บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ยัยเด็กเหลือขอ ทำเขาแทบโมโหตาย

ทันทีที่หลี่เหยียนขยับเข้าใกล้ เขาก็รุกคืบเข้ามา ก้าวล่วงเข้าเขตระวังของหลิวชิงหลี ดวงตาดอกท้อคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงอันตราย

“เจ้ารู้จักข้าหรือ”

สายตาที่สตรีผู้นี้มองเขาช่างผิดแปลก ราวกับรู้จักเขามาเนิ่นนาน ภายในแฝงบางสิ่งที่เขาอ่านไม่ออก แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด สัญชาตญาณก็บอกชัดว่าไม่ใช่เรื่องดี

หลิวชิงหลีถอยหลังหนึ่งก้าว เขากลับรุกคืบหนึ่งก้าว ดุจดั่งกระบี่เหินที่ไล่ตามไม่ยอมลดละ แข็งกร้าว หยิ่งผยองถึงขีดสุด

ถอยไม่ได้อีกแล้ว อกของหลิวชิงหลีอัดอั้นจนอึดอัด ใจหนึ่งฮึดสู้ขึ้นมา นางพุ่งใส่เขาอย่างดุดันราวลูกวัวคึกคะนอง

หลี่เหยียนชะงักไปชั่วขณะ ยังไม่ทันตั้งตัว เห็นมือสกปรกมอมแมมของนางกำลังจะสัมผัสตน เขาก็ราวเผชิญศัตรู สบถเสียงต่ำ พลันใช้วิชาตัวเบาหลบหนีออกไปดุจควัน ลอยห่างจากนางไปไกล

สตรีผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ ไม่เพียงไม่กลัวเขา ยังกล้าลงมือกับเขาอีก

ไม่สิ เด็กสาวบ้านนอกไร้ประสบการณ์ผู้นี้ กลับไม่ถูกความงามของเขาทำให้หลงใหล ช่างผิดสามัญยิ่งนัก

“ในกองทัพนี้ จะมีผู้ใดกันที่แต่งกายฉูดฉาด แดงเขียวตลอดปีราวสาวน้อย นอกจากท่านกุนซือแล้วจะเป็นใครไปได้ ข้าเกือบลืมเสียแล้ว ท่านกุนซือภารกิจรุมเร้าทั้งวัน เหตุใดวันนี้จึงมาด้วยตนเอง หรือว่ามีธุระสำคัญใดกัน”

หากไม่มีธุระ ก็ไสหัวไปเสียเถิด

คนผู้นี้ไม่ว่าชาติไหนก็เหมือนเดิม เจ้าชู้ยั่วยวน หลงตัวเอง รักสวยรักงามถึงที่สุด พิถีพิถันจนเกินพอดี ปากร้ายยิ่งกว่างูพิษ

ในชาติปางก่อน เพราะนางติดตามมู่หรงเฉิง เขาจึงทั้งต่อหน้าและลับหลังถากถางนางไม่รู้กี่ครั้ง กล่าวว่ามู่หรงเฉิงคือดอกไม้งามที่ถูกปักลงบนมูลวัว เป็นการสิ้นเปลืองเสียเปล่า ยังเอ่ยให้นางรู้จักกาลเทศะ ถอนตัวเสียเอง

หลิวชิงหลีไม่อยากเห็นใบหน้านี้แม้แต่น้อย

นางกลอกตาใส่เขา กล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่องช้า ถ้อยคำเสียดสีและความเป็นศัตรูลอยกระจายไปกับสายลม เข้าสู่หูของหลี่เหยียนราวกับสารท้าศึก

หลี่เหยียนตกตะลึง เบิกตากว้าง

ผู้สูงศักดิ์ที่เคยอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง กลับถูกเด็กสาวผอมแห้งผิวคล้ำต่ำต้อยดูแคลนเข้าอย่างจังเป็นครั้งแรก ความรู้สึกนั้นช่าง…แปลกใหม่อยู่บ้าง

