอมานาน ยังมีความรู้ไม่เท่าเจ้าที่เป็นเพียงสตรีที่ดูเหมือนจะยังไม่ออกเรือนเลย”
ซือหลินเริ่มรู้ว่าตนเองนั้น ‘หลุด’ มาดคนเสียสติ ซ้ำนางยังพูดจาเป็นหลักการเกินไป นางจึงแสร้งหัวเราะอย่างแห้ง ๆ
“แหะ ๆ ข้าก็แค่แอบอ่านตำราในเรือนนายท่านบ่อย ทั้งยังฟังคนเล่าต่อ ๆ กันมาเจ้าค่ะ ข้าเป็นสาวใช้ในจวนแถบนี้แหละ ทว่าสนใจเรื่องยาสมุนไพรมาตั้งแต่เด็ก เลยเจาะจงเรียนรู้เรื่องนี้มาก เผื่อว่าวันหน้าอาจจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้คนเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มมองใบหน้าที่งดงามเกินกว่าจะเป็นสาวใช้ และผิวพรรณที่ละเอียดนวลลออใต้คราบดินนั้นด้วยรอยยิ้มรู้ทัน
ทว่าเขากลับไม่โต้แย้งหรือเปิดโปงคำลวงของนางให้หญิงสาวตรงหน้ารู้สึกลำบาก “เช่นนั้นหรือ ช่างเป็นสาวใช้ที่ใฝ่รู้ยิ่งนัก”
ซือหลินยิ้มแห้งอีกหน ทว่ารอยยิ้มที่นางใช้กลบเกลื่อน มันกลับตราตรึงในใจคนมอง จนเผลอจ้องนานเกินไป
“เอ่อ…ข้าต้องกลับแล้วเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวพ่อบ้านจะดุเอา”
“ข้า ไป่เหยียนหวังว่าวันหน้าเราคงมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความรู้กันอีกนะ” ชายหนุ่มรีบเอ่ยก่อนที่นางจะเดินหนี
“เจ้าค่ะ ข้าไปก่อนนะ” ซือหลินรีบคว้าห่อสมุนไพรแล้วสาวเท้าเดินออกมา โดยไม่ยอมบอกกล่าวนามของตนกับเขา
ไป่อวี้ยืนมองตามร่างนั้นไปพร้อมกับเผยยิ้มบาง นัยน์ตาฉายแววใคร่รู้ “สาวใช้จวนท่านโหวที่มีความรู้แพทย์กระนั้นหรือ เรื่องเช่นนี้มันมีที่ไหนกัน นางเป็นใครกันนะ ภายหน้าจะมีโอกาสพบกันอีกหรือไม่” เขากล่าวและยังคงมองตามร่างอรชรที่เดินห่างออกไปทุกที ซึ่งเส้นทางที่นางก้าวเดินไป ผู้คนส่วนมากมักไม่กล้าย่างกลาย เพราะพื้นที่เบื้องหน้าล้วนแต่เป็นอาณาเขตของสกุลเฉิน
“นางอยู่ที่จวนเฉินอวี้โหวสินะ” เขาพึมพำ ก่อนจะหันขวับไปหาเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินตรงมาอย่างเงียบเชียบ ถึงกระนั้นเขาก็ยังได้ยิน เพราะไป่อวี้ นับว่าเป็นคนมีวิชายุทธที่ล้ำเลิศคนหนึ่ง
“ซื่อจื่อ นางเป็นใครหรือขอรับ ข้าน้อยไม่เคยเห็นหน้าเลย”
คนสนิทนามว่าฟู่เฉิง เอ่ยพลางทอดสายตาไปยังร่างเล็กที่หายไปตามแนวป่า ก่อนจะรับเอาตระกร้าจากผู้เป็นนายมาถือ
“คนของจวนเฉินอวี้โหว นางบอกว่าตนเป็นสาวใช้”
“สาวใช้! สาวใช้ที่ใดจะงดงามราวกับเทพธิดาลงมาจุติเช่นนี้ขอรับ ข้าน้อยว่านางอาจจะเป็นบุตรสาวบ้านอื่นที่เดินพลัดหลงมาแถบนี้ก็ได้นะขอรับ นางต้องไม่ใช่สาวใช้แน่”
“หึ…แล้วเหตุใดเจ้าไม่คิดว่านางอาจจะเป็นบุตรสาวของเฉินอวี้โหวเล่า” ไป่อวี้เอ่ยพลางเดินนำไปที่ม้าซึ่งอยู่อีกฝั่งของป่า
“ก็เพราะบุตรสาวของเฉินอวี้โหวแต่งงานออกเรือนไปแล้วน่ะสิขอรับ ที่เหลืออยู่ก็มีแค่คุณหนูสี่ที่สติไม่ดี นางเป็นบ้ามาตั้งแต่ห้าขวบ ชอบเก็บตัว ทำลายข้าวของยามไม่ได้ดั่งใจ บางคราทำร้ายคนก็มีนะขอรับ ที่สำคัญไม่น่าจะงามเช่นนี้แน่” คนสนิทเอ่ยบอกตามที่เขาเคยสืบเกี่ยวกับครอบครัวนี้มา
ไป่อวี้ขมวดคิ้วทันที “จริงหรือ?”
“จริงขอรับ สตรีผู้นี้ไม่มีทางเป็นคุณหนูจวนเฉินแน่ หรือนางจะเป็นคนใช้อย่างที่ว่าจริง ๆ บิดามารดานางอาจจะหน้าตาดี บุตรเลยได้อานิสงส์เกิดมางามอย่างกับเทพธิดาเช่นนี้”
“ก็อาจจะเป็นไปได้ เอาไว้วันพรุ่งข้าจะถามนางให้รู้ความ”
“ซื่อจื่อจะมาอีกหรือขอรับ”
“มาสิ ข้าอยากมาเจอนางอีก” ไป่เหยียนเอ่ยก่อนจะยิ้มอ่อน เมื่อนึกถึงใบหน้างามที่กล่าววาจากับเขาราวกับคบหากันมานาน ท่าทีนางไม่มีเขอะเขิน กลับพูดจาฉะฉานทั้งยังมีความรู้มากอีก
สตรีเช่นนี้ต่อให้ค้นหาทั้งแผ่นดิน ก็ใช่ว่าจะได้พบ เมื่อพบแล้ว ไฉนเลยเขาจะต้องปล่อยผ่านให้หลุดมือไปด้วยเล่า
หากนางเป็นสาวใช้อย่างที่ว่าจริง ก็นับว่าง่ายแล้วที่เขาจะหลอกล่อให้นางมาอยู่ด้วย เพราะคนชั้นล่างเหล่านี้ ล้วนแต่มีความทะเยอทะยาน ใฝ่สูงอย่างสุขสบายกันทั้งนั้น
