บท
ตั้งค่า

บทที่ 4: วีรบุรุษ (กำมะลอ) ตกยาก

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าในเจียงหนานช่างดูละมุนตา บรรยากาศในซอยหลิวสุ่ยคึกคักไปด้วยผู้คนตามบทบาทที่ถูกวางไว้ เสิ่นชิงเวยตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น นางจัดการจัดแต่งหน้าร้านเช่าเล็กๆ ของตนเองให้กลายเป็นร้านชาที่ดูเรียบง่ายแต่สะอาดตา

“ชิงเวยชาดี” คือชื่อที่นางตั้งขึ้นมาอย่างลวกๆ แม้จะดูธรรมดาแต่นางกลับรู้สึกรักมันอย่างบอกไม่ถูก ชาติก่อนนางเป็นถึงคุณหนูใหญ่ที่ไม่เคยต้องหยิบจับงานหนัก แต่ชาตินี้เพื่ออิสรภาพ นางยินดีที่จะให้สองมือน้อยๆ นี้กร้านขึ้นจากการทำงาน ดีกว่าต้องให้ร่างกายนี้ถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความสิเน่หาที่บิดเบี้ยว

“คุณหนูเจ้าคะ ซาลาเปาร้อนๆ มาแล้วเจ้าค่ะ ป้าหลี่ร้านข้างๆ เอามาให้ บอกว่าเป็นน้ำใจเพื่อนบ้านใหม่เจ้าค่ะ” ซิ่งหนิงเดินยิ้มกริ่มเข้ามาพร้อมถาดซาลาเปาขาวอวบ

เสิ่นชิงเวยมองซาลาเปาเหล่านั้นด้วยสายตาซาบซึ้ง “คนที่นี่ช่างมีน้ำใจนัก เจ้าก็กินเสียเถอะซิ่งหนิง วันนี้เราต้องเหนื่อยกันอีกมาก”

ซิ่งหนิงพยักหน้าพลางกัดซาลาเปาคำโต ทว่าในใจกลับครุ่นคิดอย่างหนัก แปลก... แปลกเกินไปแล้ว ทำไมร้านรวงแถวนี้ถึงดูใจดีกับพวกเราผิดปกติ หรือว่าชาวเจียงหนานจะเป็นพวกซื่อบื้อกันหมด แต่ความสงสัยนั้นก็ถูกรสชาติอร่อยของไส้หมูสับกลบไปจนสิ้น

ในขณะเดียวกัน ที่หัวมุมถนน

“พวกเจ้าจำไว้ ทันทีที่ข้าเดินไปหยุดหน้าหน้าร้านนาง พวกเจ้าต้องพุ่งออกมาหาเรื่องข้าทันที”

จ้าวเสวียนอี้ในคราบ คุณชายเยี่ย สั่งความเสียงต่ำ แววตาสีหมึกที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากหนังมนุษย์จ้องเขม็งไปที่กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าหกคนที่สวมชุดผ้าป่านขาดๆ วิ่นๆ ดูเหมือนอันธพาลข้างถนน

“แต่ท่านอ๋อง เอ้อ คุณชาย พวกกระหม่อมจะกล้าลงมือได้อย่างไร หากพลาดพลั้งทำคุณชายบาดเจ็บ พวกกระหม่อมคงต้องหัวขาดเป็นแน่” หนึ่งใน อันธพาล (ซึ่งจริงๆ คือองครักษ์เงาฝีมือดี) เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“โง่เขลา หากพวกเจ้าไม่ลงมือให้สมจริง นางจะสงสารข้าได้อย่างไร” จ้าวเสวียนอี้ตวาดเบาๆ พลางไอออกมาสองสามครั้งเพื่อซ้อมบทบาทคนป่วย “จำไว้ เตะข้าที่ชายโครงสักทีสองที แล้วผลักข้าลงไปกองกับพื้นหน้าประตูนาง ใครทำได้แนบเนียนที่สุด ข้าจะปูนบำเหน็จให้อย่างงาม”

กู้เหยียนที่ยืนถือพัดอยู่ข้างๆ ถึงกับอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายไปเสียตรงนี้ สวรรค์ทรงโปรด ชินอ๋องผู้เกรียงไกรจ้างคนมาเตะตัวเองเพื่ออ่อยสตรี หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูฮ่องเต้ มีหวังราชวงศ์จ้าวได้อับอายขายหน้าไปเจ็ดชั่วโคตร

“เตรียมตัว นางออกมาหน้าร้านแล้ว” จ้าวเสวียนอี้สั่งการทันทีที่เห็นร่างบางของเสิ่นชิงเวยเดินออกมาปัดกวาดฝุ่นหน้าร้าน

