บทที่ 5 คุณหนูตัวร้ายกับพี่ชายทั้งสาม
สีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้ชุยวั่งชูทอดถอนใจออกมา
“เจ้าคิดจะหย่ากับข้า เจ้าไม่คิดถึงชวนเกอ ห่าวเกอและอันเกอแล้วหรือ ยังมีอีอีน้อยของเจ้าอีก เจ้าจะทำใจหย่าขาดจากข้าไปได้จริงๆ หรือ อวิ๋นหรูข้าขอยื่นคำมั่นกับเจ้าเอาไว้ตรงนี้ ข้าจะควบคุมดูแลพวกนางแม่ลูกให้ดีจะไม่ปล่อยให้พวกนางมารบกวนเจ้าอีก ค่าใช้จ่ายของเรือนซวีถงต่อไปนี้ข้าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ตัดขาดพวกนางกับจวนหลักของเจ้าไปเลยดีหรือไม่” เมื่อชุยวั่งชูเอ่ยเช่นนี้เสิ่นอวิ๋นหรูจึงได้เอ่ยขึ้นมาในทันที
“ก่อกำแพงกั้นให้ข้าด้วย ข้าไม่อยากให้ลูกของข้าไปข้องแวะกับคนเช่นพวกนางอีก” เมื่อเสิ่นอวิ๋นหรูเอ่ยเช่นนี้ชุยวั่งชูก็รีบพยักหน้าในทันที
“ได้ข้าจะก่อกำแพงขั้นตัดขาดพวกนางกับเรือนหลักของเจ้าไปเลย” เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนี้เสิ่นอวิ๋นหรูจึงได้ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
ดวงหน้าที่ยังคงงดงามอยู่ของนางทำให้ชุยวั่งชูรู้สึกใจหาย เมื่อหันไปมองเฉินเวินเหนียงที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีหยาดน้ำตานองใบหน้าของนางแล้ว เขาก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย
เขากับเสิ่นอวิ๋นหรูไม่มีทางกลับไปเป็นสามีภรรยาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ต่อไปได้แล้ว ส่วนเฉินเวินเหนียงที่เขาเคยมองว่านางสง่างาม บริสุทธิ์ผุดผ่องดังแสงจันทร์ ยามนี้เขาเป็นเพียงแต่แสงหิ่งห้อยที่เปล่งแสงงดงามเพียงเล็กน้อยในยามค่ำคืนแต่ในยามกลางวันกลับเป็นแค่เพียงแมลงตัวน้อยที่ทั้งน่ารำคาญและน่ารังเกียจ
ส่วนเฉินเวินเหนียงยามนี้ในใจของนางกลับได้รับความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีนางตั้งใจจะมาสร้างความปั่นป่วน ทำให้ฮูหยินของจวนอย่างเสิ่นอวิ๋นหรูได้รับความสะเทือนใจ แต่ยามนี้นางกลับได้รับความสะเทือนใจไปเสียเอง ไม่เพียงถูกตำหนิและถูกลงโทษ ยามนี้นางกลับกำลังจะถูกกันออกไปจากเรือนหลัก หากมีการก่อกำแพงกั้นอาณาเขตขึ้นมาจริงๆ นางและลูกคงทำได้แค่เพียงเข้าออกประตูเล็กทางด้านหลัง นอกจากได้ฐานะอนุของจวนเสนาบดีแล้วนางกับลูกก็มีชีวิตไม่แตกต่างจากตอนที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวนเลยสักนิด
เมื่อเห็นว่าเสิ่นอวิ๋นหรูไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจอีกเขาก็สั่งให้คนนำตัวเฉินเวินเหนียงไป เขาหันไปมองหน้าเสิ่นอวิ๋นหรูอีกครั้งตั้งใจว่าจะหาคำพูดดีๆ มาเอ่ยกับนางสักประโยค แต่กลับไม่สามารถสรรหาคำพูดใดๆ มาเอ่ยกับนางได้ นางคือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเกรงใจจนทำอันใดไม่ถูก แม้แต่ยามอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้เขายังไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจได้เท่าตอนที่อยู่กับนาง
สุดท้ายชุยวั่งชูก็ทอดถอนใจออกมาแล้วเดินไปที่ห้องหนังสือของตนเอง ตั้งใจว่าหลังจากนี้เขาจะกักตนอยู่แต่ในห้องหนังสือ นอกจากออกไปทำงานและออกไปสังสรรค์แล้ว เขาจะไม่หาเรื่องใส่ตัวด้วยการออกไปเผชิญหน้ากับสตรีทั้งสองของเขาจนทำให้เขาต้องวุ่นวายใจอีก
“ท่านแม่ การหย่าก็นับว่าดีนะเจ้าคะ” อยู่ๆ ชุยชิงอีก็เอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ทำให้เสิ่นอวิ๋นหรูรีบส่ายหน้าในทันที
“กว่าจะทำให้คนไม่ได้ความเช่นเขาขึ้นมาเป็นอัครเสนาบดีแห่งแคว้นได้ ท่านตาของเจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดเจ้าไม่รู้หรอก ท่านตาของเจ้าไม่ได้ทำเพื่อเขาแต่ทำเพื่อพวกเรา ดังนั้นแม่จะทอดทิ้งความพยายามทั้งชีวิตของท่านตาไปไม่ได้”
“แต่ท่านแม่ต้องทนทุกข์ใจเช่นนี้ หากท่านตารู้จะต้องปวดใจมากแน่ๆ” คำพูดของชุยชิงอีทำให้เสิ่นอวิ๋นหรูหัวเราะออกมา
“พอไม่แย่งชิงไม่ริษยาจิตใจที่เคยมีกองไฟสุมอยู่ก็ดับมอดลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกข์ใจหรือไม่ก็ย่อมจะมีบ้างถึงอย่างไรแม่กับเขาก็ใช้ชีวิตคู่มาด้วยกันมามากกว่าสิบห้าปีแล้ว ตำแหน่งเสนาบดีนี้ท่านพ่อของเจ้าจะรักษาเอาไว้ได้นานสักเพียงใดแม่ไม่รู้ แต่ความมั่งคั่งและเส้นสายของสกุลชุยทำให้แม่ไม่อาจจะละทิ้งไปได้จริงๆ”
คำพูดของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้ชุยชิงอีเลิกคิ้วขึ้น นางเหลือบตาไปมองสาวใช้รอบกายก็พบว่าพวกนางเว้นระยะห่างออกจากพวกนางสองแม่ลูกไปนานแล้ว นางจึงได้ถอนใจออกมาด้วยความโล่งใจ ในชาติก่อนมารดาของนางไม่ใช่คนที่พูดจาเปิดเผยเช่นนี้ ทุกครั้งที่เปิดปากพูดกับนางมีแค่เพียงการขู่เข็ญและการบังคับ เป้าหมายของมารดาคือการเอาชนะสองแม่ลูกจากเรือนซวีถง มารดาของนางอยากให้นางแย่งยิ่งความรักใคร่โปรดปรานจากบิดาให้มากเข้าไว้ กดดันให้ชุยชิงหว่านไม่อาจจะตีเสมอฐานะของนางได้ แต่ชาตินี้มารดาของนางกลับมีมุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
“ในฐานะที่แม่เป็นฮูหยินของสกุลชุย ย่อมจะต้องเสพสุขจากทรัพย์สมบัติอย่างเต็มที่ และต้องทำให้แน่ใจว่าลูกๆ ของแม่จะได้รับสืบทอดทรัพย์สมบัติจากสกุลชุยทั้งสี่คน เพียงเท่านี้แม่ก็พึงพอใจแล้ว” คำพูดของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้ชุยชิงอียิ้มออกมาแล้วยื่นมือไปจับมือของนางเอาไว้
“ท่านแม่! ข้ารักท่านที่สุดเลย ท่านพี่ทั้งสามก็รักท่านด้วย” คำพูดของชุยชิงอีทำให้เสิ่นอวิ๋นหรูพยักหน้าพลางจับมือของบุตรสาวเอาไว้แน่น
“เมื่อก่อนแม่รังเกียจท่าทางเกียจคร้านของเจ้า คิดกังวลแต่ว่าเจ้าจะไม่ทัดเทียมคุณหนูจากสกุลอื่น แต่ยามนี้แม่รู้แล้วว่าแข่งขันกันไปก็ไม่มีประโยชน์ เป้าหมายของสตรีทุกคนคือคู่หมายที่ดี เพียงแต่คู่หมายที่ดีหายากเย็นเสียยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แทนที่จะตั้งความหวังว่าจะมีความสุขในวันหน้า มิสู้เจ้าหาความสุขใส่ตัวไปเสียตั้งแต่วันนี้เลยดีกว่า เรื่องความรู้ความสามารถค่อยๆ เรียนรู้ไปก็ได้ แต่ความสุขสามารถหาได้เลยตั้งแต่วันนี้”
เมื่อเสิ่นอวิ๋นหรูเอ่ยเช่นนี้ชุยชิงอีก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วจึงได้เอ่ยออกมาเสียงเบา “ยามนี้ท่านแม่ก็สามารถหาความสุขให้ตนเองได้นะเจ้าคะ สมุดบัญชีที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากเหล่านั้น ลูกจะช่วยท่านแม่สะสางทุกวัน วันละสองชั่วยามดีไหมเจ้าคะ แล้วหลังจากนั้นพวกเราจะได้มีเวลาว่างมานอนอาบแดดด้วยกัน”
“เจ้าอีอีตัวน้อยของแม่ เจ้าทำบัญชีเป็นแล้วเช่นนั้นหรือ” คำถามของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้ชุยชิงอีหัวเราะออกมาในทันที
“ลูกเป็นหลานสาวของท่านราชครูเสิ่นเชียวนะเจ้าคะ พี่ชายทั้งสามยังเป็นอัจฉริยะน้อยของสกุลชุยอีก แค่ทำบัญชีจะยากเย็นเกินความสามารถของลูกไปได้อย่างไรกัน ยังมีท่านแม่คอยช่วยชี้แนะลูกด้วย รับรองว่าได้เลยว่าลูกจะทำบัญชีได้รวดเร็วและถูกต้องเสียยิ่งกว่าท่านแม่เสียอีก”
“ตัวเท่านี้ก็รู้จักคุยโม้โอ้อวดเสียแล้ว” เสิ่นอวิ๋นหรูเอ่ยพลางหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสดชื่นแจ่มใสของพวกนางดังลั่นไปทั่วทั้งลานบ้าน ทำให้ชุยชีชวน ชุยชีห่าว และชุยชีอันที่พึ่งจะเดินเข้ามาในลานบ้านพลอยรู้สึกดีตามพวกนางไปด้วย
ภายหลังพอพวกเขาได้รับฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่อนุจากเรือนซวีถงมาก่อกวนในลานบ้านพวกเขาก็ยังคงยิ้มได้ ส่วนชุยชีชวนที่ในยามนี้มีอายุสิบห้าปีแล้วและเขาอยู่ในสำนักฮั่นหลิงได้อย่างมั่นคงแล้วจึงได้เอ่ยออกมาว่า
“ในเมื่อเงินสามสิบตำลึงนั้นท่านพ่อบอกว่าเป็นของเขา ดังนั้นคนที่ได้เงินสามสิบตำลึงนั่นไปพวกเราก็ไม่ควรจะปล่อยให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีนัก” เมื่อพี่ชายคนโตเอ่ยเช่นนี้ชุยชิงอีก็พยักหน้า เพราะเชื่อมั่นในฝีมือการวางแผนทำร้ายคนของพี่ชาย แม้ว่าจะอายุน้อยถึงเพียงนี้แต่เส้นสายและคนที่ทำงานภายใต้การควบคุมของชุยชีชวนกลับเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถมากกว่าคนของบิดาเสียอีก
