บทที่ 6: กรงขังที่มองไม่เห็น
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงสีทองรำไรพาดผ่านแนวต้นหลิวริมลำน้ำเจียงหนาน หมอกบางๆ ที่ปกคลุมผิวน้ำค่อยๆ จางไปพร้อมกับเสียงฝีพายและเสียงกระดิ่งของรถม้าที่เริ่มสัญจรไปมา ทว่าที่ซอยหลิวสุ่ยอันแสนสงบ บรรยากาศภายในร้าน ชิงเวยชาดี กลับอบอวลไปด้วยความกระอักกระอ่วนที่เจือความหวานล้ำอย่างประหลาด
เสิ่นชิงเวยยืนนิ่งอยู่หน้าเตาต้มน้ำ มือเล็กๆ ของนางสั่นเทาเล็กน้อยขณะคีบถ่านใส่เตา ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่ คุณชายเยี่ย กุมมือนางไว้ท่ามกลางสายฝนยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่รู้จบ คำสารภาพรักที่แสนสุภาพแต่หนักแน่นนั้นทำให้นางนอนไม่หลับทั้งคืน
อยากเป็นมากกว่าสหาย จะให้โอกาสคนป่วยเช่นข้า ได้ดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตหรือไม่
ประโยคนั้นดังซ้ำไปซ้ำมาจนนางเผลอกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจกำลังตีกันยุ่งเหยิง ใจหนึ่งนางหวาดกลัวบุรุษข้ามภพชาติ แต่อีกใจหนึ่งกลับโหยหาที่พึ่งพิงอันอ่อนโยนเช่นนี้เหลือเกิน
“คุณหนูเจ้าคะ น้ำเดือดจนจะล้นเตาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงร้องเตือนของซิ่งหนิงทำให้เสิ่นชิงเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบยกกาพ่นน้ำออกจากเตาแทบไม่ทัน
“ขะ ข้าขอโทษ พอดีข้าคิดอะไรเพลินไปหน่อย” หญิงสาวรีบกลบเกลื่อนร่องรอยความประหม่า
ซิ่งหนิงมองผู้เป็นนายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจ นางวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะแล้วเดินเข้ามาใกล้ “คุณหนู คิดเรื่องคุณชายเยี่ยอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ? บ่าวว่าท่านกำลังถลำลึกเกินไปแล้วนะเจ้าคะ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเราหนีมาที่นี่เพื่ออะไร เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่คนเดียว ไม่ใช่เพื่อมาหาภาระเพิ่มนะเจ้าคะ”
“ซิ่งหนิง เยี่ยเสวียนไม่ใช่ภาระ เขาช่วยเราไว้มากนะ” เสิ่นชิงเวยแย้งเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย
“ช่วยเพราะหวังผลน่ะสิเจ้าคะ ผู้ชายที่ไหนจะมายอมนั่งเฝ้าร้านชาทั้งวันถ้าไม่หวังอะไร บ่าวสังเกตมาหลายวันแล้ว สายตาที่เขาใช้มองคุณหนูมัน มันดูไม่เหมือนสายตาของคนดีเลยสักนิด มันเหมือน เหมือนพยัคฆ์จ้องจะตะครุบเหยื่อมากกว่าเจ้าค่ะ” ซิ่งหนิงพยายามเตือนสติ แต่ในใจนางกลับสั่นระรัว เพราะนางรู้ดีว่าคำเตือนของนางไม่ใช่เพราะความเป็นห่วงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความหวาดกลัวต่อ รังสีอำมหิต ที่เยี่ยเสวียนแอบส่งให้นางยามอยู่ลับหลังต่างหาก
“เจ้าอคติเกินไปแล้วซิ่งหนิง เขาอ่อนแอถึงเพียงนั้น จะเอาแรงที่ไหนไปเป็นพยัคฆ์” เสิ่นชิงเวยถอนหายใจ “เอาเถอะ ไปเตรียมขนมเถอะ ประเดี๋ยวลูกค้าจะเข้าร้านแล้ว”
ซิ่งหนิงได้แต่เม้มปากแน่น นางสะบัดหน้าเดินเข้าห้องครัวไปอย่างขัดใจ ในหัวสมองของสาวใช้หนอนบ่อนไส้เริ่มวางแผนการบางอย่าง นางต้องหาทางกำจัดคุณชายเยี่ยคนนี้ออกไปจากชีวิตของเสิ่นชิงเวยเสียก่อนที่เขาจะขวางทางแผนการของนางไปมากกว่านี้
ทว่าในวินาทีที่ซิ่งหนิงเดินพ้นประตูครัวไป แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในร้านก็ถูกบดบังด้วยร่างสูงโปร่งของคุณชายในชุดขาวคนเดิม
“อรุณสวัสดิ์ ชิงเวย”
เสียงทุ้มอันไพเราะดังกขึ้น เสิ่นชิงเวยเงยหน้าขึ้นมองแล้วต้องใจสั่นอีกรอบ วันนี้จ้าวเสวียนอี้สวมชุดไหมสีขาวนวลปักลายไม้ไผ่สีเขียวอ่อน ใบหน้าที่เคยซีดเซียวดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อยทว่ายังแฝงความอ่อนล้าตามบทบาท เขายืนถือกล่องไม้สลักลายวิจิตรบรรจงไว้ในมือ
“คุณชายเยี่ย ท่านมาแต่เช้าอีกแล้ว” นางทักทายพลางรีบเดินเข้าไปเชิญเขาให้นั่งที่เดิม
“ข้านอนไม่ค่อยหลับน่ะ คิดถึงเรื่องเมื่อคืน กลัวว่าเจ้าจะโกรธจนไม่ยอมให้ข้าเข้าร้าน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัว พลางไอออกมาสองสามครั้งอย่างน่าเวทนา
“ใครจะไปโกรธท่านลงล่ะเจ้าคะ ข้าแค่ยังตั้งตัวไม่ทัน” หญิงสาวหลบตาพัลวัน
จ้าวเสวียนอี้ลอบยิ้มในใจ เขาค่อยๆ วางกล่องไม้ลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้านาง “ข้ามีของสิ่งหนึ่งอยากให้เจ้าถือเป็นของขวัญที่เจ้าช่วยดูแลคนป่วยเช่นข้ามาตลอด”
เสิ่นชิงเวยเปิดกล่องออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะดวงตาเบิกกว้าง ภายในกล่องมีปิ่นปักผมที่ทำจากหยกสีขาวบริสุทธิ์ ตัวปิ่นสลักเป็นรูปดอกเหมยที่กำลังผลิบานอย่างประณีตงดงาม แม้นางจะไม่ใช่นักสะสมเครื่องประดับ แต่การได้เติบโตในจวนอัครเสนาบดีทำให้นางดูออกทันทีว่าหยกชิ้นนี้คือ หยกมันแพะ ชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
“คุณชายเยี่ย ของล้ำค่าเช่นนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ มันแพงเกินไป”
“ของล้ำค่า ย่อมต้องคู่กับสตรีที่ล้ำค่า” เขากุมมือนางไว้เบาๆ ครั้งนี้เขาไม่ยอมให้หางชักกลับ “หากเจ้ารับไว้ ใจข้าถึงจะสงบ อีกอย่าง หยกมีคุณสมบัติเย็น ช่วยปรับสมดุลในร่างกายได้ดี ข้าอยากให้เจ้าพกติดตัวไว้เสมอ”
เสิ่นชิงเวยมองปิ่นหยกสลับกับใบหน้าอ่อนโยนของเขา ความสงสัยแวบขึ้นมาในใจชั่วครู่ว่าพ่อค้าตกยากที่ไหนจะมีเงินซื้อหยกราคาแพงระดับเข้าวังหลวงได้เช่นนี้ แต่ความสิเน่หาที่บังตาก็ทำให้ใจนางหาข้ออ้างให้เขาได้ทันที เขาอาจจะเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ที่ถูกเนรเทศหรือหนีภัยมา จึงพอมีสมบัติติดตัวอยู่บ้าง
“เช่นนั้น ข้าขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ” นางรับมาถือไว้อย่างหวงแหน
ตัดมาที่ด้านหลังร้าน กู้เหยียนในชุดคนส่งผักกำลังทำทีเป็นส่งฟักเขียวให้ซิ่งหนิง เขาแอบมองเข้าไปในร้านผ่านซอกหน้าต่างแล้วถึงกับต้องเบ้ปาก
หยกมันแพะร้อยปีนั่น ท่านอ๋องถึงขั้นบุกคลังสมบัติของฮ่องเต้ (ที่แอบยึดมา) เพื่อเอามาให้สตรีเพียงคนเดียวเนี่ยนะ แล้วดูทำหน้าเข้าสิ ทำหน้าเหมือนคนจะขาดใจตายทุกสามก้าวเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร ช่างหน้าหนาเกินขุนนางขั้นหนึ่งจริงๆ
กู้เหยียนถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปเห็นซิ่งหนิงที่กำลังทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงมุมรั้ว นางแอบผูกผ้าสีแดงไว้ที่กิ่งต้นทับทิมหลังบ้าน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์นัดพบสายลับที่นางเพิ่งคิดขึ้นมาใหม่
กุนซือหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอาใจ นังหนูเอ๋ย ต่อให้เจ้าผูกผ้าเจ็ดสีเจ็ดศอก คนของท่านอ๋องก็ถอดออกหมดแล้วล่ะ
จวบจนยามเซิน จ้าวเสวียนอี้ขอตัวลาไปพักผ่อน เสิ่นชิงเวยจึงมีเวลาว่างไปจัดของหลังร้าน ซิ่งหนิงเห็นโอกาสทองจึงรีบบอกว่าท้องเสียขอตัวไปทำธุระส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วนางลอบหนีออกจากประตูหลังจวนมุ่งหน้าไปยังร้านขายของเก่าที่หัวมุมเมือง
ที่นั่น ซิ่งหนิงก้าวเข้าไปในร้านด้วยความตื่นตระหนก “เถ้าแก่ ข้ามีของจะขาย”
เถ้าแก่ที่กำลังนั่งปัดฝุ่นของเก่าเงยหน้าขึ้นมอง แววตาคมกริบของเขาทำให้ซิ่งหนิงชะงัก แต่นางก็ไม่มีทางเลือกแล้ว “ข้าอยากส่งข่าวไปถึง คุณชายสามตระกูลหลี่ ที่เมืองหลวง บอกเขาว่าห่านป่าหลงฝูงเข้าป่าลึกแล้ว”
เถ้าแก่ร้านของเก่าที่แท้จริงคือคนของกู้เหยียนที่มาเสียบแทนสายลับตัวจริงไปเมื่อสามวันก่อน เขาแสร้งทำเป็นพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ห้าสิบตำลึงเงิน ค่าส่งข่าว”
ซิ่งหนิงควักเงินก้อนสุดท้ายที่แอบซ่อนไว้จ่ายไปอย่างไม่เสียดาย นางรีบวิ่งกลับร้านชาโดยไม่รู้เลยว่า ทันทีที่นางหันหลัง ม้วนจดหมายของนางก็ถูกเผาทิ้งกลายเป็นเถ้าถ่านในเตาผิงทันที
คืนนั้น อากาศในเจียงหนานเย็นลงกว่าปกติ
จ้าวเสวียนอี้กลับมาอยู่ในคราบชินอ๋องผู้เหี้ยมโหดในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ กู้เหยียนเดินเข้ามารายงานเรื่องการส่งข่าวของซิ่งหนิงด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น