คุณชายเยี่ยเริ่มขยับตัว เขาเดินโซเซออกไปกลางถนน มือหนึ่งกุมหน้าอก อีกมือนำผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาปิดปากแล้วไอ แค่กๆ อย่างต่อเนื่อง รัศมีของคุณชายผู้อ่อนแอและอมโรคแผ่ออกมาจนกู้เหยียนยังต้องยอมรับในทักษะการแสดง

“เฮ้ย เดินดูทางหน่อยสิวะ ไอ้อยู่ได้ น่ารำคาญฉิบหาย”

เสียงตะโกนด่าทอดังขึ้น พร้อมกับกลุ่มอันธพาล (องครักษ์เงาที่สวดมนต์ในใจ) พุ่งเข้ามาล้อมรอบจ้าวเสวียนอี้ไว้

“ขอ... ขออภัยพี่ชายทั้งหลาย ข้าเพียงแต่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ไม่ได้ตั้งใจจะขวางทางพวกท่าน” จ้าวเสวียนอี้ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเบาหวิว ราวกับใบไม้ที่พร้อมจะร่วงหล่น

“ร่างกายไม่แข็งแรงแล้วจะมาเดินเพ่นพ่านทำไมวะ ดูท่าทางรวยนี่หว่า ส่งเงินในกระเป๋ามาซะดีๆ ไม่งั้นพ่อจะเตะให้ไส้แตก” อันธพาลเบอร์หนึ่งพูดบทที่กู้เหยียนเขียนให้เป๊ะทุกคำ

เสิ่นชิงเวยที่กำลังกวาดพื้นอยู่ชะงักมือ นางเงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์กลางถนน เห็นคุณชายท่าทางภูมิฐานแต่ดูอ่อนแอคนหนึ่งกำลังถูกรุมล้อมด้วยชายฉกรรจ์ท่าทางดุร้าย ความทรงจำในอดีตชาติที่นางถูกรังแกและไม่มีใครช่วยทำให้เลือดรักความยุติธรรมในตัวพุ่งพล่าน

“หยุดนะ พวกเจ้าจะทำอะไรคนป่วยน่ะ” เสิ่นชิงเวยตะโกนก้อง นางวางไม้กวาดแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

จ้าวเสวียนอี้เห็นเหยื่อติดกับดักแล้ว เขาแอบยกยิ้มมุมปากที่ไม่มีใครเห็น ก่อนจะส่งสัญญาณให้ลูกน้องลงมือ

“ยุ่งเรื่องชาวบ้านนะแม่นาง เฮ้ย จัดการไอ้สำอางนี่”

อันธพาล สองคนพุ่งเข้าหาจ้าวเสวียนอี้ คนหนึ่งแกล้งเตะเข้าที่หน้าขา (แบบเบาที่สุดในชีวิตแต่ต้องทำท่าเหมือนใส่แรงเต็มที่) ส่วนอีกคนผลักหน้าอกเขาอย่างแรง

“อึก” จ้าวเสวียนอี้ครางออกมาอย่างเจ็บปวด (กำมะลอ) ร่างสูงโปร่งของเขาลอยหวือไปตามแรงผลัก ก่อนจะลงไปนอนกองกับพื้นดินหน้าประตูปร้านชาของเสิ่นชิงเวยอย่างพอดิบพอดี ผ้าเช็ดหน้าสีขาวหลุดมือเผยให้เห็นรอยเลือดสีแดงฉาน (ซึ่งจริงๆ คือสีน้ำหวานที่เขาสมไว้ในปากก่อนออกมา)

“คุณชาย” เสิ่นชิงเวยอุทานอย่างตกใจ นางรีบเข้ามารับร่างของเขาไว้ไม่ให้หัวฟาดพื้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้จากร่างกายของนางโชยเข้าจมูกจ้าวเสวียนอี้จนเขาเผลอสูดหายใจเข้าลึกด้วยความโหยหา

“แม่หนู อย่าไปยุ่งกับพวกมันเลย” ป้าหลี่ร้านซาลาเปาแกล้งทำหน้าที่ชาวบ้านผู้หวาดกลัวตามบท

“ไม่ได้ค่ะป้า พวกมันรังแกคนไม่มีทางสู้” เสิ่นชิงเวยหันไปแยกเขี้ยวใส่อันธพาล “พวกเจ้าจะไปไม่ไป ถ้าไม่ไปข้าจะตะโกนเรียกทหารทางการ”