ไม่สิ นั่นคือความโกรธ

“ยัยอัปลักษณ์ หยาบคาย ไร้มารยาท เจ้าช่างเหมือนถูกของเสียจริง สมองดูไม่ปกติเอาเสียเลย”

หลี่เหยียนปิดจมูกมองนางอย่างรังเกียจ ก่อนจะขว้างขวดยาหลายขวดมาให้

“กินยาให้มากหน่อย จะได้มีสมองขึ้นมาบ้าง”

หลิวชิงหลีชะงัก มือไม้รุงรังคว้าขวดยาที่ลอยมา สุดท้ายคว้าไว้ได้เพียงสองขวด ที่เหลือสามขวดตกลงบนพื้นหญ้า

โชคดีที่พื้นเต็มไปด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม และขวดยาแข็งแรงพอ จึงไม่แตก ถึงกระนั้นนางก็ยังโกรธจัด

หลิวชิงหลีอุ้มขวดยา เงยหน้าจะด่ากลับ ทว่าข้างกายกลับไร้ผู้คน สีแดงสะดุดตานั้นเหลือเพียงจุดเล็กๆ ไกลลิบ

ไฟโทสะในใจยังไม่มอด นางกัดฟันวิ่งไล่ตามจุดแดงนั้น วิ่งจนหอบเหนื่อยจึงตามทัน ได้รับเพียงสายตาที่มองนางราวกับมองคนโง่

เมื่อลมหายใจเข้าที่ หลิวชิงหลีก็จ้องไปที่ริมฝีปากของเขาตรงๆ สายตาจริงใจไร้เดียงสา

“ท่านกุนซือ ข้ามีเรื่องเล็กน้อยอยากเตือน ฟันของท่านดูเหมือนจะมีเศษผักติดอยู่ อีกทั้งพักผ่อนน้อยเช่นนี้ ใต้ตาคล้ำลึกนัก ออกไปภายนอกชวนให้ผู้คนหวาดหวั่น หากไม่ถนอมร่างกายเสียบ้าง วันหนึ่งความงามที่ท่านภาคภูมิ อาจโรยราเร็วกว่าที่คิด ถึงเวลานั้น…คงยากจะมีผู้ใดหลงใหลอีก”

ในจังหวะที่ชายหนุ่มราวถูกสายฟ้าฟาด ยังไม่ทันตั้งสติ หลิวชิงหลีก็ปิดปากหัวเราะคิกคัก วิ่งหนีไปดุจกระต่ายป่าตัวน้อย ขาเล็กๆ พุ่งปราดเร็วจี๋

ใบหน้าของหลี่เหยียนพลันแดงเรื่อ ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรืออับอาย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดฟันตามสัญชาตญาณ กลับไม่พบเศษผักใดๆ

ครั้นเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง กลับไม่เห็นเงาผู้ใด จึงตระหนักว่าถูกหลอกเข้าให้ กรามของเขาเกร็งแน่น โทสะเดือดพล่านจนหัวเราะออกมา ความคิดอยากบีบคอสตรีอัปลักษณ์ผู้นั้นก็ผุดขึ้นอย่างรุนแรงในชั่วขณะเดียว

เมื่อกลับถึงกระโจมแม่ทัพใหญ่ ไฟโทสะในใจก็ยังไม่คลาย พอเข้าไปก็ทรุดนั่ง กระดกน้ำทั้งเหยือกจนหมด จากนั้นฝ่ามือตบโต๊ะอย่างแรง โต๊ะที่เดิมมั่นคงพลันแตกเป็นเสี่ยงๆ เหยือกกระเบื้องตกกระทบพื้น เสียงแตกดังสนั่น

มู่หรงเฉิงกำลังอ่านฎีกาที่ขุนนางฝ่ายบุ๋นส่งมา ถูกเสียงรบกวนจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเยือกเย็น เสียงทุ้มต่ำ

“เหตุใด เจ้าเองก็ถูกของเข้าแล้วหรือ”

หลี่เหยียนพรวดเข้าไป นั่งลงตรงหน้าโต๊ะของมู่หรงเฉิง โวยวายด้วยความเดือดดาล

“สิงเจี่ยน เจ้าเคยเห็นหรือไม่ บุตรสาวของแม่ทัพฝ่ายซ้ายน่าชังเพียงใด ร่างเตี้ยป้อมราวฟักเขียวลูกน้อย ผิวคล้ำดำมะเมื่อม ยังสวมอาภรณ์สีเขียว ยิ่งขับให้ดูคล้ำหนักเข้าไปอีก ทั้งไร้กฎเกณฑ์สิ้นดี ปากก็ร้ายยิ่ง…”

“ใครจะปากร้ายเท่าเจ้ากัน”

เมื่อนึกถึงเด็กสาวตัวเล็กผอมบางในความทรงจำ แต่กลับแข็งแกร่งและมีชีวิตชีวา มู่หรงเฉิงก็อดแทรกขึ้นมาไม่ได้

ครั้นหลี่เหยียนหันมามอง เขาก็เสริมอีกประโยคหนึ่ง

“อย่าได้วิจารณ์ข้อดีข้อเสียของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาว”

หลี่เหยียนเบิกตากว้าง สีหน้าเหลือเชื่อ แก้มป่องด้วยความขุ่นเคือง

“เจ้ากำลังเหน็บข้าอยู่หรือ แล้วเจ้าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ จุดยืนของเจ้าอยู่ตรงไหน”

มู่หรงเฉิงมีภารกิจรุมเร้า ไม่อยากฟังเขาเอะอะ จึงหันกายกลับไป หลี่เหยียนเห็นดังนั้น กลัวว่าจะรบกวนเขาจริงๆ จึงกลืนความอัดอั้นลง ปิดปาก แล้วหันมาพูดเรื่องสำคัญแทน

“ข้าให้คนเอายาไปส่งแล้ว แม่ทัพฝ่ายซ้ายร่างกายแข็งแรง ยี่สิบไม้ทหารสำหรับเขาไม่ถือว่าอะไร อีกทั้งก็ไม่ได้ลงแรงจริง มีตัวยาที่ข้าปรุงเอง ไม่นานสิบวันครึ่งเดือนก็จะหาย ไม่กระทบงานใหญ่แน่นอน”

“ส่วนบุตรสาวของเขา ข้าดูแล้วก็ปกติดี ซุกซนมีเรี่ยวแรง เพียงแต่ผอมราวลิง แล้วยังมีอาการหนาวในกาย แม่ทัพฝ่ายซ้ายแม้จะเอ็นดูนาง แต่สุดท้ายก็เป็นคนหยาบ ไม่รู้อะไรนัก แถมต้องออกรบอยู่เสมอ เลี้ยงดูนางมาอย่างลวกๆ ไม่ได้อ่อนหวานสดใสเหมือนสตรีในเมืองหลวงเลยสักนิด”

คิ้วคมของมู่หรงเฉิงขมวดเข้าหากัน เขาวางฎีกาลง กล่าวเสียงเรียบ

“แม่ทัพฝ่ายซ้ายเป็นแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์กล้าหาญ อย่าให้เขาต้องขุ่นเคืองใจ เจ้าจงสั่งให้คนส่งสมุนไพรไปเพิ่มเติม อีกทั้งหาโอกาสช่วยปรับสภาพร่างกายบุตรสาวของเขาด้วย”

หลี่เหยียนเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ มีเขาอยู่ย่อมรักษาได้ผล

“อีกอย่าง หาเรื่องให้แม่ทัพฝ่ายขวาทำเสียบ้าง”

สถานการณ์ยามนี้ตึงเครียด โจวเจิ้งกลับไม่ดูเวลาและกาลเทศะ เอาแต่จ้องจับผิดคนของเขา สมควรได้รับการตักเตือนแล้ว

“ได้ ศึกใหญ่ใกล้เข้ามา ค่ายทหารก็ควรจัดระเบียบเสียที”

*****

หลิวชิงหลีพบว่า เพียงนางไม่ใส่ใจมู่หรงเฉิง นางก็ไม่กลัวหลี่เหยียนอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องยอมเขาทุกเรื่อง วันนี้เอาชนะเขาทางวาจาได้ครั้งหนึ่ง ใจของนางก็เบิกบานยิ่ง

เมื่อกลับถึงกระโจม เห็นเฉียวเฉียวยืนอยู่ด้านนอกคล้ายรออยู่นานแล้ว เฉียวเฉียวเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล

“อาหลี ข้าได้ยินที่เจ้าพูดกับท่านกุนซือ เขาจะ…หรือไม่”

“เขาไม่ทำหรอก วางใจได้” หลิวชิงหลีกล่าวอย่างหนักแน่น

หลี่เหยียนแม้จะมีข้อเสียมากมาย แต่จิตใจยังซื่อตรง ไม่อาจทำเรื่องรังแกผู้อื่นอย่างแท้จริง อย่างมากก็เพียงกลั่นแกล้งแบบเด็กๆ เท่านั้น

เฉียวเฉียวยังอดกังวลไม่ได้ แต่เห็นสีหน้ามั่นใจของอาหลี ก็พลอยอยากเชื่อขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

“ในมือเจ้าถืออะไรอยู่”

เฉียวเฉียวได้สติ ก้มมองจดหมายในมือ จึงกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างอ้ำอึ้ง

“ท่านแม่เขียนมาบอกว่าวันเกิดน้องชายใกล้ถึงแล้ว ให้ข้ากลับไปสักครั้ง”

หลิวชิงหลีดึงมือของนางไว้ จ้องดวงตาที่ลนลานของเฉียวเฉียวแล้วถาม “เจ้าอยากกลับไปหรือไม่”

บิดาของเฉียวเฉียวกับหลิวเจิ้นหยวนเป็นสหายและสหายร่วมรบกันมาหลายปี ในเวลานั้นทั้งสองยังเป็นผู้บังคับกองพัน ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หลิวชิงหลีเองก็เคยไปอาศัยอยู่บ้านเฉียวเฉียวช่วงหนึ่ง

แต่เมื่อเฉียวเฉียวอายุได้สิบปี บิดานางเสียชีวิตในสนามรบ เฉียวเฉียวจึงกลายเป็นเด็กกำพร้า มารดาไม่อาจเลี้ยงชีพได้ ไม่นานก็แต่งงานใหม่กับผู้บังคับกองพันอีกคน

ครอบครัวใหม่นั้นรังเกียจเฉียวเฉียวซึ่งเป็นภาระ เด็กน้อยในวัยนั้นถูกปฏิบัติราวกับสาวใช้ ถูกตีถูกด่าเป็นประจำ บางครั้งก็ไม่ให้ข้าวกิน หนึ่งปีต่อมามารดาให้กำเนิดน้องชาย สถานะของเฉียวเฉียวยิ่งลำบากหนักขึ้น

ต่อมาหลิวเจิ้นหยวนพบว่าเฉียวเฉียวถูกทารุณ จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดพานางออกมา เลี้ยงดูร่วมกับบุตรสาวของตนในเขตครอบครัวทหาร จัดหาผู้ดูแลให้อย่างเหมาะสม ครั้นภายหลังได้รับความชอบจากการศึก เขาจึงพาทั้งสองเข้าไปพำนักในค่ายทหารถาวร

หลิวชิงหลีกับเฉียวเฉียวใช้ชีวิตอย่างอิสระในค่ายทหารร่วมกันถึงห้าปี ทว่าน่าเสียดายในช่วงสองปีหลัง มารดาของเฉียวเฉียวร่ำไห้โวยวายไม่ยอมเลิกรา จะพานางกลับไปให้ได้ เฉียวเฉียวเองก็ยังเป็นห่วงมารดา สุดท้ายจึงยอมกลับไป

หลิวชิงหลีจำได้ดี ช่วงเวลานั้นมารดาของเฉียวเฉียวคอยสอดส่องหาคู่ให้นางไม่หยุด เฉียวเฉียวกลับไปครั้งนี้ ย่อมไม่มีความสุขเป็นแน่

