บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ชีวิตที่ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ชีวิตใหม่ของชุยชิงอีทำให้นางจำต้องทอดถอนใจอีกครั้ง นางยังคงกลับมาเกิดใหม่ในจวนสกุลชุยเช่นเดิม กับท่านพ่อคนเดิมและท่านแม่คนเดิม ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่สกุลชุยที่มีความงามตั้งแต่แรกเกิดคนเดิม สิ่งเดียวที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือนางพกพาความทรงจำในชาติก่อนมาด้วย

“เพราะไอ้เวรนั่นแท้ๆ ข้าจึงไม่ได้ดื่มน้ำแกงลืมเลือน และเป็นเพราะเขาข้าจึงได้หันหลังกลับไป คงเป็นเพราะข้าหันหลังกลับไปจึงทำให้ข้าได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมเช่นนี้” เสียงก่นด่าของชุยชิงอีกลายเป็นเสียงร้องไห้โยเยของเด็กทารก ตอนที่นางถูกมารดาอุ้มขึ้นมาตบก้นเบาๆ เอ่ยวาจาปลอบโยนอย่างเอาใจใส่ทำให้นางเงียบเสียงลง เหลือแค่เพียงหยาดน้ำตาที่ยังคงไหลรินลงมาเพียงเท่านั้น

“ท่านแม่” นางอยากจะเอ่ยปากเรียกคำนี้ออกมาให้มารดาของนางได้ยินเหลือเกิน ในปีที่นางมีอายุสิบขวบบิดาของนางก็พาคนรักในวัยเด็กของเขาเข้าจวนมา ความอ่อนโยนของมารดาที่เคยมีต่อนางก็พลันจางหายไป เหลือแค่เพียงความคาดหวัง ความกดดันและการบีบบังคับ ทำให้ความรักใคร่เอ็นดูที่มารดาของนางเคยมีต่อนางจางหายไป

แต่ยามนี้เมื่อได้กลับมาสัมผัสอ้อมอกอันอบอุ่นของมารดาอีกครั้ง สายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของมารดา ทำให้ชุยชิงอีหลับตาลงแล้วซุกใบหน้าที่ยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของตนเองเข้าไปในอ้อมอกอันอบอุ่นเพื่อซึมซับความอบอุ่นที่นางโหยหามาโดยตลอดอีกครั้ง

มารดาของชุยชิงอีคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของราชครูเสิ่น มีนามว่าเสิ่นอวิ๋นหรู เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่มีความเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่จนเป็นที่เลื่องลือ ทุกครั้งที่ชุยชิงอีได้เห็นความเพียบพร้อมของมารดา นางมักจะสงสัยว่าเหตุใดมารดาของนางจึงได้พ่ายแพ้ให้แก่บุตรสาวของชิ่วไฉจนๆ อย่างเฉินเวินเหนียงได้ สตรีนางนั้นไม่มีสิ่งใดจะเทียบเท่าเสิ่นอวิ๋นหรูได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความรู้หรือว่าความงาม

“ท่านพ่อของข้าคงจะชอบที่นางเป็นสตรีแพศยา ทั้งเจ้ามารยาและมีความคิดต่ำช้าอยู่เต็มหัว สตรีเช่นนั้นคงจะทำให้ท่านพ่อรู้สึกดีที่ได้คลุกคลีกับคนประเภทเดียวกัน” สุดท้ายเมื่อชุยชิงอีได้ข้อสรุปเช่นนี้อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัวของนางจึงได้ดีขึ้นเมื่อคิดถึงสองแม่ลูกที่บิดาจะพาเข้าจวนมาในอนาคต

ชุยชิงอีมีพี่ชายสามคน พี่ชายคนโตมีนามว่าชุยชีชวน พี่ชายคนรองมีนามว่าชุยชีห่าว และพี่ชายคนที่สามมีนามว่าชุยชีอัน คนทั้งสามได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะน้อยทั้งสามของจวนสกุลชุย พวกเขาเป็นคุณชายน้อยที่สามารถท่องสี่ตำรา ห้าคัมภีร์ได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ พออายุสิบขวบพี่ชายคนโตก็ได้เป็นจอหงวนที่มีอายุน้อยที่สุด สร้างความยินดีให้แก่ชุยวั่งชูผู้เป็นบิดาของเขาเป็นอย่างยิ่ง

พอพี่ชายคนโตได้เป็นจอหงวนน้อยแล้ว พี่ชายคนรองและพี่ชายคนที่สามก็ไม่ยอมเข้าสอบขุนนางอีก พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีพี่ชายเข้าไปในสำนักฮั่นหลินได้แล้วพวกเข้าก็ควรจะเลือกเส้นทางอื่น แม้ว่าชุยวั่งชูจะรู้สึกโกรธเคืองมากสักเพียงใดแต่ด้วยความสามารถที่เหนือกว่าของบุตรชายทำให้เขาไม่กล้าบีบบังคับให้บุตรชายทั้งสองให้เข้าสอบได้อีก

ความโดดเด่นของมารดาและพี่ชายทั้งสามทำให้คุณหนูน้อยเช่นชุยชิงอีได้รับการจับตามองมากเป็นพิเศษ แม้ว่าใบหน้าของนางจะเผยความงดงามออกมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนก็ยังเฝ้ารอดูความสามารถของนางด้วยความคาดหวัง เดิมทีเสิ่นอวิ๋นหรูก็ไม่ได้บีบบังคับบุตรสาวให้ต้องเป็นสตรีที่ดีพร้อม แต่ตอนที่ชุยวั่งชูพาสตรีผู้หนึ่งเข้าจวนมา ความคิดของเสิ่นอวิ๋นหรูก็พลันเปลี่ยนแปลงไป

