บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ตัดขาดบ้านเดิม มุ่งหน้าสู่ตัวเมือง - 3

เถียนหลี่ซื่อและเมิ่งต้าซานก็สั่นเทาไปทั้งตัว พวกเขาเป็นแค่ชาวนาบ้านนอก คุ้นเคยแต่กับการข่มขู่ลูกสาวที่หัวอ่อน ไม่เคยคิดเลยว่าข้อกฎหมายบ้านเมืองจะรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตกันได้ขนาดนี้

“กะ... แกขู่พวกเราเรอะ แกกล้าส่งพ่อแม่กับพี่ชายเข้าคุกเชียวรึ!” เถียนหลี่ซื่อพูดเสียงตะกุกตะกัก

“ก็ลองดูสิว่าฉันกล้าไหม!” เมิ่งซูเหยาเชิดหน้าขึ้น “ลูกสาวที่พวกแกขายกินไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้วมันตายไปแล้ว! ตอนนี้ฉันคือเมิ่งซูเหยาคนใหม่ ที่พร้อมจะแลกชีวิตกับใครก็ตามที่มารังแกฉันและลูก! ถ้าไม่เชื่อก็ก้าวเข้ามา แล้วเรามาดูกันว่าใครจะได้ไปเยือนลานประหารก่อนกัน!”

สายตาที่เด็ดเดี่ยวและบ้าบิ่นของเมิ่งซูเหยา ทำให้คนตระกูลเมิ่งตระหนักได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้ล้อเล่นหล่อนเอาจริง!

“ฝะ... ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี! แกมันปีศาจกลับชาติมาเกิดชัดๆ ไป! กลับบ้าน!” เมิ่งต้าซานที่กลัวตายที่สุดรีบหันหลังกลับ ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

เถียนหลี่ซื่อและเมิ่งต้าจู้เห็นผู้นำครอบครัวเผ่นหนี ก็ไม่กล้าอยู่ต่อ ทั้งสองสบถด่าเมิ่งซูเหยาด้วยคำหยาบคายอีกสองสามคำ ก่อนจะวิ่งหางจุกตูดตามเมิ่งต้าซานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้บ้านร้างกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

เมื่อแน่ใจว่าปลิงดูดเลือดพวกนั้นจากไปไกลแล้ว เมิ่งซูเหยาก็โยนท่อนไม้ในมือทิ้ง เธอพรูลมหายใจออกมาเบาๆ

อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วจริงๆ

หมู่บ้านแห่งนี้เต็มไปด้วยฝูงหมาป่าและแร้งกา ทั้งบ้านตระกูลจ้าวที่จ้องจะจับผิด และบ้านตระกูลเมิ่งที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อ หากเธอยังดึงดันอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งพวกมันต้องหาทางมาวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนให้เธอและลูกสาวอีกแน่ๆ

การตัดขาดจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด คือหนทางเดียวที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างแท้จริง

“ผิงอัน มาเถอะลูก เราจะไม่อยู่ที่นี่กันแล้ว” เมิ่งซูเหยาจัดแจงห่อผ้าที่มีเสื้อผ้าเก่าๆ เพียงไม่กี่ชิ้นเพื่อตบตาคนขึ้นสะพายพาดบ่า จากนั้นจึงอุ้มลูกสาววัยสามขวบขึ้นแนบอก

สองแม่ลูกเดินลัดเลาะไปตามคันนา หลีกเลี่ยงเส้นทางหลักที่ต้องผ่านกลางหมู่บ้านเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสายตา เมิ่งซูเหยาสาวเท้าอย่างมั่นคงมุ่งหน้าสู่ถนนลูกรังสายหลักที่เชื่อมระหว่างตัวตำบลและตัวเมือง

อากาศยามสายยังคงหนาวเย็น แต่แสงแดดที่ทาบทับลงมากลับมอบความอบอุ่นและความหวัง รออยู่ริมถนนได้ไม่นาน เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มและกลุ่มควันสีดำก็ปรากฏให้เห็นแต่ไกล

รถโดยสารประจำทางสีเขียวสลับขาว หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่ารถทัวร์หวานเย็นวิ่งกระดอนมาตามถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เมิ่งซูเหยารีบโบกมือเรียก รถบัสคันเก่าเบรกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก่อนจะจอดสนิทตรงหน้า

“ไปไหนล่ะสหาย! รีบขึ้นมาเร็วๆ รถจะออกแล้ว!” กระเป๋ารถเมล์หญิงที่สวมปลอกแขนสีแดงชะโงกหน้าออกมาตะโกนเรียก

“ไปในเมืองค่ะ” เมิ่งซูเหยาตอบพร้อมกับอุ้มลูกสาวก้าวขึ้นบันไดรถที่เต็มไปด้วยคราบดินโคลน

“คนละหนึ่งหยวน เด็กสูงไม่ถึงร้อยเซนติเมตรไม่คิดเงิน!”

เมิ่งซูเหยาล้วงเงินเหมาออกมาจ่ายค่าตั๋ว ก่อนจะพยุงผิงอันเดินไปนั่งที่เบาะริมหน้าต่างด้านหลัง ภายในรถบัสเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นควันบุหรี่ และกลิ่นอับของสัมภาระที่ชาวบ้านหอบหิ้วกันมา แต่สำหรับเมิ่งซูเหยาแล้ว กลิ่นเหล่านี้กลับให้ความรู้สึกของอิสรภาพ

รถบัสกระชากตัวออกอย่างแรง ทิ้งฝุ่นตลบอบอวลไว้เบื้องหลัง ผิงอันเกาะขอบหน้าต่าง ดวงตากลมโตมองดูภาพทิวทัศน์ของทุ่งนาและภูเขาที่ค่อยๆ ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ ด้วยความตื่นเต้นปนประหม่า นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เด็กน้อยได้นั่งรถยนต์

“แม่จ๋า บ้านหลังใหม่ของเราอยู่ในเมืองเหรอคะ” ผิงอันเงยหน้าถาม

เมิ่งซูเหยายกมือขึ้นลูบผมลูกสาวอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาของเธอทอดมองออกไปสู่เส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า สถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและผู้คนมากมาย

เมืองหลวงในยุค 80 ยุคที่เศรษฐกิจเพิ่งจะเริ่มเปิดประเทศ ยุคที่ใครกล้าคิดกล้าทำก็สามารถรวยเป็นเศรษฐีได้ชั่วข้ามคืน ด้วยฝีมือการทำอาหารระดับปรมาจารย์ และมิติซูเปอร์มาร์เก็ตที่ซ่อนอยู่ในจิตวิญญาณ

“ใช่แล้วจ้ะผิงอัน” เมิ่งซูเหยาคลี่ยิ้มงดงาม เป็นยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและทะเยอทะยาน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel