บทที่ 5: กับดักแสนหวานในถ้วยชา
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งเดือนนับตั้งแต่เหตุการณ์อันธพาลอาละวาดหน้าร้าน ชิงเวยชาดี
ในสายตาของชาวเมืองเจียงหนาน (ที่ถูกจ้างมาแสดง) กิจการร้านชาเล็กๆ ของแม่นางเสิ่นผู้งดงามกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีชีวิตชีวา ทุกเช้าตรู่ กลิ่นหอมของชาดอกไม้จะลอยอบอวลไปทั่วซอยหลิวสุ่ย ดึงดูดลูกค้าให้แวะเวียนมาไม่ขาดสาย
แต่สิ่งที่กลายเป็นภาพคุ้นตาที่สุดสำหรับทุกคน กลับไม่ใช่ความงามของเถ้าแก่เนี้ย แต่เป็นร่างสูงโปร่งของคุณชายชุดขาวผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ทว่าซีดเซียวราวกับกระดาษ ที่มักจะมานั่งประจำอยู่ที่โต๊ะมุมสุดของร้านแทบทุกวัน
“แค่กๆ แม่นางเสิ่น ชาปี้หลัวชุนกาแรกของวันนี้ ช่างหอมชุ่มคอดีเหลือเกิน” จ้าวเสวียนอี้ในคราบของคุณชายเยี่ย วางถ้วยชาเคลือบดินเผาลงบนโต๊ะพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากไอเบาๆ ท่าทางของเขาดูเปราะบางราวกับกิ่งหลิวที่พร้อมจะหักโค่นเมื่อต้องลมหนาว
เสิ่นชิงเวยที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงกระปุกใบชาหลังเคาน์เตอร์ รีบละมือจากงานแล้วเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับรอยยิ้มละมุน “คุณชายเยี่ย ท่านมาเช้าทุกวันเลย อากาศยามเช้ายังมีน้ำค้างแรง ร่างกายท่านยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ ควรจะพักผ่อนอยู่ที่เรือนให้แดดออกเสียหน่อยค่อยมาก็ได้เจ้าค่ะ”
“ข้าอยู่แต่ในเรือนมันอุดอู้นัก ได้ออกมาสูดกลิ่นชาของเจ้า เอ้อ ของแม่นางเสิ่น ทำให้ข้ารู้สึกว่าปอดโล่งขึ้นมาก” เขายิ้มตอบ นัยน์ตาสีหมึกที่มองสบกับนางทอประกายอบอุ่นและอ่อนโยน “อีกอย่าง ข้าสัญญากับเจ้าไว้แล้วว่าจะมาช่วยตรวจบัญชีร้านให้ ไม่มาได้อย่างไร”
เสิ่นชิงเวยมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เยี่ยเสวียนผู้นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของนางไปเสียแล้ว เขาเป็นคนมีความรู้กว้างขวาง ลายมือก็งดงามหมดจด ชำนาญทั้งการคำนวณและศิลปะ บ่อยครั้งที่เขาช่วยแนะนำกลยุทธ์การขายดึงดูดลูกค้าให้ร้านเล็กๆ ของนางมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ
ชาติก่อนนางเคยถูกรายล้อมด้วยบุรุษสูงศักดิ์มากมาย ทว่าไม่มีใครเลยที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและเป็นตัวของตัวเองได้เท่ากับผู้ชายที่ดูไร้พิษสงคนนี้ เขาไม่เคยมองนางด้วยสายตาจาบจ้วง ไม่เคยกดข่มนางด้วยอำนาจ เขาเป็นเพียงคุณชายตกยากที่แสนดีและรับฟังนางทุกเรื่อง
“เช่นนั้นก็รบกวนคุณชายแล้วเจ้าค่ะ” นางเลื่อนสมุดบัญชีไปตรงหน้าเขา “หากมีตรงไหนที่ข้าคิดเลขผิด ท่านช่วยชี้แนะด้วยนะเจ้าคะ”
จ้าวเสวียนอี้รับสมุดบัญชีมาเปิดดู ปลายนิ้วของเขาจงใจปัดผ่านหลังมือของเสิ่นชิงเวยอย่างแผ่วเบา สัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นทำให้นางชะงักไปนิด ทว่าเมื่อมองใบหน้าซื่อๆ ที่กำลังขมวดคิ้วจดจ่ออยู่กับตัวเลข นางก็ปัดความคิดอกุศลทิ้งไปทันที เขาบริสุทธิ์ใจปานนี้ นางจะระแวงไปทำไม
“รายรับเดือนนี้ดีมาก แต่หากเปลี่ยนการจัดวางขนมกุ้ยฮวาไว้คู่กับชาหลงจิ่ง ลูกค้าจะยิ่งตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น” เขาให้คำแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“จริงด้วย ข้าคิดไม่ถึงเลย” เสิ่นชิงเวยตาเป็นประกาย นางนั่งลงฝั่งตรงข้ามเท้าคางมองเขาอย่างลืมตัว “คุณชายเยี่ย ท่านเก่งถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงบอกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่าเล่า หากท่านสอบขุนนาง จะต้องได้เป็นถึงจอหงวนแน่ๆ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเสวียนอี้จางลงเล็กน้อย แววตาของเขาหม่นแสงลงอย่างแนบเนียน “คนป่วยอมโรคเช่นข้า จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสอบขุนนางเล่า แค่เดินเหินยังเหนื่อยหอบ ชีวิตนี้ ข้าขอแค่อยู่ในที่สงบๆ มีคนเข้าใจพูดคุยด้วยสักคน ก็ถือว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว”
คำพูดตัดพ้อที่ฟังสิ้นหวังแต่ไม่ฟูมฟาย กระตุกหัวใจของเสิ่นชิงเวยอย่างแรง ความรู้สึกสงสารและเห็นใจแล่นปราดขึ้นมาในอก นางเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดของการถูกโชคชะตากลั่นแกล้ง ชาติก่อนนางก็ไร้หนทางสู้เช่นกัน
“ท่านอย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้าคะ” นางเอื้อมมือไปแตะแขนเสื้อของเขาเบาๆ อย่างลืมตัว “ท่านยังมีชีวิต มีสติปัญญา และ ท่านยังมีข้าเป็นสหาย หากมีสิ่งใดที่ข้าพอจะช่วยแบกรับได้ ข้ายินดีเสมอ”
ดวงตาของจ้าวเสวียนอี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยราวกับตกตะลึง ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มที่งดงามราวกับดอกเหมยบานสะพรั่งกลางหิมะ “ขอบใจเจ้ามาก ชิงเวย”
สรรพนามที่เปลี่ยนไปอย่างเป็นธรรมชาติ ทำเอาแก้มของหญิงสาวซับสีเลือดฝาด นางรีบชักมือกลับแล้วแสร้งทำเป็นหันไปเช็ดโต๊ะแก้เกี้ยว หารู้ไม่ว่า นัยน์ตาของสหายที่แสนดีด้านหลัง กำลังจ้องมองแผ่นหลังของนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำและหิวกระหายราวกับหมาป่าจ้องมองลูกแกะนุ่มฟู
เจ้ายอมให้ข้าเรียกชื่อแล้ว อีกไม่นานหรอก ชิงเวย อีกไม่นาน เจ้าจะยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ข้าด้วยความเต็มใจ
ยามเซิน ร้านชาเริ่มเงียบเหงา จ้าวเสวียนอี้ขอตัวกลับไปพักผ่อน เสิ่นชิงเวยจึงเดินไปส่งเขาที่หน้าร้าน ทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างที่เดินโซเซเล็กน้อยจนลับตาไป
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวว่าคุณชายเยี่ยผู้นี้ ชักจะสนิทสนมกับเราเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
เสียงเย็นๆ ของซิ่งหนิงดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาเสิ่นชิงเวยสะดุ้ง สาวใช้เดินเข้ามาหยุดยืนข้างผู้เป็นนาย สายตาจ้องมองไปในทิศทางที่จ้าวเสวียนอี้เพิ่งเดินจากไปด้วยความหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า ซิ่งหนิง คุณชายเยี่ยเขาเป็นคนดี มีน้ำใจช่วยเหลือพวกเราตั้งมากมาย แถมเขายังเคยเอาตัวปกป้องข้าจากพวกนักเลงอีก เจ้าลืมไปแล้วหรือ” เสิ่นชิงเวยขมวดคิ้ว ไม่ค่อยพอใจนักที่สาวใช้ตำหนิสหายคนใหม่ของนาง
“คนเราดูแต่หน้าไม่ได้หรอกนะเจ้าคะ” ซิ่งหนิงเผลอขึ้นเสียงเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับท่าทีเมื่อนึกขึ้นได้ “บ่าว บ่าวแค่เป็นห่วงคุณหนู เราเพิ่งหนีมาจากเมืองหลวง ยังไม่รู้เลยว่ามีใครตามรอยมาหรือไม่ จู่ๆ ก็มีบุรุษแปลกหน้ามาทำดีด้วย บ่าวเกรงว่าเขาอาจจะมีจุดประสงค์แอบแฝง บางทีเขาอาจจะเป็นคนของทางนั้นส่งมาก็ได้นะเจ้าคะ”
เสิ่นชิงเวยชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำว่า ทางนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับจ้าวเสวียนอี้และจวนชินอ๋องแวบเข้ามาในหัว แต่แล้วนางก็ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“ไม่มีทาง หากเป็นคนของจ้าวเสวียนอี้ ป่านนี้ข้าคงถูกจับมัดขึ้นรถม้าส่งกลับเมืองหลวงไปแล้ว คนผู้นั้นไม่เคยมีคำว่าประนีประนอมหรือส่งคนมาตีสนิทหรอก เขาใช้แต่อำนาจและความรุนแรงเท่านั้น” น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความเกลียดชังเมื่อเอ่ยถึงอดีตสามีในชาติก่อน “คุณชายเยี่ยต่างจากปีศาจนั่นราวฟ้ากับเหว เจ้าอย่าคิดมากไปเลย”
ซิ่งหนิงอ้าปากค้าง อยากจะเถียงใจแทบขาด นางที่เป็นสายลับมืออาชีพย่อมมองออกว่า รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวคุณชายเยี่ยนั้นไม่ธรรมดา ทุกครั้งที่ชายผู้นั้นตวัดสายตามามองนางโดยที่คุณหนูไม่เห็น มันคือสายตาของมัจจุราชที่พร้อมจะบดขยี้นางให้แหลกคามือ
คุณหนูโง่เขลา ท่านถูกรอยยิ้มจอมปลอมนั่นหลอกจนตาบอดไปแล้วหรืออย่างไร ซิ่งหนิงได้แต่กรีดร้องในใจ แต่นางก็ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะตอนนี้นางตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ติดต่อเบื้องบนไม่ได้ แถมยังถูกคุกคามเงียบๆ จากบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นอีก นางต้องหาทางทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายเกินไป
ห่างออกไปเพียงสามซอย ณ คฤหาสน์ลับที่จ้าวเสวียนอี้กว้านซื้อไว้เป็นฐานที่มั่น
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมาจากห้องใต้ดินที่มืดทึบ ร่างสูงโปร่งของคุณชายเยี่ยผู้อ่อนแอ บัดนี้ยืนหยัดอย่างองอาจและแผ่รังสีอำมหิตจนอากาศในห้องแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง เขาไม่ได้สวมหน้ากากมนุษย์ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายของชินอ๋องจ้าวเสวียนอี้อย่างชัดเจน
เบื้องหน้าของเขาคือร่างโชกเลือดของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกมัดตรึงไว้กับเสา ชายผู้นี้คือบัณฑิตหนุ่มร้านขายหนังสือฝั่งตรงข้ามร้านชา ที่บังเอิญเดินเอาหนังสือไปเสนอขายให้เสิ่นชิงเวยเมื่อช่วงบ่าย
“ทะ ท่านอ๋อง กระหม่อมผิดไปแล้ว กระหม่อมไม่รู้จริงๆ ว่าแม่นางเสิ่นคือ คือคนของท่าน กระหม่อมแค่เห็นนางงดงามจึงอยาก อ๊ากกกก”
เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน เมื่อมีดสั้นในมือขององครักษ์เงาตัดนิ้วชี้ข้างขวาของบัณฑิตหนุ่มหลุดกระเด็นลงไปกองกับพื้น
จ้าวเสวียนอี้ก้มลงมองนิ้วที่เปื้อนเลือดนั้นด้วยสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง “นิ้วนี้สินะ ที่เจ้าใช้ปลายนิ้วบังเอิญไปแตะโดนหลังมือของนางตอนที่ส่งหนังสือให้”
“ขะ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจ ไว้ชีวิตด้วย” บัณฑิตหนุ่มน้ำตาไหลพราก ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวด
“ไม่ได้ตั้งใจก็คือทำไปแล้ว ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าอย่าให้มีสุนัขตัวผู้หน้าไหนกล้าเข้าใกล้นางในรัศมีสามก้าว” จ้าวเสวียนอี้ตวาดเสียงกร้าว นัยน์ตาสีดำสนิทวาวโรจน์ไปด้วยโทสะแห่งความหึงหวงที่ไม่อาจควบคุมได้ “ในเมื่อมือข้างนี้มันสกปรกนัก ก็ตัดทิ้งให้หมดทั้งแขนเสียเลย”
“ท่านอ๋อง ช้าก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
กู้เหยียนที่ทนดูต่อไปไม่ไหว รีบก้าวออกมายืนขวางพร้อมประสานมือคุกเข่าลง “หากท่านฆ่าเขา หรือตัดแขนเขา วันพรุ่งนี้ชาวบ้านต้องแตกตื่นแน่ แม่นางเสิ่นเองก็อาจจะสงสัยได้ว่าทำไมคนที่เพิ่งคุยกับนางเมื่อบ่าย จู่ๆ ถึงได้หายตัวไปหรือกลายเป็นคนพิการ รบกวนท่านอ๋องโปรดไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
คำท้วงติงของกุนซือทำให้มีดขององครักษ์เงาหยุดชะงัก จ้าวเสวียนอี้ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับนูนขึ้น เขาเกลียด เกลียดที่ต้องทนเห็นชายอื่นส่งยิ้มให้นาง เกลียดที่ต้องปั้นหน้าเป็นคนดีและปล่อยให้แมลงวันพวกนี้บินวนเวียนอยู่รอบๆ ดอกไม้ของเขา
แต่กู้เหยียนพูดถูก หากเขาลงมือรุนแรงเกินไป ค่ายกลจำลองที่เขาสร้างขึ้นเพื่อหลอกล่อนางอาจจะพังทลายลงได้
“ได้” จ้าวเสวียนอี้สูดลมหายใจเข้าลึก ระงับโทสะที่พลุ่งพล่าน “ไม่ต้องตัดแขนมัน แต่จงเอาถ่านร้อนๆ นาบตาทั้งสองข้างของมันซะ ให้มันตาบอด จะได้ไม่ต้องใช้สายตาสกปรกนั่นมองชิงเวยของข้าอีก แล้วคืนนี้ก็โยนมันออกไปนอกเมืองเจียงหนาน หากมันกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก สับมันไปโยนให้สุนัขกิน”
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด จ้าวเสวียนอี้ก็สะบัดชายแขนเสื้อหมุนตัวเดินออกจากห้องใต้ดินไป ทิ้งให้กู้เหยียนได้แต่ปาดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก มองดูองครักษ์เงาจัดการควักลูกตาบัณฑิตเคราะห์ร้ายตามคำสั่ง
นี่ขนาดแสร้งเป็นคุณชายอ่อนโยนยังอำมหิตถึงเพียงนี้ หากแม่นางเสิ่นรู้ความจริงเข้า นางมิหมดสติตายไปอีกรอบหรืออย่างไร สวรรค์ทรงโปรด ข้าอยากลาออกกลับไปทำนาที่บ้านเกิดเสียเหลือเกิน กุนซือหนุ่มรำพึงในใจอย่างปลงตก
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำ สายฝนหลงฤดูเริ่มโปรยปรายลงมาครอบคลุมเมืองเจียงหนานอีกครั้ง อากาศที่เคยอบอุ่นกลับเย็นยะเยือกขึ้นมาถนัดตา
ที่ร้าน ชิงเวยชาดี เสิ่นชิงเวยกำลังเตรียมตัวจะปิดร้าน นางปูกระดาษน้ำมันคลุมสินค้าหน้าร้านอย่างทุลักทุเลเพราะลมกระโชกแรง จู่ๆ ร่มกระดาษเคลือบน้ำมันสีขาวคันหนึ่งก็ยื่นมากางกั้นหยาดฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาหานาง
หญิงสาวหันขวับไปมอง พบร่างสูงของคุณชายเยี่ยยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มละมุนละไมของเขาฝ่าความมืดมิดของยามค่ำคืนเข้ามาสะกดสายตานาง
“คุณชายเยี่ย ท่านมาทำอะไรที่นี่ ฝนตกหนักปานนี้ ร่างกายท่าน”
“ข้าเห็นฝนตกเลยเป็นห่วงว่าเจ้าจะเก็บของไม่ทัน จึงรีบเอาร่มมาให้” เขาตอบพลางไอเบาๆ ไหล่ข้างหนึ่งของเขาเปียกชุ่มเพราะจงใจเอียงร่มไปบังฝนให้นางจนหมด
หัวใจของเสิ่นชิงเวยกระตุกวูบ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบไปทั่วร่าง นางรีบดึงแขนเขาเข้ามาหลบฝนใต้ชายคาหน้าร้าน “ท่านนี่ช่างดื้อรั้นนัก ข้าดูแลตัวเองได้ แต่ท่านสิ หากจับไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร รีบเข้ามาข้างในก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะต้มน้ำขิงให้ดื่ม”
นางประคองเขาเข้ามาในร้าน จุดตะเกียงไฟจนสว่างไสว แสงสีส้มสะท้อนใบหน้าที่เปียกชื้นของชายหนุ่ม เสิ่นชิงเวยหยิบผ้าสะอาดมาซับน้ำฝนบนผมและใบหน้าให้เขาอย่างเบามือที่สุด ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน ทำเอาบรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงอย่างประหลาด
จ้าวเสวียนอี้หลุบตามองหญิงสาวตรงหน้า กลิ่นหอมประจำตัวนางลอยแตะจมูกชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ เขาจงใจปล่อยตัวตามสบาย ยอมให้นางปรนนิบัติเช็ดหน้าให้ราวกับเด็กน้อยที่ว่านอนสอนง่าย
“ชิงเวย” เขาเรียกชื่อนางเสียงแผ่ว
“เจ้าคะ?” นางเงยหน้าขึ้นสบตา
“ทำไมเจ้าถึงดีกับข้านัก ทั้งที่ข้าเป็นเพียงบุรุษแปลกหน้าที่เจอกันไม่นาน ข้าไม่มีอำนาจวาสนา ไม่มีร่างกายที่แข็งแรงปกป้องเจ้าได้ เจ้าไม่รังเกียจข้าหรือ?” เขาแสร้งถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและเจียมตัว
เสิ่นชิงเวยหยุดมือที่กำลังเช็ดผมให้เขา นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่แสร้งทำเป็นอ่อนแอคู่นั้น ก่อนจะส่งยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
“สำหรับข้า อำนาจวาสนาเป็นเพียงของนอกกาย ความแข็งแกร่งก็ใช่ว่าจะปกป้องคนได้เสมอไป บางครั้ง คนที่แข็งแกร่งที่สุด กลับเป็นคนที่ทำร้ายเราได้เจ็บปวดที่สุด” นางเอ่ยเสียงเบา แววตาหม่นลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีตสามี “สิ่งที่ข้าต้องการ มีเพียงความจริงใจและความสงบสุข และท่าน คุณชายเยี่ย ท่านมอบสิ่งเหล่านั้นให้ข้า ท่านรับฟังข้า เข้าใจข้า แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่ข้าจะนับถือท่านเป็นสหายคนสำคัญ ข้าจะรังเกียจท่านได้อย่างไร”
คำตอบนั้นเหมือนดาบสองคมที่แทงทะลุหัวใจของจ้าวเสวียนอี้ ประโยคที่ว่า คนที่แข็งแกร่งที่สุด กลับเป็นคนที่ทำร้ายเราได้เจ็บปวดที่สุด พุ่งเป้ามาที่ตัวตนที่แท้จริงของเขาอย่างจัง ทว่าอีกใจหนึ่ง เขาก็ลิงโลดจนแทบคลั่ง เพราะในฐานะ คุณชายเยี่ย เขาสามารถทลายกำแพงน้ำแข็งในใจนางและแทรกซึมเข้าไปนั่งอยู่กลางใจนางได้สำเร็จแล้ว
“สหายสำคัญงั้นหรือ” เขาพึมพำ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเล็กๆ ของนางที่ถือผ้าอยู่มากุมไว้หลวมๆ “หากข้าโลภมาก อยากเป็นมากกว่าสหายเล่า เจ้าจะให้โอกาสคนป่วยเช่นข้าได้ดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตหรือไม่”
เสิ่นชิงเวยเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก นางไม่คาดคิดว่าเขาจะสารภาพความในใจออกมาตรงๆ ท่ามกลางสายฝนเช่นนี้ แก้มของนางร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นับตั้งแต่เกิดใหม่ นางปิดตายหัวใจตัวเองมาตลอด แต่วันนี้ ประตูนางบานนั้นกำลังถูกแง้มออกด้วยมือของผู้ชายที่ดูเปราะบางคนนี้
“ข้า ข้า” นางอึกอัก ก้มหน้างุดหลบสายตาที่ร้อนแรง ที่ซ่อนอยู่ใต้ความนุ่มนวลของเขา
“เจ้าไม่ต้องรีบตอบข้าตอนนี้หรอก ข้ารอได้” เขาคลี่ยิ้มอ่อนโยน ยอมปล่อยมือนางอย่างมีมารยาท “ขอแค่เจ้าไม่ผลักไสข้า ให้ข้าได้ยืนอยู่ข้างๆ เจ้า ได้ดื่มชาฝีมือเจ้าทุกวัน ก็พอแล้ว”
เสิ่นชิงเวยพยักหน้าเบาๆ รอยยิ้มขัดเขินปรากฏบนใบหน้า นางหันหลังกลับไปรินน้ำขิงให้เขาด้วยหัวใจที่พองโต นางตัดสินใจแล้ว ว่าชาตินี้นางจะลองเปิดใจให้ผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้ดูสักครั้ง เขาคือแสงสว่างที่สวรรค์ส่งมาชดเชยให้นางอย่างแน่นอน
จ้าวเสวียนอี้รับถ้วยน้ำขิงมาดื่ม รสชาติเผ็ดร้อนไหลลงคอ แต่กลับหวานล้ำไปถึงขั้วหัวใจ นัยน์ตาของมัจจุราชวาวโรจน์ในเงามืดเมื่อนางหันหลังให้
เขายกถ้วยชาขึ้นบังริมฝีปากที่แสยะยิ้มอย่างพึงพอใจขั้นสุด
นกน้อยของข้า ประตูถ้ำของราชสีห์เปิดอ้าต้อนรับแล้ว และเจ้าก็กำลังก้าวเท้าเข้ามาด้วยรอยยิ้มอันแสนหวานเสียด้วย
สายฝนยังคงตกกระหน่ำ กลบเสียงสรรพสิ่งในเจียงหนานจนมิดชิด ความไว้ใจที่ถูกถักทอขึ้นจากคำลวงและเลือดของผู้อื่น กำลังรัดรึงคอของเสิ่นชิงเวยให้แน่นขึ้นทีละนิด โดยที่นางยินยอมพร้อมใจอย่างแท้จริง