บทที่ 3: สวรรค์จำลองที่ถูกสร้างด้วยทองคำ
การเดินทางโดยเรือสำเภาล่องลงใต้ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน ท่ามกลางเกลียวคลื่นและสายลมเย็นฉ่ำของแม่น้ำสายใหญ่ เสิ่นชิงเวยยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ปล่อยให้สายลมพัดปะทะใบหน้า หอบเอาความกังวลและความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจมาตลอดหลายวันให้ปลิวหายไป
นางก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตนเอง แม้จะยังขาวซีดและบอบบาง แต่ก็ไม่มีรอยแผลเป็นจากการถูกโซ่ตรวนเสียดสีเหมือนในวาระสุดท้ายของอดีตชาติ ความรู้สึกอิสระแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายทุกครั้งที่สูดลมหายใจ นางรู้สึกราวกับว่าตนเองเพิ่งได้มีชีวิตเป็นครั้งแรก
“คุณหนู ลมแรงนัก เข้าไปพักด้านในเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวจะจับไข้เอาได้”
เสียงของซิ่งหนิงดังขึ้นจากด้านหลัง เสิ่นชิงเวยหันกลับไปยิ้มบางๆ ให้นาง “อีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงท่าเรือเจียงหนานแล้ว ข้าอยากดูทิวทัศน์สักหน่อย เจ้าไปเตรียมเก็บสัมภาระเถอะ”
“เจ้าค่ะ” ซิ่งหนิงรับคำแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องพัก ทว่าทันทีที่หันหลัง รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวใช้ก็จางหายไป กลายเป็นความเคร่งเครียดและร้อนรน
ตลอดสิบห้าวันที่ผ่านมา ซิ่งหนิงพยายามส่งข่าวกลับเมืองหลวงทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะแอบทิ้งสัญลักษณ์ไว้ตามจุดแวะพักเรือ หรือพยายามจ้างวานชาวบ้านริมฝั่งให้ส่งจดหมาย แต่ทุกอย่างกลับเงียบหายไปราวกับก้อนหินจมลงในมหาสมุทร ไม่มีนกพิราบตอบกลับ ไม่มีสายลับของเบื้องบนมาปรากฏตัว ไม่มีแม้แต่สัญญาณใดๆ ราวกับว่านางถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
เกิดเรื่องอันใดขึ้นที่เมืองหลวงกันแน่ หรือว่าสายข่าวของข้าถูกจับได้? ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ สาวใช้สายลับกัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ราวกับมีดวงตาที่มองไม่เห็นคอยจ้องมองพวกนางอยู่ตลอดเวลา แต่นางก็จับสัมผัสใครไม่ได้เลยสักคน
ซิ่งหนิงหารู้ไม่ว่า บนเสากระโดงเรือที่สูงที่สุด ชายในชุดกะลาสีที่เอาแต่ก้มหน้าขัดกระดานไม้มาตลอดการเดินทาง คือ อู๋จี้ รองหัวหน้าองครักษ์เงาที่ปลอมตัวมา และในแขนเสื้อของเขาก็เต็มไปด้วยจดหมายลับของนางที่ถูกดักเก็บไว้ทั้งหมด
ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองเจียงหนาน เมืองท่าริมน้ำที่งดงามและมั่งคั่งที่สุดแห่งดินแดนตอนใต้
“เอาล่ะๆ พวกเจ้าฟังสัญญาให้ดี สัญญาฉบับนี้มีผลครอบคลุมหนึ่งปีเต็ม ตลอดหนึ่งปีนี้ ร้านขายผ้าของเถ้าแก่หวัง ร้านขายซาลาเปาของป้าหลี่ และโรงเตี๊ยมสกุลจาง จะต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ในการบริหารของข้า พวกเจ้าแค่มีหน้าที่แสดงละครเป็นเพื่อนบ้านที่แสนดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้เด็ดขาด หากใครปากสว่าง หึ”
กู้เหยียน กุนซือหนุ่มหล่อเหลาที่บัดนี้สวมชุดผ้าไหมราคาแพงระยับราวกับเศรษฐีหน้าใหม่ สะบัดพัดจีบในมือดังพรึ่บ ก่อนจะโยนหีบไม้ใบใหญ่ลงบนโต๊ะ
กริ๊ก ทันทีที่ฝาหีบเปิดออก แสงสีทองอร่ามของก้อนทองคำแท่งนับร้อยก็สาดส่องจนชาวบ้านและเถ้าแก่ร้านค้าในซอย หลิวสุ่ย (ซอยน้ำไหล) ถึงกับตาพร่ามัวไปตามๆ กัน
“ทะ ทองคำ สวรรค์ นี่มันทองคำแท้ๆ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“แค่พวกเจ้าทำตามที่ข้าสั่ง ทองพวกนี้ก็รับไปแบ่งกันได้เลย อ้อ แล้วอย่าลืมบทบาทล่ะ ท่านลุงเฉิน ท่านต้องรับบทเป็นเจ้าของบ้านเช่าใจดีที่ลูกชายเพิ่งสอบติดจอหงวนที่เมืองหลวง เลยอยากปล่อยเช่าบ้านในราคาถูกแสนถูก ส่วนป้าหลี่ ท่านต้องรับบทเป็นแม่ค้าซาลาเปาที่ชอบเอาขนมมาแจกเพื่อนบ้านบ่อยๆ เข้าใจหรือไม่”
“ขะ เข้าใจขอรับนายท่าน ต่อให้ท่านให้ข้ารับบทเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ข้าก็ยอมขอรับ” ลุงเฉินรีบผงกหัวหงึกหงัก คว้าก้อนทองมากอดไว้แน่นราวกับกลัวมันจะหายไป
กู้เหยียนโบกมือไล่ชาวบ้านที่ถูกจ้างมาเป็น นักแสดงประกอบ ให้ออกไปเตรียมตัว ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ ยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความปวดร้าว
ท่านอ๋องนะท่านอ๋อง นี่ท่านเห็นข้าเป็นอะไร ข้าคือหัวกะทิอันดับหนึ่งของการสอบขุนนางบุ๋น เป็นกุนซือที่วางแผนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ชนะศึกชายแดนมานับไม่ถ้วน แต่กลับต้องมานั่งเขียนบทละครฉากใหญ่ จัดฉากสร้างเพื่อนบ้านจำลองให้สตรีเพียงคนเดียวเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว จวนชินอ๋องต้องล่มสลายในมือคนคลั่งรักอย่างท่านแน่ๆ
กุนซือหนุ่มได้แต่ก่นด่าเจ้านายในใจอย่างสาดเสียเทเสีย ทว่าเมื่อนึกถึงสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งและคำขู่ของจ้าวเสวียนอี้ที่ว่า หากมีแมลงวันตัวผู้กล้าบินเฉียดกรายนางแม้แต่ตัวเดียว ข้าจะจับเจ้าถ่วงน้ำที่เจียงหนาน กู้เหยียนก็รีบดีดตัวลุกขึ้นมาตรวจตราความเรียบร้อยของ ค่ายกลเมืองจำลอง อีกครั้งด้วยความหวาดผวา
รอจนกระทั่งองครักษ์เงาเข้ามารายงานว่าเรือของเป้าหมายกำลังจะเทียบท่า กู้เหยียนก็พรูลมหายใจยาว มหรสพโรงใหญ่ที่ใช้ทองคำนับหมื่นตำลึงเป็นฉากหลัง กำลังจะเปิดม่านขึ้นแล้ว
ยามเว่ย เรือสำเภาขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าเมืองเจียงหนาน
เสิ่นชิงเวยก้าวลงจากเรือพร้อมกับซิ่งหนิง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเมืองที่คึกคักและมีชีวิตชีวา สองฝั่งแม่น้ำเรียงรายไปด้วยร้านรวงและต้นหลิวที่ลู่ลู่ไปตามลม เสียงร้องเร่ขายของของพ่อค้าแม่ค้าดังประสานกันเป็นจังหวะ นี่คือชีวิตชีวาแบบที่เมืองหลวงอันเคร่งเครียดไม่มีทางมอบให้ได้
นางสูดกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่ลอยมาตามลม “พวกเราไปหาที่พักกันเถอะ ข้าอยากได้เรือนเล็กๆ ที่มีหน้าร้าน สักซอยที่คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป”
สองนายบ่าวในคราบชาวบ้านธรรมดาเดินลัดเลาะไปตามถนนสายเล็กๆ จนนางบังเอิญ (ที่ถูกจัดฉากไว้) เดินเข้าไปในซอยหลิวสุ่ย ซอยแห่งนี้ดูสะอาดสะอ้าน ร่มรื่น และมีร้านค้าเล็กๆ ตั้งอยู่ประปราย บรรยากาศดูอบอุ่นเป็นกันเอง
ขณะที่กำลังมองหาป้ายประกาศให้เช่า จู่ๆ ชายชราท่าทางใจดีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาทักทาย
“แม่หนูทั้งสองเพิ่งมาจากต่างเมืองหรือ ดูท่าทางกำลังหาที่พักอยู่ใช่หรือไม่เล่า”
“ใช่เจ้าค่ะท่านลุง พอดีข้ากับน้องสาวอยากหาเรือนเล็กๆ ที่มีหน้าร้านไว้ทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ท่านพอจะรู้จักบ้างหรือไม่เจ้าคะ” เสิ่นชิงเวยตอบอย่างสุภาพ
ชายชรา (หรือก็คือลุงเฉินที่รับทองคำไปแล้ว) ตบเข่าฉาดใหญ่ แสร้งทำสีหน้าดีใจราวกับสวรรค์ประทานพร “โอยยย ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร เรือนของข้าฝั่งตรงข้ามนั่นไงเล่า มีหน้าร้านกว้างขวาง ด้านหลังก็มีห้องนอนสองห้อง พอดีลูกชายข้าเพิ่งสอบติดจอหงวนที่เมืองหลวง ข้ากำลังจะย้ายไปอยู่กับเขา เลยอยากหาคนมาเช่าดูแลเรือนให้พอดี พวกเจ้าดูเป็นเด็กดี ข้าคิดค่าเช่าแค่เดือนละหนึ่งตำลึงเงินก็แล้วกัน”
หนึ่งตำลึงเงิน ซิ่งหนิงถึงกับเบิกตากว้าง เรือนทำเลดีขนาดนี้ ในเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองอย่างเจียงหนาน ต่อให้เดือนละสิบตำลึงเงินก็ยังมีคนแย่งกันเช่า
“หนึ่งตำลึง จะดีหรือเจ้าคะท่านลุง มันถูกเกินไป” เสิ่นชิงเวยเองก็ตกใจไม่แพ้กัน
“ถูกอะไรกันเล่า ข้าแค่ไม่อยากให้เรือนมันร้างจนปลวกกินต่างหาก ถือว่าช่วยๆ กันดูแลบ้านให้คนแก่เถอะนะ เอ้า ตามข้ามาดูข้างในสิ”
ลุงเฉินรีบกุลีกุจอพาสองนายบ่าวเข้าไปดูด้านในเรือน ทุกอย่างถูกทำความสะอาดไว้อย่างหมดจด เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ดูเรียบง่ายแต่แข็งแรง หลังบ้านยังมีสวนเล็กๆ ที่ปลูกดอกมะลิไว้อย่างงดงาม เสิ่นชิงเวยมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
ตั้งแต่เกิดใหม่ ไม่คิดเลยว่าโชคชะตาจะเข้าข้างนางถึงเพียงนี้ หนีรอดมาได้อย่างราบรื่น แถมยังเจอคนดีๆ ให้ความช่วยเหลือ นางหลงคิดไปว่านี่คือรางวัลที่สวรรค์ชดเชยให้กับความเจ็บปวดในอดีตชาติของนาง
“ข้าตกลงเช่าเจ้าค่ะท่านลุง ขอบคุณท่านมากจริงๆ” เสิ่นชิงเวยยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่สดใสที่สุดนับตั้งแต่เกิดใหม่
ไกลออกไปที่ฝั่งตรงข้ามของถนน ภายในชั้นสองของโรงเตี๊ยมที่ถูกปิดเหมารวมทั้งชั้น กู้เหยียนยืนมองลงมาจากหน้าต่าง เมื่อเห็นรอยยิ้มของหญิงสาว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจ คุณหนูเสิ่นช่างน่าสงสาร โดนหลอกต้มเปื่อยจนสุกแล้วยังไปขอบคุณโจรอีก
“นางเข้าพักแล้วใช่หรือไม่?”
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นดังก้องขึ้นจากด้านหลัง กู้เหยียนสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปประสานมือทำความเคารพ “พ่ะย่ะค่ะ นางตกลงเช่าเรือนเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ท่านอ๋องวางไว้ทุกประการพ่ะย่ะค่ะ”
ที่โต๊ะน้ำชาตรงกลางห้อง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งกำลังนั่งเช็ดกระบี่ในมืออย่างเชื่องช้า บัดนี้จ้าวเสวียนอี้ไม่ได้อยู่ในชุดชินอ๋องสีดำทะมึนและหน้ากากเงินที่น่าสะพรึงกลัวอีกต่อไป
เขาสวมชุดไหมปักดิ้นเงินลายเมฆาคล้อยสีขาวพิสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกเนื้อดี หน้ากากหนังมนุษย์ที่ช่างฝีมือชั้นยอดประดิษฐ์ขึ้น ปรับเปลี่ยนโครงหน้าของเขาให้ดูอ่อนโยนลง ลดทอนความดุดันของคิ้วกระบี่ และทำให้ดวงตาที่เคยก้าวร้าวดูละมุนละไมและแฝงความป่วยไข้เล็กน้อย
มองเผินๆ เขาไม่ต่างอะไรกับ คุณชายเยี่ย พ่อค้าตระกูลใหญ่ผู้ร่ำรวย แต่อ่อนแอและอมโรค ชนิดที่สตรีเห็นแล้วต้องนึกเอ็นดูและอยากปกป้อง
จ้าวเสวียนอี้ลุกขึ้นยืน เดินมาที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองลงไปยังเรือนเล็กๆ ฝั่งตรงข้าม นัยน์ตาสีหมึกที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากทอประกายวาบวับด้วยความพึงพอใจและหลงใหลอย่างลึกซึ้ง
“นางดู มีความสุขมากพ่ะย่ะค่ะ” กู้เหยียนลอบสังเกตสีหน้าเจ้านายแล้วพูดขึ้นเบาๆ
“ใช่ นางมีความสุข” จ้าวเสวียนอี้พึมพำ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้น “เพราะนางคิดว่านางกางปีกบินออกมาได้ไกลจนพ้นสายตาของข้าแล้ว ความหวังอันหอมหวานนี้แหละ คือยาชาชั้นดีที่จะทำให้นางไม่รู้สึกตัว ยามที่กรงเล็บของข้าตะปบลงไป”
เขาใช้ปลายนิ้วลูบเบาๆ ที่ขอบหน้าต่างไม้ ราวกับกำลังลูบไล้พวงแก้มของคนในความคิด “ชาติก่อน ข้าทำพลาดที่ให้ความกลัวนำหน้า ชาตินี้ ข้าจะใช้ความอ่อนโยนจอมปลอมเหล่านี้ค่อยๆ ถักทอเป็นเส้นใยรัดรึงนางไว้ ให้นางเป็นคนเดินเข้ามาในกรงของข้าเอง ให้นางเป็นฝ่ายขอร้องไม่ให้ข้าจากไป”
เสียงของเขาแผ่วเบา ทว่ากลับแฝงไปด้วยความคลั่งรักและบิดเบี้ยวจนน่าขนลุก กู้เหยียนได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเจ้านาย เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างพญามารที่ใช้ดาบฟาดฟันตรงๆ กับพญามารที่รู้จักใช้เล่ห์กลและแสร้งทำตัวอ่อนแอ แบบไหนมันน่ากลัวกว่ากัน
“เตรียมตัวให้พร้อม กู้เหยียน” จ้าวเสวียนอี้หันกลับมา แววตาเปลี่ยนเป็นเฉียบขาด “พรุ่งนี้ คุณชายเยี่ย ผู้มั่งคั่งแต่ร่างกายอ่อนแอ จะต้องเดินหลงทางไปหน้าเรือนของแม่ค้าขายชาผู้นั้นอย่างบังเอิญเสียหน่อย จำไว้ สั่งคนของเราให้จัดฉากอันธพาลรังแกแม่ค้าให้แนบเนียนที่สุด ข้าต้องการจังหวะ วีรบุรุษช่วยสาวงาม ที่งดงามที่สุด”
“ทะ ท่านอ๋อง จะให้ท่านเป็นวีรบุรุษหรือให้คนของเราเป็นพ่ะย่ะค่ะ? ในเมื่อท่านรับบทเป็นคนป่วย” กู้เหยียนถามอย่างงุนงง
“โง่เขลา ข้าเป็นคนป่วย ข้าย่อมต้องเป็นฝ่ายถูกอันธพาลผลักจนล้มลงไปกองกับพื้น เพื่อเรียกความสงสารจากนางสิ” จ้าวเสวียนอี้ตวัดสายตาดุๆ ใส่กุนซือ “จำไว้ ใครกล้าเตะข้าเบาเกินไปจนดูไม่สมจริง ข้าจะสั่งตัดขามัน”
กู้เหยียนอ้าปากค้าง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ชินอ๋องผู้กุมกำลังทหารนับแสน ผู้ที่แค่กระทีบเท้าเมืองหลวงก็สั่นสะเทือน ยอมลงทุนโดนนักเลงกระจอกๆ (ที่จ้างมาเอง) เตะก้านคอเพื่อออดอ้อนสตรีเนี่ยนะ?
“รับ.. รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” กุนซือหนุ่มปาดเหงื่อที่ซึมตามหน้าผาก ในใจได้แต่ไว้อาลัยล่วงหน้าให้กับพวกองครักษ์เงาที่ต้องมารับบทเป็นอันธพาลเตะเจ้านายตัวเอง หากเตะเบาก็โดนตัดขา หากเตะแรงไปแล้วเจ้านายเจ็บจริง ก็คงโดนสับเป็นหมื่นชิ้น
ชีวิตการเป็นลูกน้องของคนคลั่งรักนี่มันช่างอาภัพเสียจริง
เจียงหนานยามค่ำคืน สายลมพัดโชยกลิ่นดอก กุ้ยฮวาอบอวลไปทั่วเมือง เสิ่นชิงเวยนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงไม้ไผ่ รอยยิ้มบางๆ ยังคงประดับบนใบหน้ายามหลับใหล นางฝันถึงอนาคตที่สงบสุข ฝันถึงการเปิดร้านขายชาเล็กๆ ที่มีลูกค้าประจำน่ารักๆ
โดยหารู้ไม่ว่า ทันทีที่แสงอรุณของวันใหม่สาดส่อง ลูกค้าประจำ ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของนาง จะมาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน และฝันหวานที่นางกำลังดื่มด่ำอยู่นี้ คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่หนีไม่พ้นไปชั่วกัปชั่วกัลป์