“ท่านอ๋อง ซิ่งหนิงพยายามส่งข่าวอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ รอบนี้นางถึงขั้นระบุชื่อ คุณชายสามตระกูลหลี่ ซึ่งก็คือสายลับหัวหน้าหน่วยของไทเฮา ดูเหมือนนางจะเริ่มระแคะระคายตัวตนของท่านแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเสวียนอี้ที่กำลังลูบไล้ภาพวาดของเสิ่นชิงเวยที่เขาแอบวาดขึ้นเองช้าๆ ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีดำขลิบแดงที่ดูดุดัน “นังหนอนบ่อนไส้นั่น ข้าอุตส่าห์เมตตาเก็บไว้นิเทศละครให้นางเอกดู แต่ถ้ามันเริ่มทำตัวเกะกะ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้”
“จะให้กระหม่อมจัดการเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“ยัง” จ้าวเสวียนอี้แค่นยิ้มที่ทำให้กู้เหยียนเสียวสันหลังวาบ “ข้าอยากให้นางเอกเห็นธาตุแท้ของมันด้วยตาตัวเอง ให้เจ้าของนกน้อยรู้ว่า บนโลกที่แสนโหดร้ายนี้ มีเพียง เยี่ยเสวียน เท่านั้นที่จริงใจกับนางที่สุด ส่วนคนรอบกายที่นางรัก ล้วนแต่สวมหน้ากากทั้งสิ้น”
จ้าวเสวียนอี้ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองไปยังทิศทางของร้านชา แสงไฟริบหรี่จากห้องนอนของเสิ่นชิงเวยยังคงเปิดอยู่ เขาจินตนาการถึงร่างกายนุ่มนิ่มของนางที่กำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ความปรารถนาอันรุนแรงและบิดเบี้ยวเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขา
ชิงเวย ข้าอยากจะฉีกกระชากโลกใบนี้ทิ้งเสีย เพื่อให้เหลือเพียงข้ากับเจ้าในจักรวาลที่อ้างว้าง ข้าอยากจะกลืนกินเจ้าเข้าไป ให้เจ้าเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกและเลือดเนื้อของข้า เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องหนีไปไหนได้อีก
ความคลั่งรักที่สะสมมาสองชาติภพทำให้จ้าวเสวียนอี้แทบจะคลุ้มคลั่ง เขาหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมา กรีดลงบนฝ่ามือของตนเองเบาๆ เลือดสีแดงฉานหยดลงบนภาพวาดตรงตำแหน่งริมฝีปากของเสิ่นชิงเวย
“อีกไม่นาน ทุกคนที่เจ้าไว้ใจจะหายไปทีละคน จนเจ้าไม่เหลือใครนอกจากข้า”
รุ่งเช้าวันต่อมา
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นที่หน้าร้านชา เมื่อจู่ๆ มีเจ้าหน้าที่ทางการกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาตรวจค้นร้าน
“มีคนแจ้งว่าร้านนี้ลักลอบขายใบชาเถื่อนที่ผสมยาเสพติด” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ตะคอกเสียงดัง ทำเอาชาวบ้านที่มามุงดูตกใจกันไปหมด
เสิ่นชิงเวยหน้าซีดเผือด “ไม่จริงเจ้าค่ะ ใบชาของข้ามีที่มาที่ไปถูกต้อง”
“เงียบ ค้นร้าน”
เจ้าหน้าที่รื้อค้นร้านจนข้าวของกระจัดกระจาย และที่มุมลับหลังโต๊ะเก็บเงิน พวกเขาก็พบกับห่อผงสีขาวขนาดใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ เสิ่นชิงเวยเบิกตากว้าง นางหันไปมองซิ่งหนิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งบัดนี้สาวใช้แสร้งทำเป็นตัวสั่นหวาดกลัว
นั่นมันอะไรกัน ข้าไม่เคยเห็นห่อนั่นมาก่อน
ในจังหวะที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่กำลังจะเข้ามารวบตัวเสิ่นชิงเวย จ้าวเสวียนอี้ในคราบคุณชายเยี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี เขาวิ่งเข้ามาขวางหน้าเจ้าหน้าที่ไว้ด้วยท่าทางลนลานทว่าเด็ดเดี่ยว
“หยุดก่อน พวกท่านกำลังทำอะไร แม่นางเสิ่นไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้น” เขากางปีกปกป้องนางไว้ด้านหลัง แม้ร่างกายจะดูสั่นเทาและมีอาการไอแทรกอยู่เป็นระยะ
“คุณชายท่านนี้อย่ามายุ่ง หลักฐานคาตาขนาดนี้”
“ข้ามีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของนาง” จ้าวเสวียนอี้ตะโกน พลางหันไปสบตากับหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที เป็นแววตาที่ออกคำสั่งสั่งตาย
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแสร้งทำเป็นค้นดูในห่อผงสีขาวนั้นอีกครั้ง “อ๊ะ เดี๋ยวก่อน นี่มันไม่ใช่ยาเสพติดนี่นา มันเป็นเพียงแป้งหมี่ที่เอาไว้ทำขนม ใครกันที่แจ้งความเท็จ”
เหตุการณ์พลิกผันในพริบตา เจ้าหน้าที่ถอยร่นออกไปพร้อมคำขอโทษอย่างขอไปที ทิ้งให้เสิ่นชิงเวยทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความโล่งอก จ้าวเสวียนอี้รีบเข้าไปประคองนางไว้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่เป็นไรแล้วชิงเวย ข้าอยู่นี่แล้ว” เขาปลอบประโลมเสียงนุ่ม
เสิ่นชิงเวยซบหน้าลงกับอกของเขา ร่ำไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว นางไม่รู้เลยว่า แป้งห่อนั้นคือฝีมือของซิ่งหนิงที่แอบนำมาวางหวังจะแกล้งให้ร้านถูกสั่งปิด เพื่อบีบให้นางเอกหนีไปที่อื่นตามแผนของสายลับ แต่ทว่าจ้าวเสวียนอี้รู้ทันทุกก้าวย่าง เขาจึงซ้อนแผนเปลี่ยนยาพิษจริงให้กลายเป็นแป้งหมี่ และใช้โอกาสนี้สร้างคะแนนความน่าสงสารและความเป็นวีรบุรุษให้ตัวเองอีกครั้ง
ท่ามกลางอ้อมกอดที่ดูอบอุ่น เสิ่นชิงเวยเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ช่วยชีวิตนางไว้อีกครั้ง ความไว้ใจของนางที่มีต่อเขาพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุด ในขณะเดียวกันนางก็เริ่มระแวงคนในบ้านตัวเองอย่างซิ่งหนิงเป็นครั้งแรก
ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไปหาของที่นั่นเจอ ทั้งที่มีแค่ข้ากับซิ่งหนิงที่รู้ตำแหน่งนั้น?
จ้าวเสวียนอี้ก้มลงจูบที่หน้าผากของนางเบาๆ อย่างลึกซึ้ง แววตาสีหมึกของเขาสะท้อนภาพผู้หญิงที่เขารักที่สุด ที่บัดนี้ติดกับดักที่เขาขุดไว้อย่างดิ้นไม่หลุดเสียแล้ว
“จากนี้ไป เจ้าไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ข้าจะปกป้องเจ้าเอง แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้า หรือชีวิตของคนทั้งโลกก็ตาม”
กรงขังไร้เงาแห่งเจียงหนาน บัดนี้รัดรึงแน่นขึ้นกว่าเดิม และเหยื่อตัวน้อยก็กำลังอุ่นใจอยู่ในอ้อมกอดของพญามารอย่างมีความสุขที่สุด