พวกอันธพาลเงาเห็นว่าละครฉากนี้สมบูรณ์แบบแล้ว จึงแสร้งทำท่าหวาดกลัว “ฝากไว้ก่อนเถอะคุณหนู ไปพวกเรา” แล้วพวกเขาก็รีบวิ่งหายไปหัวมุมถนนด้วยความเร็วปานสายฟ้า เพราะกลัวว่าถ้าอยู่นานกว่านี้จะเผลอคุกเข่าขอขมาเจ้านายที่บังเอิญไปเตะเข้าจริงๆ

“คุณชาย คุณชายเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” เสิ่นชิงเวยประคองร่างของจ้าวเสวียนอี้ขึ้นมา พลางใช้แขนเสื้อของนางเช็ดคราบเลือดที่มุมปากให้เขาด้วยความสงสาร

จ้าวเสวียนอี้ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาสั่นระริก ดูไร้เดียงสาและน่าเวทนาอย่างที่สุด “ขะ ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต ข้ามันคนไร้ค่า ร่างกายขี้โรคเช่นนี้ ไม่ควรลำบากท่านเลย”

“อย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ ซิ่งหนิง มาช่วยข้าพยุงคุณชายเข้าไปในร้านเร็ว”

ซิ่งหนิงวิ่งออกมาช่วยพยุงอีกแรง นางลอบมองหน้าคุณชายเยี่ยแล้วขมวดคิ้ว หน้าตาก็ดีหรอกนะ แต่ดูแล้วน่าจะตายวันตายพรุ่ง คุณหนูนะคุณหนู ดันไปคว้าภาระเข้าบ้านเสียได้

ภายในร้านชา เสิ่นชิงเวยจัดแจงให้จ้าวเสวียนอี้นั่งลงบนตั่งไม้ไผ่ที่นุ่มที่สุด นางรีบไปเอาน้ำร้อนและผ้าสะอาดมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขา

“ท่านอาศัยอยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ ให้ข้าไปส่งที่บ้านไหม”

จ้าวเสวียนอี้ไอออกมาเบาๆ พลางส่งสายตาเศร้าสร้อย “ข้าเพิ่งเดินทางมาจากเมืองหลวง ตั้งใจจะมาทำธุรกิจที่เจียงหนาน แต่ร่างกายกลับทรยศเสียก่อน บ้านเช่าของข้าอยู่ถัดไปอีกไม่กี่ซอยนี่เอง ข้าชื่อ เยี่ยเสวียน เจ้าค่ะ”

“เมืองหลวงหรือเจ้าคะ” เสิ่นชิงเวยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อเมืองที่นางเพิ่งหนีมา “อ้อ ข้าเองก็เพิ่งมาจากที่นั่นเหมือนกัน ข้าชื่อเสิ่นชิงเวยเจ้าค่ะ”

“ช่างเป็นวาสนานัก” จ้าวเสวียนอี้พึมพำ แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “แม่นางเสิ่นช่วยชีวิตเยี่ยผู้นี้ไว้ บุญคุณนี้เยี่ยเสวียนจะไม่มีวันลืม”

กู้เหยียนที่แอบยืนดูอยู่หลังฉากกั้นร้านชา (ซึ่งเขาสั่งให้คนแอบเจาะรูไว้ดู) ถึงกับต้องอุดปากไม่ให้ขำออกมา ท่านอ๋อง ท่านเรียกตัวเองว่าเยี่ยเสวียน? แถมยังทำหน้าเหมือนหมาน้อยหลงทางนั่นอีก ใครก็ได้เอาดาบมาสับข้าที ข้าไม่อยากเห็นภาพนองเลือดทางอารมณ์เช่นนี้แล้ว

“คุณชายเยี่ยอย่าเพิ่งพูดมากเลยเจ้าค่ะ พักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะไปต้มน้ำชาเกสรดอกไม้ที่ช่วยบำรุงปอดมาให้ท่าน” เสิ่นชิงเวยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่จ้าวเสวียนอี้ไม่เคยได้รับในชาติก่อน

หัวใจของพญามารเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง ความอบอุ่นที่นางมอบให้แม้จะเป็นเพียงหน้ากากที่เขาสร้างขึ้นมาหลอกล่อ แต่มันกลับหอมหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งพันปี เขาหลับตาลงซึมซับความห่วงใยนั้น

ชิงเวย เห็นหรือไม่? ข้าบอกแล้วว่าความอ่อนโยนมันได้ผลกว่า ตอนนี้เจ้าเริ่มวางข้าไว้ในใจแล้วใช่ไหม แม้จะเป็นในนามของคนอื่น แต่ข้าก็จะทำทุกวิถีทางให้เจ้าเสพติดความดีงามของข้า จนเจ้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้หากไม่มีข้าคอยอยู่เคียงข้าง

ขณะที่ละครรักกำมะลอกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น อีกด้านหนึ่งของเมืองเจียงหนาน

ซิ่งหนิงแสร้งทำเป็นขอออกไปซื้อของข้างนอก นางเดินลัดเลาะเข้าไปในตลาดที่พลุกพล่าน สายตามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง นางต้องการหาทางส่งข่าวกลับเมืองหลวงให้ได้ เพราะตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่น่าไว้วางใจ การที่คุณหนูไปพัวพันกับคุณชายแปลกหน้าที่มีภูมิหลังไม่ชัดเจน อาจส่งผลเสียต่อแผนการของไทเฮา

นางเดินเข้าไปในร้านเครื่องหอมร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดติดต่อลับที่นางเคยรู้จัก

“เถ้าแก่ ข้าอยากได้กำยานกลิ่น เหมยเหมันต์ มีหรือไม่” นี่คือรหัสลับที่ใช้เรียกตัวสายลับ

เถ้าแก่ร้านเครื่องหอมเงยหน้าขึ้นมองนาง แววตาดูว่างเปล่า “ไม่มีหรอกแม่นาง กลิ่นนั้นเลิกผลิตไปนานแล้ว ตอนนี้มีแต่กลิ่น หลิวริมน้ำ จะเอาหรือไม่?”

ซิ่งหนิงชะงักไป หลิวริมน้ำ ไม่ใช่รหัสที่นางรู้จัก

“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

“ข้าหมายความว่า ร้านนี้เปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว และเจ้าของคนใหม่สั่งไว้ว่า หากมีใครมาถามหา เหมยเหมันต์ ให้บอกว่าให้เลิกฝัน แล้วกลับไปกวาดพื้นซะ” เถ้าแก่ร้านพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับหยิบมีดสั้นออกมาวางบนโต๊ะ

ซิ่งหนิงหน้าซีดเผือด นางรีบถอยกรูดออกจากร้านทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว ถูกกวาดล้างแล้ว สายลับของไทเฮาในเจียงหนานถูกกำจัดทิ้งหมดแล้วหรือ? ใครกัน ใครกันที่มีอำนาจมหาศาลขนาดสั่งปิดหูปิดตาคนทั้งเมืองเจียงหนานได้ขนาดนี้

นางวิ่งกลับร้านชาด้วยอาการตื่นตระหนก แต่เมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน นางก็ต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เพราะเห็นเสิ่นชิงเวยกำลังนั่งหัวเราะเบาๆ กับคุณชายเยี่ยผู้อ่อนแอคนนั้น

“ซิ่งหนิง มาพอดีเลย คุณชายเยี่ยอาสาจะช่วยข้าเขียนป้ายรายการชาให้ใหม่ด้วยล่ะ ลายมือเขาดูงามนัก” เสิ่นชิงเวยหันมาเรียกสาวใช้ด้วยรอยยิ้ม

ซิ่งหนิงมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดู ไร้พิษสง ของคุณชายเยี่ยแล้วรู้สึกขนลุกชันอย่างประหลาด แววตาของคุณชายผู้นี้ตอนที่มองมายังนางเพียงเสี้ยววินาที มันช่างคล้ายกับดวงตาของปีศาจที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณคนให้ขาดสะบั้น

ทว่าเมื่อเสิ่นชิงเวยหันไปมองเขา เขากลับกลายเป็นคนป่วยที่ดูน่าสงสารทันที

ชายคนนี้ อันตราย สัญชาตญาณของสายลับในตัวซิ่งหนิงกรีดร้องเตือน แต่นางกลับพูดออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว เพราะแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวคุณชายเยี่ย ราวกับกำลังบอกนางว่า หากกล้าพูดความจริงแม้แต่คำเดียว ลิ้นของนางจะไม่มีโอกาสได้ใช้การอีกต่อไป

จ้าวเสวียนอี้จิบชาอย่างใจเย็น แววตาที่มองเสิ่นชิงเวยนั้นช่างลึกซึ้งและอ่อนโยนจนน่าใจหาย

“นกน้อยของข้า สวรรค์ที่เจ้าฝันถึง ข้าสร้างมันไว้ให้เจ้าแล้ว และข้านี่แหละที่จะเป็นพระเจ้าเพียงองค์เดียวในโลกใบนี้ของเจ้า”

เกมแมวจับหนูในเจียงหนาน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีทองคำหมื่นตำลึง เลือดนกพิราบ และรอยยิ้มจอมปลอมเป็นเดิมพัน
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel