บทที่ 3 ความลับในห้วงจิต - 1
"แอ๊ด..."
เสียงบานประตูไม้เก่าซอมซ่อของบ้านตระกูลจ้าวถูกเปิดออก ร่างผอมบางของเมิ่งซูเหยาก้าวข้ามธรณีประตูออกมา แผ่นหลังของเธอเหยียดตรงอย่างสง่างามและเด็ดเดี่ยว ในอ้อมแขนมีเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาซูบซีดซุกตัวอยู่
ด้านนอกลานบ้าน ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนที่จ้าวสวี่ขี่จักรยานพาสวี่ลี่ลี่เข้ามา ยังคงจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรสออกชาติ เมื่อเห็นเมิ่งซูเหยาอุ้มลูกเดินออกมาพร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ ใบเดียว เสียงพูดคุยก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันที
"เอ๊ะ? นั่นเมิ่งซูเหยาไม่ใช่รึ ทำไมถึงอุ้มลูกเดินออกมาหน้าตาเฉยแบบนั้นล่ะ หรือว่าจะถูกแม่เฒ่าจ้าวไล่ออกจากบ้านอีกแล้ว?"
"ฉันว่าไม่ใช่นะ ดูสีหน้าหล่อนสิ ไม่เห็นมีคราบน้ำตาเลยสักหยด ปกติถ้าโดนด่าหล่อนต้องก้มหน้าก้มตาร้องไห้กระซิกๆ แล้วไม่ใช่หรือไง"
"พวกแกไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากข้างในหรือไง ฉันว่างานนี้ตระกูลจ้าวบ้านแตกแน่ๆ ก็ไอ้จ้าวสวี่เล่นพาผู้หญิงสาวสวยจากเมืองกรุงมาหยามหน้าถึงที่ขนาดนั้น เป็นใครจะทนไหว!"
เมิ่งซูเหยาหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าประตูรั้วบ้าน สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งกวาดมองกลุ่มชาวบ้านขี้นินทาที่พากันสะดุ้งและหุบปากฉับลงทันที แววตาของหญิงสาวตรงหน้าเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน มันไม่ได้ดูขลาดเขลาและอมทุกข์อีกต่อไป แต่กลับทรงพลังและเฉียบขาดจนน่าเกรงขาม
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงดังกังวาน ชัดเจนจนชาวบ้านทุกคนในละแวกนั้นได้ยินกันถ้วนหน้า
"พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน โปรดเป็นพยานให้ฉันด้วย! นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันเมิ่งซูเหยาและจ้าวสวี่ ได้หย่าขาดจากกันอย่างเป็นทางการแล้ว! เขาเลือกที่จะไปเสวยสุขกับผู้หญิงในเมือง ทอดทิ้งภรรยาและลูก ฉันจึงไม่ขอทนอยู่เป็นขี้ข้าบ้านตระกูลจ้าวอีกต่อไป!"
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงดังขึ้นรอบทิศทาง การหย่าร้างในยุค 80 ถือเป็นเรื่องใหญ่โตและน่าอับอายมาก แต่เมิ่งซูเหยากลับประกาศออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย!
ยังไม่ทันที่ชาวบ้านจะได้สติ เมิ่งซูเหยาก็กระชับอ้อมกอดลูกสาวแน่นขึ้น แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างอีกครั้ง
"และขอให้ทุกคนรับรู้เอาไว้ เด็กคนนี้ต่อไปนี้ไม่ได้แซ่จ้าวอีกแล้ว เธอคือลูกสาวของฉันเพียงคนเดียวนามว่าเมิ่งผิงอัน ต่อจากนี้ไปสองแม่ลูกอย่างพวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลจ้าวอีก หากใครหน้าไหนกล้ามาวุ่นวายหรือรังแกผิงอันของฉัน ฉันจะถือว่ามันผู้นั้นเป็นศัตรูคู่อาฆาต และฉันจะไม่เอาไว้แน่!"
สิ้นคำประกาศกร้าวที่เด็ดเดี่ยวราวกับตัดบัวไม่เหลือใย เมิ่งซูเหยาก็ไม่สนใจสายตาตกตะลึงของชาวบ้านอีกต่อไป เธอหมุนตัวเดินฝ่าวงล้อมผู้คนออกไปอย่างองอาจ มุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้าน ทิ้งให้บ้านตระกูลจ้าวกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านไปอีกนานแสนนาน
ผิงอันตัวน้อยซุกหน้าลงกับไหล่ของแม่ แขนเล็กๆ กอดคอแม่ไว้แน่น แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่เธอก็รู้ว่าชื่อของเธอเปลี่ยนไปแล้ว และแม่ของเธอก็ดูเข้มแข็งขึ้นมากเหลือเกิน
"แม่จ๋า เราจะไปไหนกันคะ" เสียงเล็กๆ ถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เมิ่งซูเหยาก้มลงหอมกระหม่อมบางของลูกสาวอย่างแสนรัก "เรากำลังจะไปบ้านใหม่ของเราจ้ะ ผิงอันบ้านที่มีแค่เราสองแม่ลูก ไม่มีใครมาดุด่าหรือตีผิงอันได้อีกแล้วนะ"
ท้ายหมู่บ้านอันห่างไกล มีบ้านดินร้างอยู่หลังหนึ่ง มันเคยเป็นที่พักของพรานเฒ่าที่เสียชีวิตไปหลายปีก่อน สภาพของมันทรุดโทรมอย่างหนัก หลังคามุงจากรั่วเป็นหย่อมๆ ประตูหน้าต่างพังเสียหาย ลมหนาวพัดลอดเข้ามาจนเกิดเสียงหวีดหวิวชวนขนลุก
เมิ่งซูเหยาผลักบานประตูที่เหลือเพียงครึ่งซีกเข้าไป กลิ่นอับชื้นและฝุ่นคลุ้งกระจาย เธอวางผิงอันลงบนแคร่ไม้เก่าๆ ที่ยังพอใช้งานได้ แม้สภาพที่นี่จะดูแย่ยิ่งกว่าเล้าหมู แต่มันก็เป็นสถานที่เดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเธอในคืนนี้ เงินห้าร้อยหยวนที่รีดไถมาจากจ้าวสวี่ยังซุกซ่อนอยู่แนบอก มันเป็นเงินก้อนใหญ่มาก หากดุ่มๆ เดินทางเข้าเมืองในเวลาที่ตะวันใกล้ตกดินเช่นนี้ สองแม่ลูกที่ไร้ทางสู้ย่อมตกเป็นเป้าหมายของโจรได้ง่ายๆ การพักที่นี่ชั่วคราวเพื่อรอให้รุ่งสางจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
