2.อยู่ในนิยาย
ซือหลินยังคงนิ่งงัน มองใบหน้าจิ้มลิ้มเจ้าของร่างที่น่ารักและสวยหวานเอามาก ๆ ถึงตอนนี้จะดูซูบซีดไปบ้างก็เถอะ
‘เรื่องจริงเหรอ ที่ฉันมาอยู่ในร่างคนอื่น’ เธอพึมพำ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองที่มีความต่างจากตัวตนในโลกปัจุบันมาก
ตัวเธอในโลกก่อน ถึงจะเรียนเก่ง กลับไม่ได้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เรียกว่าแทบไม่มีใครสนใจเลยก็ว่าได้
ซือหลินในโลกปัจจุบัน สวมแว่นตาไม่เคยถอด น้ำหนักก็ผอมแห้งไม่มีน้ำมีนวล เพราะเธอเรียนหนักจนไม่สนใจดูแลตัวเอง
ซึ่งเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ก็ไม่ต่างไปจากเธอนัก
แต่เจ้าของร่างนี้ กลับมีผิวพรรณผุดผ่อง ขาวเนียนดูสะอาดตา แม้แต่ร่องรอยจุดด่างดำสักเม็ดก็ไม่มีให้เห็น
พอสัมผัสก็เนียนลื่น นุ่มนวลดุจแพรไหม เรียกว่าเป็นร่างกายที่แสนเพอร์เฟคที่ผู้หญิงทุกคนอยากได้เลยล่ะ
“น้องสี่เจ้าเป็นอะไรไป ไยนิ่งเช่นนี้เล่า อย่าทำพี่รองตกใจสิ”
พี่ชายตัวโตเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง พลางมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล จนซือหลินรู้สึกผิด
‘เขาคือพี่ชายเจ้าของร่างสินะ ผู้หญิงที่เพิ่งออกไปก็พี่สาว เราควรต้องพูดอะไรหน่อย เพื่อให้เขาเลิกเป็นห่วง’
“เอ่อ…ฉัน ไม่สิ…ข้าแค่ตกใจนิดหน่อย ท่านพี่ อย่าใส่ใจเลย ข้าอยากพัก ท่านพี่ช่วยออกไปก่อนได้หรือไม่” นางพยายามกล่าวถ้อยคำตามแบบฉบับนิยายหรือซีรี่ย์ที่เคยดูมา
เพื่อให้มันเข้ากับสถานการณ์มากที่สุดนั่นเอง
หยวนซีมองน้องสาวอย่างชั่งใจเพียงครู่ “ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าพักเถิดนะ ประเดี๋ยวค่ำ ๆ พี่จะแวะมาใหม่ ทว่าไยเจ้าถึงเรียกท่านพี่เช่นนี้เล่า ไยไม่เรียกพี่รองเช่นแต่ก่อน มาท่านพี่อะไรกัน”
“ขะ…ข้าต้องเรียกพี่รองหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ปกติคุณหนูจะเรียกพี่สาวพี่ชายตามลำดับ ส่วนท่านพี่เขาเอาไว้ใช้กับคนที่แต่งงานกันเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงอธิบาย
พลางหันไปมองหน้าคุณชายรองที่เผยความกังวลชัดเจน
“ดูท่าสติของน้องสี่จะแย่ลงกว่าเดิม แม้แต่คำเรียกข้ายังลืมสิ้น พี่รองว่าเจ้าควรให้หมอตรวจอีกสักรอบนะน้องสี่”
“ไม่ ๆ ข้าสบายดีเจ้าค่ะ ข้าก็แค่หลงลืมไปบ้างก็เท่านั้น คุณ…เอ่อ…พี่รองออกไปเถิด ข้าจะนอนพัก” ซือหลินรีบไล่
ขืนให้อยู่นานกว่านี้ นางต้องหลุดอะไรไปอีกแน่
“ได้ ๆ เช่นนั้นเจ้านอนพักนะ” หยวนซีรีบตัดบทเช่นกัน เพราะเกรงน้องสาวจะหงุดหงิดแล้วอาละวาดเช่นที่ผ่าน ๆ มา
ซือหลินพยักหน้าและเผยยิ้มบางให้เขาซึ่งปกติเจ้าของร่างไม่เคยทำ แม้พี่ชายจะดีมากแค่ไหนนางก็ยังเอาแต่ใจ พอประตูปิดลง นางก็หันไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงมุมซึ่งมีท่าทางหวาด ๆ
“เธอ…เอ่อ…เจ้าสองคน เป็นสาวใช้ของข้าใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวชิงเอ่ยตอบพลางลอบกลืนน้ำลาย
“มาตรงนี้ที ข้ามีเรื่องจะถาม” มือขาวซีดเพราะแช่น้ำนานกวักเรียก ทว่าทั้งคู่กลับมีท่าทางลังเลไม่กล้าก้าวเข้ามา
??...
