5. คนบ้าทำอะไรก็ไม่ผิด
แต่ในเมื่อเฉินซือเหมยเป็นคนเสียสติ ฉะนั้นนางจะทำอะไรมันก็ไม่ผิดไม่ใช่หรือ ที่สำคัญยามนี้ก็อยู่ต่อหน้าบิดาและพี่ชายด้วย นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะเอาคืนแทนเจ้าของร่างแล้ว
‘ชิ หล่อแต่เก๊กงั้นเหรอ คอยดูเถอะ ฉันจะทำให้พระเอกธงแดงอย่างท่าน กลายเป็นคนเสียสติแทนเจ้าของร่างนี้เลย’
คิดได้ดังนั้นนางจึงแสร้งทำตาโต เอียงคอไปมา แล้วเดินวนรอบตัวบิดาและพี่บุญธรรมราวกับกำลังสำรวจบางสิ่ง
“พี่รอง คนผู้นี้มีกลิ่นเหมือนอี้ฟานเลย ยืนนิ่งเหมือนกันด้วย ไม่รู้เขาจะชอบดื่มสุราเหมือนอี้ฟานหรือไม่ พี่รองท่านไปเอาสุรามาให้เขาที ข้าจะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่เหมือนอี้ฟาน” นางเอ่ยเสียงใสซื่อ พลางยื่นมือไปหมายจะจิ้มที่แผงอกแกร่งของพี่ชายบุญธรรม
หรงอวี้จ้องนางด้วยสายตาคมดุ เมื่อน้องสาวต่างสายเลือดที่เขาเคยสั่งขังนางไม่ให้ออกมารบกวนคน กลับเดินเข้าหากันอย่างไม่กลัวเกรง นางไม่มีท่าทีตื่นกลัวเขาเช่นที่ผ่านมาสักนิด
เพราะโดยปกติมู่หรงอวี้ก็เป็นเช่นนี้ แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจน้องสาวต่างสายเลือดนัก แต่ก็ไม่ถึงกับละเลยนางจนไม่ไยดี
ทว่าจะให้เขาพูดจากับนาง หรงอวี้ผู้นี้ก็ไม่ทำง่าย ๆ
“หยวนเอ๋อร์ อี้ฟานเป็นผู้ใดกัน” ท่านโหวเอ่ยถามขัดจังหวะ
หยวนซียิ้มก่อนจะตอบบิดาที่กำลังทำหน้ามึนงง “ต้นไม้ที่หน้าเรือนน้องสี่นี่แหละท่านพ่อ นางตั้งชื่อให้มันว่าอี้ฟาน”
“หา! นี่ถึงกับตั้งชื่อให้ต้นไม้แล้วหรือ” ผู้เป็นบิดา ตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะมองมายังบุตรสาว ซึ่งยามนี้จูงมือพี่ชายบุญธรรมตรงไปยังต้นไม้ที่ว่า พลางจับเขายืนข้างกันราวกับหาเพื่อนมาให้
หรงอวี้เดินตามแรงดึงของมือเล็กที่เกาะกุมข้อมือตนแน่น แววตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ ปกติแล้วน้องสาวต่างสายเลือดผู้นี้มักจะหลบมุมหรือแอบมองเขาอย่างหวาดกลัวเสมอ แต่ยามนี้นางกลับกล้าดึงทึ้งเขาอย่างคนเอาแต่ใจ ไม่เกรงจะถูกทำโทษเหมือนแต่ก่อนเลยสักนิด ‘หรือนางลืมไปหมดแล้ว’
“อี้ฟานเจ้าดูสิ ข้าพาเพื่อนใหม่มาให้เจ้าแล้วนะ ตัวเขาสูงมากเลย แต่ก็เตี้ยกว่าเจ้า แต่เขายืนนิ่งเหมือนเจ้าเลยนะ” ซือเหมยหัวเราะร่าพลางตบอี้ฟานสลับกับลูบแขนพี่ชายบุญธรรม “พี่ใหญ่ ยืนตรงนี้นะห้ามขยับเด็ดขาด ข้าจะไปเอาน้ำหมักมหัศจรรย์มาให้ท่านกับอี้ฟานดื่มคนละจอก พวกท่านจะได้โตไว ๆ”
เฉินอวี้โหวที่ยืนมองอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนหยวนซีนั้นยกมือขึ้นกุมขมับแทบไม่ทัน “เหมยเอ๋อร์! นั่นพี่ใหญ่ของเจ้านะ จะให้เขาไปกินน้ำหมักเคียงข้างต้นไม้ได้อย่างไร มา ๆ มาหาพ่อมา” ท่านโหวรีบปราม แต่ซือเหมยกลับหันมาแยกเขี้ยวใส่
“ท่านพ่อไม่รู้อะไร อี้ฟานบอกข้าว่าเขากระหายน้ำใจจะขาด พอได้กลิ่นตัวพี่ใหญ่ที่มีแต่กลิ่นดินกลิ่นเลือด อี้ฟานก็บอกกับข้าว่านี่แหละคือรสชาติที่เขาชอบ” นางแกล้งพ่นประโยคเพ้อเจ้อออกไปหน้าตาเฉย ก่อนจะหันมาหาแม่ทัพหนุ่มที่ยืนนิ่งเป็นภูเขาหิน
“พี่ใหญ่ ท่านก็หิวใช่ไหมเจ้าคะ? ข้าเห็นเงาดำบนหัวท่านกำลังร้องขออาหารอยู่ ข้าว่าท่านต้องหิวมากแน่ ๆ”
มู่หรงอวี้มองใบหน้างดงามที่ดูสดใสเกินเหตุ พลางใช้นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางหมายจะจับผิด ทว่าสิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความว่างเปล่าและประกายความซุกซนที่ไม่เคยพบมาก่อน ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ปลื้มปริ่มกับสิ่งที่ต่างออกไป
‘นางกล้าดีอย่างไรมาเปรียบข้ากับต้นไม้ ซ้ำยังจะให้ข้ากินน้ำหมักที่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใดอีก’ เขาคิดในใจอย่างเย็นชา ทว่าต่อหน้าท่านโหวผู้มีพระคุณ เขาทำได้เพียงข่มอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยและยังเอ่ยด้วยว่า “เจ้าไปเอามาเถิดหากมันจะทำให้เจ้าสบายใจ” หรงอวี้เอ่ยเสียงต่ำลึก ทว่าแฝงไปด้วยความกดดัน
เขาหมายให้นางกลัวเหมือนอย่างเคย ทว่า!
