บทที่ 3 อนุของบิดา
ยิ่งคิดถึงสามีเสิ่นอวิ๋นหรูก็ยิ่งปวดใจ แม้จะรู้ดีว่าบุตรสาวมีอายุแค่เพียงสิบปี แต่ช่วงหลายเดือนมานี้คนที่นางสามารถปรับทุกข์ได้ก็มีแค่เพียงชุยชิงอีผู้เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางเท่านั้น
“พวกนางเข้ามาอยู่ในจวนได้สามเดือนแล้ว แม่ทำตามคำแนะนำของเจ้าไม่ยอมรับชุยชิงหว่านเข้ามาเป็นบุตรสาวภายใต้ชื่อของตนเอง ยอมให้เฉินเวินเหนียงผู้นั้นเข้าจวนมาในฐานะอนุชั้นต่ำ จัดเรือนให้นางพักอาศัยอยู่ท้ายจวน เรื่องที่เจ้าเคยบอกว่าทำเช่นนี้จะสามารถจัดการพวกนางได้ง่ายกว่า แต่แม่กลับมองไม่เห็นลู่ทางว่าจำกำจัดพวกนางได้เลย”
เสิ่นอวิ๋นหรูลืมตาขึ้นมาแล้วเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลายปีมานี้นางไม่เคยบีบบังคับบุตรสาวได้เลย นอกจากจะบีบบังคับบุตรสาวไม่ได้แล้วทุกการกระทำของนางในช่วงนี้ยังเป็นบุตรสาวของนางคอยชี้นำให้นางทำตามเสียมากกว่า
ภายใต้ท่าทีเฉื่อยชาของชุยชิงอีคือความร้ายกาจที่แม้แต่บิดาของนางยังเคยยกย่อง เขาบอกกับนางว่าบุตรสาวของนางผู้นี้มีความสามารถเหนือกว่าบุตรชายทั้งสามของนาง หากตั้งใจศึกษาหาความรู้อาจจะเก่งกาจเหนือกว่าเขาเสียอีก
เดิมทีนางเคยคิดว่าจะให้ชุยชิงอีเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่ ท่องสี่ตำรา ห้าคัมภีร์เอาไว้เพื่อประดับความรู้ คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้เคี่ยวเข็ญบุตรสาวผู้ชื่นชอบการกินแล้วก็นอนของนางจะมีความเชี่ยวชาญทุกสิ่งที่นางสั่งให้เรียนรู้มากกว่านางและบุตรชายผู้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะน้อยทั้งสามของนาง
“ท่านแม่อย่าพึ่งร้อนใจไปเลย ลูกเคยบอกกับท่านแม่แล้วว่าอสรพิษที่เต็มไปด้วยความริษยาอย่างพวกนางไม่มีทางเก็บหางเอาไว้ได้นานหรอก ขอแค่พวกเราใช้ชีวิตดีกว่าพวกนาง ยิ่งพวกเราดูมีความสุขมากเท่าไหร่พวกนางก็จะยิ่งรู้สึกทุกข์ร้อนมากเท่านั้น ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานพวกนางก็จะเผยสันดานต่ำช้าให้ท่านพ่อเห็นแล้ว” ชุยชิงอีเอ่ยพลางลืมตาขึ้นมาแล้วหันมาจ้องมารดาของตนเองด้วยความรักใคร่
มารดาของนางในยามนี้แตกต่างจากชาติที่แล้ว ไม่ได้ถูกความแค้นและความริษยาบดบังนัยน์ตาจนกลายเป็นคนอมทุกข์ดังเช่นในชาติก่อน พอไม่อมทุกข์แล้วใบหน้าก็อิ่มเอิบและสดใส คนงามที่ยิ่งมองก็ยิ่งมีความงามอย่างเช่นมารดาของนาง สตรีที่เต็มไปด้วยความริษยาอย่างเฉินเวินเหนียงย่อมไม่มีทางอยู่เฉยแน่
“ฮูหยินเจ้าคะ อนุเฉินมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ” คำพูดของสาวใช้ทำให้ชุยชิงอีลืมตาขึ้นมามองมารดา เมื่อเห็นว่ายามนี้มารดาของตนเองแต่งกายดูดีอยู่เสมออย่างที่นางเคยแนะนำ นางก็ผงกศีรษะแล้วเอ่ยตอบสาวใช้แทนมารดาของนาง
“ปล่อยให้นางเข้ามาเถิด ยามนี้ท่านแม่ของข้ากำลังอารมณ์ดี อย่าลืมกำชับนางว่าอย่าได้ล่วงเกินท่านแม่ ฮูหยินจวนอัครเสนาบดีไม่ใช่คนที่อนุชั้นต่ำเช่นนางจะมาล่วงเกินได้”
คำพูดของชุยชิงอีทำให้สาวใช้ผู้มีนางว่าชุ่ยซูยิ้มออกมาในทันที “บ่าวจะตักเตือนนางเองเจ้าค่ะ” เมื่อชุ่ยซูเอ่ยจบก็เดินไปยังบริเวณที่สาวใช้สกัดกั้นเฉินเวินเหนียงเอาไว้
ชุยชิงอีหันไปส่งสัญญาณให้ชุ่ยผิงและสาวใช้อีกสองคนเข้ามาปรนนิบัตินางและมารดา คนหนึ่งช่วยรินน้ำชา ส่วนอีกสองคนช่วยพัดวีอย่างเอาใจใส่ ยามที่เฉินเวินเหนียงเดินเข้าเรือนมาจึงได้เห็นว่าพวกนางสองแม่ลูกกำลังนั่งอาบแดดจิบชา แทะเมล็ดแตงอย่างมีความสุข ข้างกายมีสาวใช้คอยปรนนิบัติดูแลแตกต่างชีวิตในเรือนซวีถงของเฉินเวินเหนียงและบุตรสาวมากยิ่งนัก
“ข้าน้อยขอคารวะฮูหยินเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานใสท่วงท่านอบน้อมทั้งดูบอบบางและดูอ่อนแอของเฉินเวินเหนียงทำให้ทั้งชุยชิงอีและเสิ่นอวิ๋นหรูต่างก็ยิ้มออกมาอย่างเย็นชา
“เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดหรือ” เสิ่นอวิ๋นหรูเอ่ยถามพลางรับถ้วยชาจากสาวใช้ขึ้นมาเป่าฟองน้ำชาเบาๆ แล้วจิบชาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยความสง่างาม
“ข้าอยากจะมาขอเบิกเงินค่าใช้จ่ายภายในเรือนเพิ่มเจ้าค่ะ” คำพูดของเฉินเวินเหนียงทำให้เสิ่นอวิ๋นหรูจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชาในทันที
“พวกเจ้าสองแม่ลูกมีสิ่งใดให้ต้องจับจ่ายใช้สอยมากมายนัก สาวใช้ของข้ายังทำตัวมีประโยชน์มากกว่าพวกเจ้าเสียอีกแต่เบี้ยหวัดของพวกนางในแต่ละเดือนกลับไม่สามารถเทียบเท่าเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนกึ่งหนึ่งของพวกเจ้าสองแม่ลูกเลย”
คำพูดของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้เฉินเวินเหนียงมีสีหน้าไม่พอใจในทันทีแต่แล้วนางก็บิดผ้าเช็ดหน้าแน่นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงโอ้อวด
“ฮูหยิน จะพูดว่าข้าทำตัวไม่มีประโยชน์ไม่ได้นะเจ้าคะ ข้าต้องคอยปรนนิบัติท่านเสนาบดีทุกค่ำคืน แต่ละคืนท่านเสนาบดีก็เรียกหาน้ำตั้งหลายครั้ง ยังมีลูกสาวของข้าที่แม้ว่าอาจจะไม่สูงส่งเทียบเท่าคุณหนูใหญ่แต่ถึงอย่างไรก็นับว่าเป็นคุณหนูคนหนึ่งของจวน ต้องฝึกฝนและต้องเรียนรู้ ดังนั้นจึงต้องว่าจ้างอาจารย์จากข้างนอกมาสั่งสอน จ้างอาจารย์ก็ต้องใช้เงิน แต่ฮูหยินมอบเงินค่าใช้จ่ายให้พวกเราเพียงเท่านี้มันไม่พอหรอกเจ้าค่ะ” คำพูดของเฉินเวินเหนียงทำให้เสิ่นอวิ๋นหรูพลันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยแรงอารมณ์ในทันที
