บทที่ 2: รอยยิ้มอาบยาพิษของสาวใช้
ยามซื่อ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงที่เคยสว่างไสวกลับถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้มทะมึน ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาจนเปลวเทียนในห้องสั่นไหว ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาเยือน
ภายในห้องนอนที่หรูหราของจวนอัครเสนาบดี เสิ่นชิงเวยกำลังง่วนอยู่กับการรื้อค้นหีบสมบัติส่วนตัว นางเทเครื่องประดับทั้งหมดลงบนเตียง นัยน์ตากลมโตที่เคยฉายแววไร้เดียงสากวาดมองกองกำไลหยก ปิ่นทองคำ และสร้อยไข่มุกน้ำงามด้วยสายตาเรียบเฉย
ของพวกนี้สวยงามและมีค่ามหาศาลก็จริง แต่มันหนักและสะดุดตาเกินไป หากนางต้องการหลบหนี สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ ตั๋วเงิน และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่นำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้ง่ายโดยไม่ถูกสงสัย
นางหยิบตั๋วเงินปึกใหญ่ออกมาจากช่องลับใต้กล่องเครื่องประดับ นับรวมๆ กันแล้วมีมากกว่าห้าพันตำลึงทอง เงินจำนวนนี้มากพอให้นางไปตั้งรกรากเปิดกิจการเล็กๆ ในเมืองที่ห่างไกลได้อย่างสุขสบายไปทั้งชีวิต นางพับตั๋วเงินซ่อนไว้ในสาบเสื้ออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เลือกหยิบเพียงปิ่นเงินเรียบๆ สองสามอันและกำไลหยกเนื้อแข็งที่ดูไม่สะดุดตานักห่อใส่ผ้าเช็ดหน้า
“คุณหนู ท่านกำลังทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากหน้าประตู เสิ่นชิงเวยชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้กับร่างของสาวใช้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา
ซิ่งหนิงเบิกตากว้างเมื่อเห็นกองเครื่องประดับระเกะระกะบนเตียง “คุณหนูเอาของมีค่าพวกนี้ออกมาทำไมเจ้าคะ หรือว่าอยากจะให้บ่าวจัดระเบียบหีบสมบัติใหม่”
เสิ่นชิงเวยจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูซื่อสัตย์ไร้พิษสงของสาวใช้คนสนิท ภาพในอดีตชาติที่ซิ่งหนิงถูกดาบของจ้าวเสวียนอี้บั่นคอจนเลือดสาดกระเซ็นเพื่อปกป้องนาง ยังคงฉายชัดในความทรงจำ สำหรับเสิ่นชิงเวยแล้ว บนโลกใบนี้คนที่นางไว้ใจและเชื่อใจมากที่สุดรองจากบิดามารดา ก็คือเด็กสาวตรงหน้านี้
“ซิ่งหนิง ปิดประตูให้สนิท แล้วมานี่สิ” เสิ่นชิงเวยเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่จริงจัง
สาวใช้รีบหันไปปิดประตูลงกลอนอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ “มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ สีหน้าคุณหนูดูไม่สู้ดีเลย”
“ข้าจะไปจากที่นี่” เสิ่นชิงเวยพูดตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม “ข้าจะออกจากเมืองหลวง คืนนี้เลย”
“อะ อะไรนะเจ้าคะ” ซิ่งหนิงยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด “คุณหนูจะหนี หนีไปที่ใดเจ้าคะ แล้วนายท่านกับฮูหยินล่ะ เกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้นทำไมท่านต้องทำเช่นนี้”
“ข้าอธิบายให้เจ้าฟังตอนนี้ไม่ได้ มันซับซ้อนเกินไป” เสิ่นชิงเวยจับมือสาวใช้ไว้แน่น บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึก “ข้ารู้แค่ว่าหากข้ายังอยู่ที่นี่ จวนอัครเสนาบดีจะต้องพบกับหายนะ ข้าต้องไปให้ไกลที่สุดเพื่อตัดขาดตัวเองออกจากตระกูลเสิ่น เจ้าจงเก็บกวาดของมีค่าพวกนี้ซะ ส่วนอันที่ข้าห่อไว้ ข้าจะเอาติดตัวไป”
ซิ่งหนิงทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ “คุณหนู ท่านจะไปคนเดียวได้อย่างไร บ่าวไม่ยอมนะเจ้าคะ หากท่านจะไป บ่าวก็จะไปกับท่านด้วย บ่าวสาบานว่าจะดูแลคุณหนูไปจนตาย จะไม่ยอมทิ้งท่านเด็ดขาด”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความภักดีนั้นทำให้ขอบตาของเสิ่นชิงเวยร้อนผ่าว นางลูบผมสาวใช้เบาๆ ด้วยความตื้นตันใจ ชาติก่อนนางก็ตายเพราะข้า ชาตินี้นางก็ยังยืนกรานจะร่วมหัวจมท้าย ช่างเป็นเด็กโง่ที่ซื่อสัตย์จริงๆ
“ได้ ถ้าเจ้าอยากไปกับข้า ก็รีบไปเก็บข้าวของเถอะ เอาไปเฉพาะเสื้อผ้าสีทึบธรรมดาๆ และของที่จำเป็นเท่านั้น ห้ามให้ใครในจวนรู้เรื่องนี้เด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้ คุณหนูวางใจได้เลยเจ้าค่ะ” ซิ่งหนิงรับคำอย่างหนักแน่น รอยยิ้มซื่อๆ ของนางทำให้เสิ่นชิงเวยคลายความกังวลลงไปได้มาก หญิงสาวพยักหน้าอนุญาตให้สาวใช้ออกไปจัดการธุระ
ทว่า ทันทีที่ประตูห้องนอนปิดลงและแผ่นหลังของซิ่งหนิงพ้นจากสายตาของคุณหนูใหญ่ รอยยิ้มใสซื่อบนใบหน้าของสาวใช้ก็เลือนหายไปในพริบตา
ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความห่วงใย บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมราวกับงูพิษ ซิ่งหนิงแค่นเสียงหัวเราะหยันในลำคอเบาๆ ขณะเดินหลบฉากไปตามระเบียงทางเดินที่เงียบสงบ
หนีงั้นหรือ? คุณหนูใหญ่ผู้โง่เขลาและบอบบางราวดอกไม้ในเรือนกระจก จู่ๆ นึกบ้าอะไรขึ้นมาถึงอยากจะหนีออกจากเมืองหลวง หรือว่านางจะล่วงรู้แผนการลับของนายท่านเข้าแล้ว
ไม่มีทาง เรื่องที่ฝ่าบาทและไทเฮากำลังรวบรวมหลักฐานเท็จเพื่อยัดข้อหากบฏให้ตระกูลเสิ่น เป็นความลับขั้นสุดยอดที่แม้แต่อัครเสนาบดีเสิ่นเองก็ยังไม่ระแคะระคาย แล้วคุณหนูใหญ่ที่วันๆ เอาแต่อยู่ในเรือนจะไปรู้ได้อย่างไร
หรือจะแค่คุณหนูเอาแต่ใจที่อยากจะหนีตามบุรุษ
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใด ซิ่งหนิงก็ปล่อยผ่านไม่ได้ นางคือ สายลับที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีและถูกส่งมาแฝงตัวอยู่ในจวนอัครเสนาบดีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หน้าที่ของนางคือการจับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลเสิ่น และคอยแอบผสมยาสลายกำลังลงในอาหารของเสิ่นชิงเวยทีละน้อย เพื่อให้ว่าที่พระชายาของตระกูลเสิ่นมีร่างกายที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ จนไม่อาจมีทายาทได้
ซิ่งหนิงเดินลัดเลาะไปจนถึงสวนไผ่ด้านหลังจวนที่ลับตาคน นางล้วงกระดาษม้วนเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วก้อยออกมาจากแขนเสื้อ ใช้พู่กันอันจิ๋วเขียนข้อความด้วยความรวดเร็ว
นกน้อยตื่นตูม เตรียมทิ้งรังคืนนี้ โปรดสั่งการ
นางเดินไปที่กรงนกพิราบที่ซ่อนอยู่ในโพรงไม้ จัดการผูกม้วนกระดาษเข้ากับขาของนกพิราบสื่อสารตัวหนึ่ง แล้วปล่อยมันให้โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ขมุกขมัวไปด้วยเมฆฝน
สาวใช้ตัวร้ายมองตามนกพิราบไปจนลับสายตา รอยยิ้มแสยะปรากฏขึ้นบนมุมปาก ไปเถอะคุณหนู ท่านอยากจะหนีไปที่ใด บ่าวก็จะตามไปรับใช้ท่านด้วยความยินดี แต่ทันทีที่เบื้องบนมีคำสั่งลงมา บ่าวจะเป็นคนส่งท่านลงนรกด้วยมือของบ่าวเอง
หารู้ไม่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า และเหนือเงายังมีมัจจุราชที่ซ่อนตัวอยู่ลึกกว่า
นกพิราบสื่อสารตัวนั้นบินไปได้เพียงไม่กี่ลี้ ข้ามกำแพงจวนตระกูลเสิ่นไปได้ไม่ทันไร ลูกธนูเหล็กสีดำสนิทก็แหวกอากาศดัง ฟุ่บ.. เสียบทะลุร่างของนกพิราบอย่างแม่นยำจนมันร่วงหล่นลงมากลางตรอกแคบๆ
เงาร่างในชุดดำรัดกุมกระโดดลงมาจากหลังคาอย่างแผ่วเบาราวกับแมว องครักษ์เงาของจ้าวเสวียนอี้หยิบซากนกพิราบขึ้นมา ปลดม้วนกระดาษที่ขาของมันออกอ่านเพียงปราดเดียว ก่อนจะยัดมันเก็บเข้าแขนเสื้อแล้วใช้วิชาตัวเบากระโดดหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
ยามซวี ฝนที่ตั้งเค้ามาทั้งวันในที่สุดก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกลบเสียงสรรพสิ่งในเมืองหลวงจนหมดสิ้น
ในห้องนอนที่จุดเทียนเพียงเล่มเดียว เสิ่นชิงเวยกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ นางจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึก มือเล็กๆ สั่นเทาขณะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษซวนจื่อสีขาวสะอาด หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงบนหลังมือของนางครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นางก็กัดฟันข่มเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา
อกตัญญูยิ่งนัก ลูกอกตัญญูที่ไม่อาจทดแทนคุณบิดามารดา นับแต่นี้ไป เสิ่นชิงเวยขอตัดขาดจากตระกูลเสิ่น การกระทำใดๆ ของลูกหลังจากนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับจวนอัครเสนาบดีอีกต่อไป ขอท่านพ่อท่านแม่โปรดรักษาสุขภาพ ลืมลูกสาวที่ไม่ได้ความคนนี้เสียเถิด
ข้อความสั้นๆ แต่เฉือนหัวใจผู้เขียนจนแหว่งวิ่น นางรู้ดีว่าหากบิดามารดามาเห็นจดหมายฉบับนี้ พวกท่านจะต้องใจสลายและตามหานางแทบพลิกแผ่นดิน แต่นางไม่มีทางเลือก ในอดีตชาติ ความตายของคนทั้งตระกูลคือตราบาปที่บดขยี้วิญญาณของนางจนแหลกเหลว จ้าวเสวียนอี้ใช้ครอบครัวมาเป็นโซ่ตรวนล่ามนางไว้
หากชาตินี้นางหายตัวไป และมีจดหมายตัดขาดเป็นหลักฐาน อย่างน้อยหากวันหน้าเกิดเรื่องขึ้น จ้าวเสวียนอี้ก็จะไม่มีข้ออ้างมาแตะต้องตระกูลเสิ่นเพื่อข่มขู่นางได้อีก
“คุณหนูเจ้าคะ ทุกอย่างพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงของซิ่งหนิงดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับที่สาวใช้ผลักประตูเข้ามา ทั้งสองคนสวมชุดผ้าฝ้ายสีหม่นแบบชาวบ้านธรรมดา และสวมหมวกสานปีกกว้างที่มีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าไว้มิดชิด
เสิ่นชิงเวยรีบเช็ดน้ำตา วางจดหมายทับไว้ด้วยที่ทับกระดาษหยกบนโต๊ะ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความเข้มแข็งกลับมา “ไปกันเถอะ”
ทั้งสองคนแบกห่อผ้าเล็กๆ ลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินในจวนอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกหนักและฟ้าที่มืดสนิท ทำให้ไม่มีบ่าวไพร่คนใดออกมาเดินเพ่นพ่าน พวกนางใช้กุญแจผีที่ซิ่งหนิงแอบไปขโมยมาจากพ่อบ้าน ไขประตูหลังของจวนออกไปสู่ตรอกแคบๆ ที่ชื้นแฉะ
ที่ท้ายตรอก มีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ท่ามกลางสายฝน เป็นรถม้าเก่าๆ ที่ดูทรุดโทรม ไม่สะดุดตาแต่อย่างใด ซิ่งหนิงเป็นคนออกหน้าไปติดต่อล่วงหน้าด้วยเงินก้อนเล็กๆ ตามคำสั่งของเสิ่นชิงเวย
คนขับรถม้าสวมเสื้อกันฝนที่ทำจากฟางข้าว นั่งก้มหน้าอยู่บนที่นั่งด้านหน้า เขาไม่พูดพล่ามทำเพลง เพียงแค่พยักหน้ารับเมื่อเห็นพวกนางเดินมาถึง
“ไปท่าเรือข้ามฟาก” เสิ่นชิงเวยกระซิบสั่ง นางวางแผนจะนั่งรถม้าไปให้ถึงท่าเรือนอกเมืองให้เร็วที่สุด แล้วต่อเรือสำเภาล่องลงใต้สู่ เจียงหนาน
คนขับรถม้ากระตุกสายบังเหียน ม้าแก่ๆ ค่อยๆ ก้าวเดินฝ่าสายฝนออกไปจากตรอกแคบ เสิ่นชิงเวยเปิดม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นเล็กน้อย หันกลับไปมองกำแพงจวนอัครเสนาบดีเป็นครั้งสุดท้าย
ลาก่อน ท่านพ่อ ท่านแม่ ลาก่อนเมืองหลวงอันโหดร้าย และลาก่อน จ้าวเสวียนอี้ ชาตินี้เราอย่าได้พบเจอกันอีกเลย
นางปล่อยม่านลงพิงพนักรถม้าพร้อมกับถอนหายใจยาว ความรู้สึกโล่งอกแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายราวกับนกที่เพิ่งหลุดพ้นจากกรงขัง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ซิ่งหนิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย
แปลก ทำไมนกพิราบสื่อสารของข้าถึงยังไม่มีการตอบกลับ เบื้องบนควรจะส่งคนมาดักจับนางตั้งแต่หน้าประตูหลังจวนสิ หรือว่าฝนตกหนักเกินไปจนนกพิราบบินหลงทาง สาวใช้สายลับคิดในใจอย่างกระวนกระวาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องนั่งรถม้าตามน้ำไปก่อน
และสิ่งที่พวกนางทั้งสองคนไม่รู้เลยก็คือ คนขับรถม้าที่สวมชุดกันฝนฟางข้าวผู้นั้น เมื่อดึงหมวกสานใบใหญ่ออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นทางยาวที่หางตา เขาไม่ใช่อาแปะรับจ้างขับรถม้าทั่วไป แต่เป็น อู๋จี้ รองหัวหน้าองครักษ์เงาจวนชินอ๋อง
รถม้าวิ่งฝ่าสายฝนไปตามถนนที่เงียบสงัด มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงอย่างราบรื่น ไม่มีทหารยามเรียกตรวจ ไม่มีใครขัดขวาง ทุกอย่างง่ายดายราวกับมีคนแอบกรุยทางปูพรมแดงไว้ให้ล่วงหน้า
เวลาเดียวกัน ณ ห้องหนังสือจวนชินอ๋อง
จ้าวเสวียนอี้กำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้บุด้วยขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ มือหนาข้างหนึ่งถือถ้วยชาเคลือบศิลาดล ค่อยๆ จิบชาหลงจิ่งชั้นดีอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ขัดกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ด้านนอก
“ก๊อกๆ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่กู้เหยียน กุนซือ หนุ่มในชุดสีฟ้าอ่อนจะเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาประสานมือคารวะผู้เป็นนายแล้วเอ่ยขึ้น
“นางไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเสวียนอี้ไม่เงยหน้าขึ้นจากถ้วยชา เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ราบรื่นดีหรือไม่?”
“ราบรื่นจนน่าขนลุกเลยพ่ะย่ะค่ะ” กู้เหยียนถอนหายใจยาว “องครักษ์อู๋จี้เป็นคนขับรถม้าให้พวกนางด้วยตนเอง ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปทางท่าเรือข้ามฟากทิศใต้ เป้าหมายน่าจะเป็นเมืองเจียงหนานตามที่ท่านอ๋องคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน”
จ้าวเสวียนอี้วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นบางๆ “เจียงหนาน เมืองท่าน้ำล้อมรอบ ภูมิทัศน์งดงาม อากาศอบอุ่น นกน้อยของข้าช่างตาถึงนักที่เลือกไปสร้างรังใหม่ที่นั่น”
“ท่านอ๋อง กระหม่อมขอเสียมารยาทถาม” กู้เหยียนขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ “กระหม่อมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดท่านจึงปล่อยนางไปง่ายๆ แถมยังแอบช่วยอำนวยความสะดวกให้นางหนีอีกต่างหาก หากท่านพึงใจในตัวคุณหนูใหญ่เสิ่น ก็แค่ส่งเกี้ยวไปรับเข้าจวน หรือทูลขอสมรสพระราชทานก็สิ้นเรื่อง ไฉนต้องทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”
กู้เหยียนที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับตำราพิชัยสงครามและการเมือง ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าในใจของจ้าวเสวียนอี้กำลังคิดอะไร ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปด้วยอำนาจล้นฟ้า เหตุใดต้องมานั่งเล่นซ่อนแอบกับสตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
จ้าวเสวียนอี้ลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าต่าง มองดูหยาดฝนที่สาดกระเซ็นกระทบกระจก แววตาของเขาดูลึกล้ำและมืดมิดราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร
“เพราะการบังคับขืนใจ มันไม่ได้ผลอย่างไรล่ะ” เขาพึมพำเสียงแผ่วเบาราวกับรำพึงกับตัวเอง
ชาติก่อนเขาใช้ทั้งอำนาจ กำลัง และความกลัว บีบบังคับให้นางอยู่ข้างกาย ผลสุดท้ายคือการได้ตระกองกอดร่างที่เย็นชืดและสายตาที่เกลียดชังเขาจนลมหายใจสุดท้าย ชาตินี้เขาจะไม่โง่เขลาทำผิดซ้ำสอง
ในเมื่อนางอยากได้อิสรภาพ เขาก็จะมอบอิสรภาพ จอมปลอมให้นาง
“กู้เหยียน” ชายหนุ่มหันกลับมา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและเฉียบขาด “เตรียมเงินทุนจากคลังลับของเราออกมาให้มากที่สุด ส่งคนล่วงหน้าไปที่เจียงหนาน กว้านซื้อโรงเตี๊ยม ร้านค้า และจ้างชาวบ้านในละแวกที่นางน่าจะไปอาศัยอยู่ให้หมด สร้างเมืองเจียงหนานให้กลายเป็น ค่ายกล ที่นางไม่มีวันเดินออกไปได้”
กู้เหยียนอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน “ซะ ซื้อเมืองครึ่งเมืองเพื่อสตรีคนเดียวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“และอย่าลืม…” จ้าวเสวียนอี้ไม่สนท่าทีตกตะลึงของกุนซือ เขาเดินไปหยิบหน้ากากหนังมนุษย์ที่สั่งทำพิเศษขึ้นมาพิจารณา แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์อันตราย “เตรียมร่างประวัติบุรุษใหม่ไว้ให้ข้าหนึ่งชุด ข้าจะเดินทางไปเจียงหนาน ในฐานะพ่อค้าผู้แสนดีและอ่อนแอ ที่บังเอิญผ่านไปพบรักกับแม่ค้าตัวน้อย”
กู้เหยียนได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง สมองอันชาญฉลาดของเขากำลังประมวลผลอย่างหนัก สวรรค์ นี่เจ้านายของเขาวิปลาสไปแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่ ปล่อยเขาหนีไปเพื่อตามไปสร้างโลกจำลองหลอกลวงเขาอีกที นี่มันวิถีทางของคนรักกันตรงไหน นี่มันวิถีของจอมมารโรคจิตชัดๆ
“รับ.. รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” กุนซือหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลอบสวดมนต์ในใจให้คุณหนูใหญ่เสิ่นผู้น่าสงสาร
นกน้อยที่คิดว่าตนเองโบยบินหนีออกจากกรงทองมาได้ไกลแสนไกล หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ท้องฟ้าที่นางกำลังบินอยู่นั้น ล้วนเป็นเพียงฝ่ามือของพญามารที่สร้างภาพมายาเอาไว้หลอกตานางเท่านั้นเอง