ซือเหมยกลับรีบวิ่งไปคว้าขันน้ำดินเผาเก่า ๆ ที่วางอยู่ข้างกระถางดอกไม้ ซึ่งในนั้นมีน้ำขังสีขุ่นจากการล้างเศษดิน นางแสร้งทำเป็นประคองอย่างระมัดระวังราวกับมันเป็นสุราชั้นเลิศ
“มาแล้วเจ้าค่ะ! สุราทิพย์จากสรวงสวรรค์ที่อี้ฟานชอบ” ร่างเล็กที่สูงแค่ไหล่เดินตรงมาที่มู่หรงอวี้ แสร้งทำเป็นเซเล็กน้อยจนน้ำนั้นกระฉอกโดนรองเท้าหนังชั้นดีของแม่ทัพหนุ่มจนเปรอะ
“อุ๊ย! ข้าขอโทษเจ้าค่ะพี่ใหญ่ สุรามันแรงจนข้าเดินไม่ตรง” นางทำหน้าเศร้าสร้อยคล้ายจะร้องไห้ “ท่านอย่าโกรธข้านะเจ้าคะ อย่าสั่งขังข้าในห้องมืด ๆ เหมือนครั้งก่อนอีกนะ”
คำพูดสุดท้ายของนางทำให้เฉินอวี้โหวและหยวนซีชะงัก ก่อนจะหันขวับมาหาแม่ทัพหนุ่มเป็นตาเดียว
“หรงอวี้ นี่เจ้าเคยสั่งขังน้องอย่างนั้นหรือ” ท่านโหวถามเสียงเข้ม พลางเดินมากดดันด้วยสายตาคมดุ
แม่ทัพหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าคนเสียสติอย่างนางจะจำเรื่องที่ตนเคยกำราบความวุ่นวายเมื่อคราวก่อนได้ ซ้ำยังเอามาพูดต่อหน้าบิดาในจังหวะที่เขาแก้ตัวไม่ได้อีก
“ข้าเพียงแค่...ให้นางพักผ่อนอยู่ในห้องเพื่อความปลอดภัยขอรับท่านพ่อ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด
ทว่านัยน์ตาพญาเหยี่ยวกลับวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคืองจากการถูกน้องสาวสติไม่ดีเล่นงาน ‘ร้ายนักนะเฉินซือเหมย’
“พี่ใหญ่ใจดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ!” ซือเหมยแกล้งโผเข้ากอดเขาพลางแอบเช็ดคราบเปื้อนที่มือลงบนชุดเกราะเนื้อดีของเขาอย่างแนบเนียน “ท่านพ่ออย่าดุพี่ใหญ่เลยนะเจ้าคะ ถึงพี่ใหญ่จะชอบทำหน้ายักษ์ใส่ข้าตอนท่านพ่อไม่อยู่ ทว่าวันนี้พี่ใหญ่ยอมยืนเป็นเพื่อนอี้ฟาน ข้าจะรักพี่ใหญ่เพิ่มขึ้นอีกนิ้วก้อยนึงนะเจ้าคะ” นางกล่าวพลางซบหน้ากับอกแกร่ง เผยยิ้มร่าราวกับเด็กได้ของถูกใจ
ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง นางทั้งได้แกล้งและได้กอดพระเอกของเรื่อง ที่หล่อเอามาก ๆ เสียก็แต่ชอบทำหน้าดุใส่เท่านั้น
ด้านหยวนซีที่เห็นการกระทำของน้องสาวที่มีต่อพี่บุญธรรมก็ถึงกับหวาดหวั่น ทว่าในใจเขาก็นึกขัน เมื่อเห็นท่าทางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของแม่ทัพใหญ่ที่น่าเกรงขาม ‘น้องสี่ร้ายกาจกว่าเดิมจริง ๆ ด้วย ถึงกับกล้าต่อกรกับพี่ใหญ่ ถึงขั้นนี้เชียว’
ซือหลินในคราบซือเหมยลอบยิ้มสะใจ ‘เป็นไงล่ะพระเอกธงแดง เจอไม้ตายคนบ้าทวงแค้นเข้าไปถึงกับหน้าตึงพูดไม่ออกเลยเหรอ คอยดูนะ ฉันจะป่วนให้เก๊กไม่ออกเลยทีเดียว’ แม้จะวางแผนไว้ในใจ ทว่าซือเหมยไม่ได้เร่งรีบที่จะทำ เพราะหากเป็นเช่นนั้น พระเอกคนนี้จะต้องสงสัยและมองออกแน่ว่านางจงใจแกล้งเขา
“ฮ๊าาา…ข้าง่วงแล้ว เจ้าสองคนพาข้าไปนอนที” เอ่ยจบร่างอรชรก็ผละออกจากอกแกร่ง ปล่อยมือที่กอดเขาราวกับเบื่อหน่าย ก่อนจะยกมือขึ้นมาตีปากเบา ๆ สองสามครั้งแล้วก็หมุนตัวเดินจากไป โดยมีสายตาของบิดาและพี่ชายทั้งสองมองตามอย่างมึนงง
“อะ…เอ่อ นะ…นี่ เหมยเอ๋อร์ จะ…เจ้าจะไปไหน พ่อเพิ่งมาถึงนะลูก ไยไม่อยู่คุยกับพ่อก่อน” ท่านโหวถึงกับเอ่ยติดขัด เมื่อเห็นบุตรสาวที่เล่นสนุกอยู่ดีดีก็เดินทอดน่องกลับเรือนเหมือนคนหมดอาลัย แม้แต่ผืนฟ้าหรือทิวทัศน์รอบตัวก็ไม่แยแส
“ท่านพ่อ อย่าตื่นตระหนกไปเลยขอรับ น้องสี่นางเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว ลูกเองก็จนปัญญาจะแก้ไขแล้วเช่นกัน”
“เจ้าให้หมอมาตรวจดูน้องหรือยัง”
“หลายคราแล้วขอรับทว่าก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่มีใครรักษาอาการเสียสติได้เลยขอรับท่านพ่อ” หยวนซีเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ
“ทำอย่างไรดี ดูท่าอาการจะทรุดหนักขึ้นด้วย อีกสามวันพ่อก็ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงและอาจจะต้องอยู่เป็นเดือนหรือมากกว่านั้น เจ้าก็ต้องไปด้วยมิใช่หรือหยวนเอ๋อร์ ได้ยินว่าสาส์นแต่งตั้งมาถึงแล้วมิใช่” เฉินอวี้โหวหันมาถามบุตรชายตน
“ขอรับ ลูกเองก็หนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน หากไปแล้วใครจะดูแลน้องสี่ อาการยิ่งหนักขึ้นทุกวันด้วย” เสียงเขาแผ่วลง
“ก็พี่ชายเจ้าอย่างไรเล่า หรงเอ๋อร์ก็อยู่ทั้งคนจะต้องห่วงไปไย” เอ่ยแล้วท่านโหวก็หันมาหาบุตรชายบุญธรรม “หรงเอ๋อร์ ช่วงที่พ่อกับน้องรองเจ้าไม่อยู่ รบกวนเจ้าดูแลน้องสี่ได้หรือไม่”
“ท่านพ่ออย่าได้กังวล ถึงข้าจะไม่ชอบที่นางพูดจาไม่รู้เรื่อง มักเอาแต่ใจ ชอบทำให้หงุดหงิด ทว่าข้าจะไม่ทิ้งนางโดยไม่แยแสแน่ขอรับ ท่านพ่อไปอย่างสบายใจเถิด”
สองพ่อลูกฟังคำแม่ทัพหนุ่มแล้ว ต่างก็กลืนน้ำลายลงคอ
“พี่ใหญ่ ท่านไปรบตั้งสองปี กลับมาก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะขอรับ ตรงไปตรงมาจนข้าหวั่นใจเสียแล้ว”
“ข้ารับปากว่าจะไม่ทำร้ายนาง นอกจากกักขังไม่ให้สร้างเรื่อง ข้ามีวิธีจัดการในแบบของข้า ฉะนั้นน้องรองกับท่านพ่ออย่าได้กังวลไป แต่หากห่วงมากนักจะพาไปด้วยก็ได้”
“ขืนทำเช่นนั้น เมืองหลวงคงวุ่นวายแย่น่ะสิ อยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว อย่างน้อยก็มีคนในจวนคอยดู แม้เจ้าจะไม่แยแสน้องก็เถอะ” ท่านโหวเอ่ยอย่างเข้าใจ เพราะตั้งแต่ต้น หรงอวี้ก็บอกแล้วว่าเขาไม่ชอบเอาใจใคร ยิ่งกับคนเสียสติยิ่งไม่อยากยุ่งเกี่ยว
แม้จะเป็นบุตรสาวผู้มีพระคุณก็ตาม