ซือหลินขมวดคิ้วก่อนจะเริ่มส่งสายตาดุใส่ หมายจะใช้อำนาจคุณหนูของจวนเข้าข่มเล่น ๆ ทว่า!
บ่าวทั้งสองกลับรีบคุกเข่าลงตรงนั้นเอง
“คุณหนูโปรดเมตตาเถิดเจ้าค่ะ พวกเรากลัวแล้ว”
“หา! อะไรของพวกเจ้า ข้ายังไม่ทันทำอะไรเลยนะ” คิ้วสวยชนกันหนักกว่าเดิม พลางขยับคลานมานั่งที่ข้างเตียง “มานี่ ข้าไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอก บอกแล้วไงว่ามีเรื่องอยากถาม เร็ว ๆ ไม่งั้นจะโดนทำโทษแน่ถ้าชักช้า” ในเมื่อเรียกดีดีไม่มา
ซือหลินเลยใช้วิธีขู่ทั้งคู่เสียเลย และคราวนี้ก็เร็วทันตาเห็น
สาวใช้ทั้งสองรีบคลานมานั่งตรงหน้าทันที
‘ดูท่าเจ้าของร่างจะดุน่าดู บ่าวไพร่ถึงได้กลัวขนาดนี้’ เธอนึกในใจ ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามในสิ่งที่อยากรู้
“นี่คือสมัยไหนและปีอะไร แล้วก็ที่นี่คือตระกูลอะไร ข้ามีพี่น้องกี่คน แล้วพ่อแม่ข้าไปไหน ทำไมเขาไม่มาดูข้า เรื่องพวกนี้พวกเจ้าบอกข้ามาให้หมด พอดีว่าข้าจำอะไรไม่ได้เลย”
สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่เสี่ยวจูจะเอ่ยว่า
“ปกติคุณหนูก็จำอะไรไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ ท่านจำได้แค่คุณชายใหญ่กับคุณชายรองเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็จำได้บางครั้งบางคราวเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยบอกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“หา!! นี่ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ” ซือหลินร้องถามจนบ่าวทั้งสองถึงกับหมอบติดพื้นด้วยความหวาดผวา
“ปะ…เป็นเช่นนี้จริง ๆ เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูย้ำคำ
“พอ ๆ ลุกขึ้นมาพูดดีดี จะกลัวอะไรขนาดนั้นเนี่ยะ” คนจากโลกปัจจุบันเริ่มทำหน้าเบื่อหน่าย เมื่อเห็นสองคนนี้กลัวหัวหด ดูท่าเจ้าของร่าง นอกจากเสียสติแล้ว นิสัยใจคอคงจะร้ายกาจมาก
“บอกเรื่องที่ข้าถามมาให้หมด ข้าอยากรู้” นางเริ่มใช้เสียงดังขู่ เพราะดูเหมือนสองคนนี้จะชินชาอะไรแบบนี้แล้ว
เสี่ยวจูหันมองหน้าเสี่ยวชิง ราวกับกำลังเกี่ยงว่าใครจะเป็นคนพูดดี กระทั่งผู้เป็นนายปรบมือใส่ทั้งคู่จนสะดุ้ง เสี่ยวจูก็เริ่มเอ่ย
“ปีนี้เป็นปีที่ยี่สิบห้าของรัชศกกู่ฮวาเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลเฉิน บิดาคือท่านแม่ทัพเฉินอวี้เหริน มารดานั้นเสียไปตั้งแต่ท่านเกิดแล้ว ส่วนพี่น้องมีกันสามคนเจ้าค่ะ คุณชายรองเฉินหยวนอวี้อายุยี่สิบสามปีกับคุณหนูสามเฉินอวี้หนิงคนเมื่อครู่คือพี่น้องแท้ ๆ ของท่าน ส่วนคุณชายใหญ่มู่หรงอวี้ เป็นบุตรบุญธรรมของท่านแม่ทัพ ที่รับมาเลี้ยงดูตั้งแต่ออกศึกเมื่อสิบห้าปีก่อนเจ้าค่ะ ยามนี้มีอายุยี่สิบแปดปีพอดี ส่วน…”
“ปีที่ยี่สิบห้าของรัชศกกู่ฮวา! แล้วที่นี่ก็คือตระกูลเฉิน จวนเฉินอวี้โหวอย่างนั้นเหรอ” ซือหลินร้องถามเสียงดัง
“จะ…เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูเอ่ยบอกเสียงหวาด ส่วนผู้เป็นนาย กลับหันหนีมานั่งชันเข่าเหยียดยาว พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน
“รัชศกกู่ฮวาปีที่ยิบห้า จวนสกุลเฉิน...คุณหนูสี่ พี่ชายพี่สาวบิดาเป็นท่านโหว มีพี่บุญธรรมชื่อว่ามู่หรงอวี้ นะ…นี่มันตัวละครในนิยายที่เราอ่านยังไม่จบชัด ๆ” นางทวนคำพลางกลืนน้ำลาย เมื่อนึกถึงความเชื่อมโยงซึ่งมันเกี่ยวกับนิยายที่ตนยังอ่านไม่จบ
นิยายพระเอกธงแดง และพระเอกที่ว่าก็คือมู่หรงอวี้ พี่ชายบุญธรรมที่เป็นแม่ทัพใหญ่ของทิศบูรพาในยามนี้
“หรือนี่จะเป็นแค่ความฝัน ความรู้สึกเจ็บที่ว่า ก็อาจจะเจ็บในความฝันก็ได้ หากเราตื่นก็น่าจะกลับไปยังโลกใบเดิม ใช่…ต้องใช่แบบนี้แหละ ฉะนั้นเราต้องนอนจะได้ไปตื่นในโลกเดิม”
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้น มันยากที่จะเชื่อ ซือหลินเลยคิดว่าถ้าลองทำอย่างที่นึก ทุกอย่างอาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้ คิดอย่างนั้นแล้วนางก็หันมาหาสาวใช้ที่นั่งมองอย่างฉงน
“เอ่อ…พวกเจ้ามีสิ่งใดทำก็ไปทำเถิด ข้าจะนอนพักเสียหน่อย” เอ่ยจบ ร่างอรชรก็ขยับมาเอนกายหมายจะนอนอย่างที่พูด
“คะ…คุณหนู ทว่าท่านยังไม่ได้ดื่มยานะเจ้าคะ”
“ยาหรือ? เอามาสิ” ซือหลินตอบรับอย่างว่าง่าย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากสำหรับบ่าวทั้งสองที่อยู่รับใช้มานานมาก
“เสี่ยวชิง รีบไปยกมาเร็ว” เสี่ยวจูรีบบอก พลางขยับลุกขึ้นมาประคองผู้เป็นนายที่พยายามลุกนั่งเองโดยไม่ใช้ใคร
ไม่นานถ้วยยาที่มีควันลอยบาง ๆ ก็ถูกยกมายื่นต่อหน้า และซือหลินก็ยกดื่มอย่างไม่อิดออด ทั้งที่พอเดาได้ว่ามันต้องขม
แต่ในเมื่อที่นี่คือความฝัน ยาในถ้วยมันจะขมสักแค่ไหนกัน อย่างมากก็แค่ประแล่มติดลิ้นเท่านั้นแหละ ทว่า!
“ยี๋! ทำไมมันขมขึ้นคอแบบนี้ล่ะ” ซือหลินแทบจะคายมันใส่ถ้วย แต่ด้วยความเป็นคนเสียดายของนางเลยต้องกลืนจนหมด
ก่อนจะส่งถ้วยให้สาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าที่ยังคงตัวสั่นระริกด้วยความตื่นกลัว “ขมมากก็ไม่บอก” นางตำหนิทั้งคู่ นำพาให้สาวใช้ทั้งสองถึงกับต้องรีบหมอบลงกับพื้นพลางหน้าเสีย
“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู ทางห้องเครื่องน่าจะลืมใส่น้ำผึ้งให้เจ้าค่ะ คุณหนูโปรดเมตตาเราด้วย เราไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ” สองสาวใช้ ผงกศีรษะขึ้นลง จนหน้าผากเริ่มเป็นรอยแดง
“พอ ๆ อะไรของพวกเจ้าเนี่ยะ ที่ข้าตำหนิก็แค่ให้บอกก่อน ไม่ได้จะทำโทษพวกเจ้าสักหน่อย ไป ๆ มีอะไรทำก็ไปเสีย อย่ามากวนข้าจะนอน” ซือหลินโบกมือไล่ ก่อนจะเอนตัวลงตามเดิม
ทว่าใบหน้าเรียบเฉยที่เผยออกมา กลับมีความกังวลมหาศาลซ่อนอยู่ ซึ่งมันเกิดขึ้นทันทีที่นางรับรู้รสขมของยา
หากเป็นฝัน…ความรู้สึกมากมายคงไม่ตีรวนเข้ามาขนาดนี้
‘ที่นี่ไม่ใช่ความฝันสินะ นี่เราตายไปแล้ว ตายจากโลกแห่งความเป็นจริง แล้วมาอยู่ในร่างของหญิงเสียสติ ซึ่งเป็นน้องสาวของพระเอกนนิยายที่เรายังอ่านไม่จบ’ ซือหลินนอนคิดหนัก