เฉียวเฉียวส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าไม่กลับ ข้าฝากข่าวไปแล้วว่าจะไม่กลับไปสักระยะหนึ่ง ท่านแม่ทัพบาดเจ็บ ข้าต้องดูแลท่านแม่ทัพ”

เมื่อรับรู้ถึงความต่อต้านต่อคำว่าบ้านในใจสหาย หลิวชิงหลีก็ถอนใจ

“เฉียวเฉียว ให้ท่านพ่อของข้ารับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมดีหรือไม่ พวกเราจะได้เป็นพี่น้องอย่างแท้จริง อยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่ต้องพรากจากกันอีก”

ในภายภาคหน้า หากเฉียวเฉียวไม่อยากแต่งงาน บิดาของนางก็จะมีเหตุอันชอบธรรมในการเข้ามาแทรกแซงได้

“ไม่!”

เฉียวเฉียวพลันตื่นตระหนก เสียงดังขึ้นกะทันหัน ทำให้หลิวชิงหลีชะงักค้าง เมื่อรู้ตัวว่าตนเสียกิริยา นางก็พูดตะกุกตะกัก

“ข้า…ข้ามีบิดาอยู่แล้ว อาหลี ข้า…ข้าไปดูแลท่านแม่ทัพก่อน เขา…เขาไม่ได้ดื่มน้ำมาสักพักแล้ว”

มองตามแผ่นหลังที่รีบร้อนของเฉียวเฉียว แววตาของหลิวชิงหลีฉายความเสียใจวาบหนึ่ง นางไม่ควรเอ่ยคำพูดนั้นออกไปเลย ดูท่าเฉียวเฉียวยังไม่ก้าวพ้นความเจ็บปวดจากการสูญเสียบิดา เรื่องนี้คงต้องพักไว้ก่อน

*****

ย่างเข้าสู่เดือนเจ็ด ฤดูฝนก็มาถึง ฝนตกติดต่อกันกว่าครึ่งเดือน อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น เสื้อผ้ารองเท้าตากเท่าไรก็ไม่แห้ง สวมใส่แล้วอับชื้นจนเกิดผื่นได้ง่าย

อาการบาดเจ็บของหลิวเจิ้นหยวนเดิมทีใกล้หายดีแล้ว แต่ช่วงไม่กี่วันนี้แผลกลับคันยุบยิบ เกิดผื่นขึ้นทั่วตัว หลายครั้งเขาเผลอเกาจนเลือดซิบ แผลเดิมก็พลอยติดเชื้อไปด้วย

หลิวชิงหลีฝ่าสายฝนออกไป ใช้เงินจัดการให้คนหาไม้ฟืนมาได้หนึ่งมัด ตั้งกองไฟหน้ากระโจมเพื่ออบเสื้อผ้า เพิ่งจัดวางเสร็จ ก็ได้ยินเสียงครวญครางดังมาจากด้านข้าง

“ท่านพ่อเป็นอะไรหรือไม่” นางเปิดม่านวิ่งเข้าไป

“อาหลี เจ้าเข้ามาเหตุใดไม่บอกสักคำ พ่อเป็นบุรุษ เจ้าควรระวังหน่อย”

หลิวเจิ้นหยวนหน้าแดงก่ำ ตกใจสะดุ้ง รีบคว้าผ้าห่มมาปิดสะโพกที่ถูกตนเองเกาจนถลอก น้ำเสียงแฝงความกระอักกระอ่วนและเขินอายอย่างปิดไม่มิด

“แผลเดิมยังไม่ทันหาย ก็ไปเผลอเกาซ้ำอีกแล้วหรือ อายุปูนนี้แล้วยังไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ หากปล่อยไว้เช่นนี้ วันหน้าอาการบาดเจ็บกำเริบขึ้นมา จะออกศึกได้อย่างไร…”

หลิวชิงหลีหยิบเครื่องหอมชิ้นหนึ่งจากขวดกระเบื้องลายคราม วางลงในกระถางแล้วจุดไฟ ขณะทำก็พร่ำบ่นไปด้วย น้ำเสียงเรียบๆ แต่ถ้อยคำกลับตำหนิไม่ยั้ง

หลิวเจิ้นหยวนผู้หลงบุตรสาวถึงกับหดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่กล้าเอ่ยสักคำ

ไม่นานกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็ลอยฟุ้ง เปลือกตาของหลิวเจิ้นหยวนเริ่มหนัก หายใจช้าลง เสียงกรนก็ดังขึ้นเป็นระยะ

หลิวชิงหลีมองใบหน้าพร่าเลือนของบิดา ยิ่งมองก็ยิ่งขัดตา เครารุงรังบดบังเค้าโครงหน้า อีกทั้งยังกรนเสียงดัง อุปนิสัยดื้อรั้นราวลา เต็มไปด้วยข้อเสียสารพัด ไม่น่าแปลกใจเลยว่าหลายปีมานี้ จะไม่มีแม่หม้ายคนใดเหลียวแลเขา

อยู่ในกระโจมนานเข้า นางสูดกลิ่นหอมเข้าไปไม่น้อย ความง่วงจึงค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมา ด้วยเกรงจะเผลอหลับไป นางจึงรีบถอยออกมา

เครื่องหอมนี้เป็นของที่หลี่เหยียนส่งมาให้ครั้งก่อน ช่วยให้นอนหลับและบำรุงร่างกาย ช่วงนี้หากไม่ได้มัน อาการบาดเจ็บของบิดาคงทรุดหนักกว่านี้ ทว่าของที่เหลืออยู่ สามารถใช้ได้อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น

หากพรุ่งนี้ใช้หมดลงแล้ว นางจะทำอย่างไร หลี่เหยียนฟังเพียงมู่หรงเฉิง หรือว่านางต้องไปขอร้องเขาด้วยตนเอง

แต่นางไม่อยากพบเขา ต่อให้คิดจะพบ ก็พบไม่ได้อยู่ดี ต้องอาศัยให้คนส่งข่าวขึ้นไปเป็นทอดๆ ยังไม่แน่ว่าจะไปถึงหรือไม่

ขณะกำลังกลัดกลุ้ม ก็มีผู้หนึ่งกางร่มเดินฝ่าสายฝนเข้ามา เป็นหมอทหารอู๋ผู้คอยตรวจรักษาอาการของบิดานั่นเอง

“คุณหนูหลิว” หมอทหารอู๋โบกมือเรียกนางจากระยะหนึ่ง

“ท่านหมอหรือเจ้าคะ เชิญเข้ามาเถิด”

หลิวชิงหลียินดี รีบเชิญเขาเข้ามาด้านใน หยิบเสื้อผ้าและรองเท้าของท่านพ่อให้เขาเปลี่ยน ฝนตกหนัก ร่างของเขาเปียกชุ่มไปหมด

หมอทหารอู๋ยืนอยู่ตรงประตู โบกมือปฏิเสธ “ไม่จำเป็นหรอกคุณหนูหลิว ข้ามาตามคำสั่งเพื่อส่งยา ส่งเสร็จก็ต้องไปแล้ว”

เขาก้มหน้าหยิบขวดยาหลายขวดจากหีบยาวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ยังคงค้นหาในหีบต่อ

ดวงตาของหลิวชิงหลีสว่างวาบ นางเปิดขวดหนึ่งขึ้นดม เป็นเครื่องหอมชนิดเดียวกับที่หลี่เหยียนเคยให้มาก่อนหน้า ไม่ผิดเพี้ยนแน่

“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ ยาที่ให้ไว้ก่อนหน้ากำลังจะหมดพอดี ข้ากำลังกังวลอยู่ทีเดียว ท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก ได้รับการดูแลเช่นนี้ วันหน้าหากมีโอกาส ข้าจะขอเลี้ยงอาหารดีๆ ตอบแทนสักมื้อ”

“อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย ข้าละอายใจนัก ช่วงนี้ในกองทัพมีทหารเจ็บป่วยมาก งานรุมเร้าจนลืมมาดูท่านแม่ทัพ หากมิใช่ท่านอ๋องกำชับ ข้าคงยังไม่ทันนึกถึง คุณหนูควรขอบคุณท่านอ๋องเถิด”

หมอทหารอู๋หยิบกล่องผ้าไหมสองกล่องส่งให้นาง แล้วกล่าวต่อ

“และนี่ก็เช่นกัน เป็นยาที่ท่านอ๋องให้คนปรุงไว้ คุณหนูพื้นฐานร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งมีอาการหนาวในกาย จึงเจ็บป่วยได้ง่าย ทว่าในยานี้ใช้สมุนไพรล้ำค่าทำเป็นเม็ดยา เจ้ากินวันละหนึ่งเม็ดต่อเนื่องสักปีครึ่ง รับรองว่าจะไม่มีปัญหา เมื่อยาหมดแล้ว ข้าจะนำมาให้ใหม่”

กล่าวจบ หมอทหารอู๋ก็รีบร้อนกลับไป เงาร่างค่อยๆ ถูกม่านฝนกลืนหายไป

หลิวชิงหลีเปิดกล่องผ้าไหมใบหนึ่ง มองเม็ดยาสีแดงกลมเกลี้ยงเต็มแน่น ดูชวนรับประทาน สายตานางราวถูกดึงดูด นิ่งงันอยู่นาน ก่อนที่น้ำตาสองสายจะไหลรินลงมาอย่างไร้เสียง

หัวใจนางราวถูกเข็มยาวแทงทะลุ ตอนแรกเจ็บเพียงเล็กน้อย ต่อมากลับปวดร้าวกระจายไปทั่วกาย ความทรงจำย้ำชัดกับนางอีกครั้ง ว่าสิ่งเหล่านั้นมิใช่ความฝัน หากเป็นความจริงอันน่าสะพรึง

ยานี้นางเคยกิน รสหวานราวลูกอม ครั้งหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางอมยาไว้ไม่กลืน ไม่นานความขมจัดก็แผ่ซ่าน ทำให้นางหน้าบูดตลอดทั้งวัน

มู่หรงเฉิงเคยแสดงท่าทีหลุดจากความสงบอันหาได้ยาก หัวเราะว่านางซื่อ เขาสั่งให้ผู้คนปรุงยาเป็นเม็ด และเคลือบด้วยน้ำเชื่อมก็เพราะรู้ว่านางหวาดกลัวความขม ไม่คาดคิดเลยว่าในท้ายที่สุด นางจะยังได้ลิ้มรสขมนั้นอยู่ดี

ต่อมานางติดตามเขาฝ่าลมฝนสิบปีอันผันผวน มีบุตรที่น่ารัก ได้ลิ้มรสความสุข ทว่าท้ายที่สุด กลับจบลงไม่ต่างจากยานี้ ด้วยความขมขื่น

เหตุใดจึงต้องเป็นจุดจบเช่นนั้น หลิวชิงหลีไม่ยอมรับ และก็คิดไม่ตก

เมื่อหวนกลับมาในวัยสิบหกปี นางจงใจไม่สืบถาม ไม่คิดถึงมู่หรงเฉิงและทุกสิ่งในชาติก่อน พยายามกดข่มเอาไว้สุดกำลัง

แต่เพียงเห็นเม็ดยาสีแดงนั้น ความทรงจำและอารมณ์ที่ถูกกดทับก็ปะทุราวภูเขาไฟ จนยากจะควบคุม

นางลุกพรวดวิ่งฝ่าสายฝน ออกแรงวิ่งไปเกือบสองก้านธูป จึงมองเห็นเงาร่างของหมอทหารอู๋อยู่ไกลๆ

“ท่านหมอ โปรดรอข้าสักครู่ ข้ามีถ้อยคำหนึ่งอยากรบกวนท่านช่วยนำไปบอก”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel