3.ก็บ้าให้มันจบ ๆ
ซือหลินมุดตัวลงใต้ผ้าห่มแพรเนื้อนุ่ม ภาวนาในใจอย่างมีความหวัง ถึงแม้จิตสำนึกกว่าครึ่งจะเชื่อแล้วว่าตัวเองตาย และมาเกิดใหม่ในร่างของน้องพระเอกที่มีอาการเสียสติตั้งแต่เด็ก
ถึงกระนั้นนางก็ยังกล่าวปลอบใจตนเอง
‘นี่คือความฝัน ซือหลิน... พรุ่งนี้เธอจะตื่นขึ้นมาในห้องเช่าที่ปักกิ่ง แล้วไปฉลองรับปริญญากับเพื่อน ๆ นี่คืออาการหลอนจากการขาดออกซิเจนตอนตกน้ำเท่านั้น...’ สติของเธอค่อย ๆ ดับวูบด้วยความอ่อนเพลียของร่างกายที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมา
สามชั่วยามต่อมา…
เวลาได้ล่วงเลยจนแสงแดดที่เคยส่องจ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนรำไร ร่างอรชรที่หลับไปนานก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
สิ่งแรกที่นางทำคือการกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างมีความหวัง แต่แล้วใจดวงน้อยก็ร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อภาพตรงหน้ายังคงเดิมไม่มีสิ่งใดต่างออกไปเลย
ม่านมุ้งสีชมพูกลีบบัวเครื่องเรือนไม้สลักลายโบราณ กลิ่นกำยานทุกอย่างล้วนแต่ยังอยู่ครบ รวมถึงร่างของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายเจ้าของร่าง ซึ่งเขากำลังนั่งก้มหน้าสัปหงกอยู่ข้างเตียง
เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความฝันจริง ๆ ด้วย
ความตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอตายแล้วจริง ๆ และที่นี่คือโลกหลังความตาย โลกใหม่ที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่นับจากนี้
ซือหลินได้แต่นอนนิ่ง ก่อนจะหันมามองคนที่หลับอยู่ข้างเตียงอีกครั้ง ซึ่งบัดนี้นางควรต้องเรียกเขาพี่ชาย
“คุณชายรอง คุณหนูสี่ตื่นแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงรีบรายงาน
หยวนซีงัวเงียหันมามองน้องสาวในทันที “เหมยเหมยเจ้ารู้สึกตัวแล้ว ดีจังเลย เจ้าหลับไปนานมากเลยรู้หรือไม่” เขายื่นมือออกมา หมายจะประคองนางเหมือนที่เคยทำ ทว่าสายตาของน้องสาวที่จ้องมา กลับทำเขาต้องถดมือกลับพร้อมกับยิ้มบาง
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ปวดหัวหรือไม่ ท่านหมอบอกว่าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว แต่พี่รองว่าเจ้าดูเพลีย ๆ อยู่นะ เจ็บตรงไหนบอกพี่รองมาเถิด พี่รองจะได้ตามหมอมารักษาเจ้าอีก”
ซือหลินมองชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า พลางปลื้มปริ่มในใจ
นางเกิดมาเป็นลูกคนเดียว ซ้ำพ่อแม่ก็แยกทางกัน ดีที่พวกเขายังส่งเสียให้นางได้เรียนตามที่ต้องการ ไม่งั้นคงไม่จบหมอ
แต่เรียนจบแล้วก็ดันมาตายเสียนี่ ช่างน่าอนาถนัก
“ข้าสบายดี เอ่อ…เจ้าค่ะ” นางพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับยุคสมัย ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ใช่ว่าจะง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
นิยายแนวนี้นางก็เพิ่งจะอ่านไปได้แค่สามเล่มเอง แต่ละเรื่องขนบธรรมเนียมก็ต่างกัน ส่วนเรื่องนี้ก็ยังอ่านไปไม่ถึงไหน
ไม่รู้เนื้อหาและการดำเนินเรื่องจะเป็นยังไง แต่ที่นางรู้แน่ ๆ คือ เจ้าของร่างนี้ ไม่ได้ตกน้ำเองอย่างที่ทุกคนคิด
เฉินซือเหมย ถูกใครบางคนผลักตกน้ำตามบทที่ต้องตาย ซึ่งมันเป็นฉากสุดท้ายที่นางอ่านค้างไว้ ก่อนไปรับปริญญา
แล้วใครกัน? ที่คิดเอาชีวิตคนเสียสติเช่นคุณหนูสี่ผู้นี้
และจากที่อ่านมานั้น เฉินซือเหมย นางเสียสติเพราะเจอเรื่องร้ายแรงในตอนเด็ก เลยทำให้กลายเป็นคนบ้าที่พูดคนเดียว บางคราคิดว่าจะมีคนมาทำร้าย ที่สำคัญคือกลัวเลือดเอามาก ๆ
“เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดี หิวแล้วใช่หรือไม่ พี่สั่งคนต้มโจ๊กใส่ถั่วแดงของโปรดเจ้าไว้แล้ว ลุกขึ้นมากินหน่อยนะ”
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับอย่างว่าง่าย ซึ่งมันแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก ในสายตาของทุกคนที่เคยเห็นนางมักเอาแต่ใจ ซ้ำยังขี้โวยวาย และชอบพูดจาไปเรื่อย ไม่เว้นแม้แต่กับเก้าอี้ ต้นไม้หรือสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่ผ่านตามาให้เห็น
ทว่ายามนี้ นางกลับดูมีสติและยังเชื่อฟังดี
‘ไยน้องสี่ถึงได้ดูปกติขึ้น หรือเพราะตกน้ำเลยทำให้นางหวาดกลัวจนกลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายไป’ หยวนซีนึกในใจ
พลางเดินขนาบข้างพานางมาที่โต๊ะกลางห้อง สายตาก็จับจ้องน้องสาวอย่างคนระมัดระวัง ยิ่งซือเหมยนิ่งยิ่งอันตราย
ด้านคนที่เพิ่งเกิดใหม่ ก็กำลังพยายามรักษากิริยาไม่ให้ถูกจับผิด โดยที่นางก็ไม่รู้เลยว่าการกระทำที่ดูปกติของตนเองนั่นแหละ คือจุดเด่นที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้องในยามนี้
คนเสียสติ กลายเป็นคนสงบนิ่ง ใครเห็นก็ต้องฉงนทั้งนั้น
ในขณะที่หยวนซีกำลังจะยอบกายนั่งตามน้องสาว คนสนิทก็ส่งสัญญาณด้วยเสียงผิวปาก ทำให้ร่างสูงต้องชะงักแล้วเหยียดตัวตรง “เจ้ากินไปนะ พี่รองจะออกไปทำธุระประเดี๋ยวจะกลับมา”
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับเสียงพร่าเบา ก่อนจะหันมาสนใจถ้วยข้าวที่วางอยู่ตรงหน้า ซึ่งมีควันหอมลอยขึ้นมา
กระทั่งกินเสร็จพี่ชายที่เดินออกไปก็ยังไม่กลับมา ทว่านางหาได้ใส่ใจเขาไม่ ซือหลินในร่างของหญิงสาวที่มีใบหน้างดงาม กลับสั่งสาวใช้ให้เตรียมน้ำอาบ เพราะนางรู้สึกเหนียวตัวจะแย่
ซึ่งตามปกติแล้ว คุณหนูสี่ผู้นี้ นอกจากจะเสียสติแล้ว นางยังไม่ชอบเข้าใกล้น้ำด้วย เวลาอาบก็จะให้สาวใช้ตักอาบให้เท่านั้น
แต่วันนี้นางกลับสั่งให้ตักน้ำใส่อ่างเพราะต้องการลงแช่น้ำ ซึ่งคำสั่งนี้ มันไม่เคยมีเลยนับตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อสิบสามปีก่อน
ซือหลินมองร่างอรชรที่ไร้อาภรณ์ปกปิด พลางยิ้มกริ่มอย่างปลื้มปีติ “ถึงเธอจะเป็นคนเสียสติ แต่หน้าตาและรูปร่างเธอถือว่าเลิศเป็นอันดับหนึ่งเลยนะซือเหมย” นางพึมพำกล่าวชมเจ้าของร่าง พลางยกมือขึ้นมาลูบตามเนื้อตัวที่ดูผุดผ่องและเนียนนุ่มมาก
“คุณหนู ท่านจะไม่ให้เราอยู่ช่วยจริง ๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ซึ่งทั้งสองยืนอยู่ด้านนอกตามคำสั่ง
“ไม่ต้อง แค่อาบน้ำเอง รอข้าใส่เสื้อผ้าแล้วค่อยเข้ามา” เพราะไม่คุ้นชินกับการเปลื้องผ้าต่อหน้าคน ซือหลินจึงรีบปฏิเสธ
“ใครจะบ้าแก้ผ้าให้คนอื่นดู ถึงสองคนนี้จะเคยเห็นก็เถอะ” นางพึมพำก่อนจะหันมาสนใจรูปร่างเย้ายวนของตนต่อ ปากก็พร่ำไปเรื่อย “ดีจังที่ได้มาอยู่ในร่างคุณหนูสี่ เสียก็แค่สติไม่ดี แต่เอ๋… แบบนี้ถ้าเราทำอะไรผิดก็ไม่มีใครถือสาไม่ใช่เหรอ เพราะว่าเราบ้าไง” พูดกับตัวเองแล้ว ซือหลินก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจออกมา
คนที่ยืนรออยู่ด้านนอกถึงกับรีบเอ่ยกับสาวใช้ทั้งสองว่า
“พวกเจ้าต้องดูแลคุณหนูสี่ให้ดี ข้าว่านางน่าจะอาการหนักกว่าแต่ก่อนมาก คอยระวังให้ดีเข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะคุณชายรอง” สาวใช้ทั้งสองรีบรับคำทั้งที่หวาดหวั่น
ซือหลินที่บัดนี้ต้องสวมบทเป็นซือเหมย ฮัมเพลงจากยุคปัจจุบันอย่างอารมณ์ดี ความเย็นเยียบจากผืนน้ำที่เคยพรากชีวิต บัดนี้กลับเจือจางด้วยไออุ่นหอมกลิ่นกลีบกุหลาบ
นางกวักน้ำลูบไล้ผิวพรรณที่นุ่มลื่นราวกับแพรไหมอย่างหลงใหล เพราะในยุคปัจจุบันซือหลินไม่เคยได้ดูแลตัวเองเลย
เมื่ออาบน้ำจนพอใจ นางก็คว้าผ้ามาเช็ดตัวจนแล้วเสร็จ ก่อนจะมองไปยังกองอาภรณ์ที่วางอยู่บนโต๊ะริมฝาผนัง
“ใส่ยังไงล่ะเนี่ยะ ทำไมหลายชิ้นจัง” นางพึมพำพร้อมกับหยิบขึ้นมาดู เสียงถอนหายใจจึงดังขึ้นมา จากนั้นนางก็รีบเอาผ้ามาห่อตัวแล้วร้องเรียกสาวใช้ “พวกเจ้าเข้ามาแต่งตัวให้ข้าที”
สาวใช้ทั้งสองรีบกุลีกุจอเข้ามา ทว่าพวกนางกลับต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นนายของตนเอาผ้าห่อตัวจนเหลือเพียงไหล่ขาว
ใบหน้าพริ้มเพราเผยยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ มือหนึ่งถือหวีไม้ อีกมือพยายามจะเอาดอกกุหลาบเปียกน้ำมาทัดหู
“คุณหนู ไยท่านถึงห่อตัวไว้เช่นนี้เจ้าคะ” เสี่ยวจูเอ่ยพลางเดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้าหวาดหวั่นที่เห็นชัดเจน
ซือเหมยเอียงคอทำตาใสซื่อ แกล้งกดเสียงให้ดูเล็กแหลมให้เหมือนคนเสียสติ “เสี่ยวจู ข้าปักดอกไม้ไว้เช่นนี้ งามหรือไม่”
“งะ…งามเจ้าค่ะ” สาวใช้รีบตอบเอาใจ
ก่อนที่ทั้งคู่จะรีบมาช่วยกันสวมใส่อาภรณ์ให้ผู้เป็นนาย ซึ่งนางไม่ยอมให้ถอดผ้าที่พันตัวไว้ออก ให้รอจนกว่าจะสวมชุดทับเสียก่อน ทั้งคู่จึงต้องทำตามอย่างทุลักทุเล จนเสร็จเรียบร้อย
หลังจากแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนทรงแขนกว้าง ซือเหมยก็เดินลิ่ว ๆ ออกจากเรือนพัก ท่าทางการเดินของนางดูแปลกไป จากเดิมที่มักจะเดินก้มหน้าก้มตา
วันนี้กลับเดินอกผายไหล่ผึ่ง ทว่าบางจังหวะก็กระโดดขาเดียวพร้อมกับพึมพำบทสวดอาคมที่จำมาจากหนังจีนคอมเมดี้
“โอม... มะลุกกุ๊กกู๋ จงรักจงหลง ใครส่งโจ๊กถั่วแดงมาให้ข้า ขอให้สวยขอให้รวย โอมเพี้ยง! จงมา จงมา”