“คุณหนูใหญ่ก็นั่งอยู่ตรงนี้เหตุใดเจ้าจึงได้เอ่ยถึงเรื่องในห้องหับของเจ้าได้อย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” เสิ่นอวิ๋นหรูตวาดออกมาด้วยความไม่พอใจ แต่ชุยชิงอีกลับยื่นมือไปเหนี่ยวรั้งชายแขนเสื้อของมารดาเอาไว้แล้วเอ่ยวาจาปลอบโยนมารดาของนางด้วยน้ำเสียงอันใสซื่อ
“ท่านแม่ไม่ต้องมีโทสะหรอกเจ้าค่ะ ต่อไปท่านก็เพิ่มเงินให้นางหน่อยก็แล้วกัน คิดเสียว่าช่วยท่านพ่อลดเงินค่าใช้จ่ายไม่ต้องแอบไปผ่อนคลายอารมณ์ตามหอคณิกา และไม่ต้องเอาเงินไปจับจ่ายซื้อหาความสุขกับสตรีข้างนอก เพียงแต่สิ่งที่ข้าคิดไม่ถึงก็คือคนอย่างอนุเฉินต้องคอยนั่งนับการเรียกหาน้ำของท่านพ่อเพื่อจะได้มาเรียกร้องเงินทองกับท่านแม่ นางทำตัวเช่นนี้แทบจะไม่ต่างกับการที่ท่านพ่อเลี้ยงดูหญิงคณิกาในบ้านเลยนะเจ้าคะ” คำพูดของชุยชิงอีทำให้เฉินเวินเหนียงส่งเสียงกรีดร้องออกมาในทันที
“คุณหนูใหญ่ ท่านจะพูดจาดูหมิ่นข้าเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ข้าก็แค่พูดตามคำพูดของเจ้า ข้าดูหมิ่นเจ้าตรงไหนหรือ” ชุยชิงอีเอ่ยออกมาแล้วจึงได้หันไปเอ่ยกับเสิ่นอวิ๋นหรูด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ
“ทั้งๆ ที่นางก็พูดเองแท้ๆ เหตุใดยามนี้นางจึงได้มาต่อว่าข้าหาว่าข้าดูหมิ่นนาง ท่านแม่ต้องมอบความยุติธรรมให้ลูกนะเจ้าคะ” เมื่อชุยชิงอีเอ่ยจบก็ขยิบตาให้มารดาของนางในทันที
“ชุ่ยซูตบปากอนุเฉินให้ข้ายี่สิบครั้งโทษฐานที่นางไม่ระวังคำพูด” เมื่อเสิ่นอวิ๋นหรูเอ่ยจบชุ่ยซูก็ส่งสัญญาณให้สาวใช้รุ่นเล็กจับตัวเฉินเวินเหนียงเอาไว้แล้วนางก็ลงมือตบเฉินเวินเหนียงด้วยแรงทั้งหมดที่มี
“ตบครั้งที่หนึ่ง ตบครั้งที่สอง ตบครั้งที่สาม...” ชุ่ยผิงที่อยู่ข้างกายของชุยชิงอีส่งเสียงนับด้วยความเบิกบานใจ เสียงฝ่ามือที่กระทบกับใบหน้าเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดของเฉินเวินเหนียงทำให้ ฝีเท้าที่กำลังจะเดินผ่านลานบ้านของชุยวั่งชูชะงักฝีเท้าแล้ววกกลับมาที่ลานบ้านในทันที
“เกิดอะไรขึ้น!” เมื่อเสียงของเขาดังขึ้นก็พอดีกับที่ชุ่ยซูตบเฉินเวินเหนียงครบยี่สิบครั้งพอดี นางจึงก้าวเท้าถอยหลังไปยืนด้านหลังของเสิ่นอวิ๋นหรูด้วยใบหน้าราบเรียบ
“นายท่าน โฮ โฮ นายท่าน ท่านต้องมอบความเป็นธรรมให้แก่ข้านะเจ้าคะ” เสียงร้องไห้อย่างหมดสภาพของเฉินเวินเหนียงทำให้ชุยวั่งชูรีบก้มลงไปดึงนางให้ลุกขึ้นแล้วหันมาเอ่ยถามเสิ่นอวิ๋นหรูในทันที
“เหตุใดนางจึงได้ถูกตบ อวิ๋นหรูที่ผ่านมาเจ้าไม่ใช่คนที่ชอบรังแกผู้อื่น แล้วเหตุใดยามนี้เจ้าจึงได้ลงมือกับเวินเหนียงกันเล่า”