“ชิงอี ลูกจะมัวนอนอาบแดดอยู่กลางลานเช่นนี้ไม่ได้นะ ผิวพรรณของลูกจะหมองคล้ำอีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ข้าได้ยินมาว่าลูกอนุในเรือนซวีถังผู้นั้นยามนี้กำลังเริ่มเรียนรู้การร่ายรำแล้ว เจ้าจะปล่อยให้นางมีความสามารถเหนือกว่าคุณหนูใหญ่ของจวนเช่นเจ้าจริงๆ หรือ” คำพูดของมารดาทำให้ชุยชิงอีดีดเปลือกเมล็ดแตงที่พึ่งจะแทะเสร็จลงไปบนพื้นแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

“ท่านแม่! ท่านแน่ใจนะว่าจะให้ลูกเรียนร่ายรำ หลานสาวของท่านราชครูเสิ่นเช่นลูกจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องไปร่ายรำให้ผู้อื่นดูเฉกเช่นหลานสาวของชิ่วไฉ” ชุยชิงอีเอ่ยพลางชี้นิ้วให้มารดาของตนเองนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายแล้วจึงได้เอ่ยกับมารดาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“ท่านอย่านิ่วหน้าสิ ใบหน้างามของท่านกำลังยับย่นแล้ว” เมื่อชุยชิงอีเอ่ยเช่นนี้มุมปากของเสิ่นอวิ๋นหรูก็พลันกระตุก บุตรสาวของนางคนนี้แม้ว่าภายนอกจะดูเฉื่อยชาแต่พอได้ลงมือทำอันใดแล้วกลับมีความสามารถเหนือกว่านางเสียอีก

เสิ่นอวิ๋นหรูนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างแล้วแย่งเมล็ดแตงของบุตรสาวมาแทะอีกหนึ่งกำมือ นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลงเพื่อซึมซับความอุ่นสบายของแสงแดดอันอบอุ่น เมื่อคิดถึงสิ่งที่สามีของนางทำในช่วงนี้ใบหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความขมขื่น

เมื่อสามเดือนที่แล้วอยู่ๆ สามีผู้ไม่ได้ความของนางก็นำสตรีและเด็กคู่หนึ่งเข้ามาในจวน เขาบอกกับนางว่าสตรีผู้นั้นคือบุตรสาวของอาจารย์ของเขา หลายปีมานี้นางต้องอุ้มท้องและเลี้ยงดูลูกของเขาเพียงลำพังอยู่นอกจวน ยามนี้บิดาของนางสิ้นชีพไปแล้ว เขาจึงได้พาสตรีนางนั้นและบุตรสาวนอกสมรสของเขาเข้ามาเลี้ยงดูอยู่ในจวน

“นางคือบุตรสาวของอาจารย์ของท่านมิใช่หรือ แล้วจะพูดว่าเลี้ยงดูลูกของท่านตามลำพังได้อย่างไร หึหึ ดูจากส่วนสูงของบุตรสาวของนางแล้วน่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับชิงอีของข้าชัดๆ ท่านพี่หลายปีมานี้ที่ท่านต้องออกไปสังสรรค์สุราข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง ผลลัพธ์ของการออกไปสังสรรค์สุราของท่านก็คือพวกนางสองแม่ลูกสินะ”

นี่คือถ้อยคำตำหนิของเสิ่นอวิ๋นหรูในวันนั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่สามีของนางจะพาสองแม่ลูกคู่นั้นเข้าจวนมา บุตรสาวของนางได้มาเอ่ยเตือนนางถึงเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เดิมทีนางรับปากกับชุยชิงอีเอาไว้ว่าจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายและจะไม่ด่าทอสามีของนางให้เหน็ดเหนื่อย เพราะไม่ว่าจะทำเช่นไรสามีของนางก็จะยังดึงดันที่จะรับสองแม่ลูกคู่นั้นเข้าจวนมาอยู่ดี

เพื่อไม่ให้สองแม่ลูกคู่นั้นรู้สึกว่าตนเองคือผู้ชนะ นางจะต้องวางตัวเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า ใช้อำนาจของฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกบีบบังคับให้พวกนางแม่ลูกเข้าจวนมาในฐานะของอนุและบุตรสาวของอนุเพียงเท่านั้น แต่พอได้พบหน้าสองแม่ลูกที่ชุยวั่งชูพาเข้าจวนมา นางก็อดทนเก็บกักอารมณ์ของตนเองไม่ได้อยู่ดี

เสิ่นฮวนผู้เป็นบิดาของนางและเป็นราชครูของแคว้นพึ่งจะลาออกจากตำแหน่งราชครู ชุยวั่งชูก็ฉวยโอกาสนี้พาสตรีและลูกนอกสมรสที่เขาเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกเข้าจวนมาในช่วงนี้ในทันที หลายปีมานี้เขาไม่เคยรับอนุและไม่เคยมีสาวใช้อุ่นเตียง นางจึงคิดว่าเขาทั้งรักและให้เกียรตินางจึงไม่คิดจะมีสตรีอื่น ที่แท้แล้วสิ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าก็ล้วนเป็นเพราะเขาเกรงกลัวอำนาจของบิดาของนางนั่นเอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel