บทที่ 1 สามีสารเลวกับคนรักใหม่ - 2
"โอ๊ย ลำบากเกรงใจอะไรกันล่ะลูก พ่อของเธอเป็นถึงผู้จัดการโรงงาน แถมยังสัญญาว่าจะฝากฝังให้จ้าวสวี่ของเราได้บรรจุเป็นพนักงานประจำที่มีสวัสดิการของรัฐอีก บุญคุณนี้ตระกูลจ้าวของเราไม่รู้จะทดแทนยังไงหมด!" แม่เฒ่าจ้าวพูดประจบจนน้ำลายแทบหก
สวี่ลี่ลี่ยิ้มกระหยิ่มในใจ เธอมองไปที่จ้าวสวี่ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่สวมชุดจงซานสีเทาเข้มยืนอยู่ข้างๆ แม้จ้าวสวี่จะมาจากบ้านนอก แต่เขาก็เป็นคนหน้าตาดี พูดจาหวานหู เอาใจเก่งกว่าพวกผู้ชายทึ่มๆ ในเมือง เธอจึงหลงรักเขาจนหมดใจ และบีบบังคับให้พ่อช่วยหาตำแหน่งงานประจำให้เขา เพื่อที่เขาจะได้มีหน้ามีตาคู่ควรกับเธอ แต่มีข้อแม้เดียวคือจ้าวสวี่ต้องจัดการหย่าขาดกับนังเมียบ้านนอกของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
จ้าวสวี่รับรู้ได้ถึงสายตาของสวี่ลี่ลี่ เขาพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามแม่เฒ่าจ้าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
"แม่ แล้วเมิ่งซูเหยาล่ะ? ผมมีเรื่องสำคัญต้องจัดการกับหล่อนวันนี้"
แม่เฒ่าจ้าวเบ้ปากทันทีเมื่อได้ยินชื่อนี้ "นังตัวขี้เกียจนั่นน่ะสิ! อ้างว่าตกน้ำตกท่า ป่วยไข้ขึ้น นอนซมอยู่ในห้องซอมซ่อนั่นมาสามวันแล้ว งานการไม่ยอมทำ ปล่อยให้แม่ต้องเหนื่อยอยู่คนเดียว ป่านนี้คงนอนรอความตายอยู่กระมัง!"
"ป่วยงั้นหรือ?" จ้าวสวี่ขมวดคิ้ว ไม่ได้มีความห่วงใยในน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความรำคาญใจ
"ป่วยได้ไม่รู้จักเวล่ำเวลาจริงๆ ผมไม่มีเวลามานั่งรอหล่อนฟื้นหรอกนะ วันนี้ผมต้องจัดการเรื่องหย่าให้จบ ลี่ลี่ลางานมาด้วย ลากยาวไปกว่านี้จะไม่ดี"
พูดจบจ้าวสวี่ก็ก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังห้องพักปีกซ้ายที่ทรุดโทรมที่สุดของบ้าน สวี่ลี่ลี่เดินตามหลังไปติดๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเมียเก่าของชายคนรักจะมีสภาพน่าสมเพชเพียงใด
ปัง!
จ้าวสวี่ใช้เท้าเตะบานประตูไม้ที่ผุพังจนมันเปิดออกเสียงดังสนั่น ลมหนาววูบใหญ่พัดกรรโชกเข้าไปในห้อง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นราลอยมาปะทะจมูกจนสวี่ลี่ลี่ต้องรีบถอยหลังไปครึ่งก้าว
ผิงอันที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเมิ่งซูเหยาสะดุ้งสุดตัวด้วยความหวาดกลัว เด็กน้อยตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ แขนเล็กๆ กอดแม่แน่นขึ้นไปอีก
ทว่าภาพที่จ้าวสวี่คาดหวังว่าจะได้เห็น คือภาพของหญิงสาวชาวนาหน้าตาซูบซีด นอนร้องไห้คร่ำครวญและอ้อนวอนขอความเมตตาจากเขา กลับไม่ปรากฏให้เห็น
บนเตียงเตาที่เย็นเฉียบ เมิ่งซูเหยาไม่ได้นอนซมอย่างที่แม่เฒ่าจ้าวบอก เธอนั่งหลังตรงพิงผนังดิน สองแขนโอบกอดลูกสาวตัวน้อยเอาไว้ แม้ใบหน้าของเธอจะซูบผอมและซีดเซียว ร่างกายสวมใส่เพียงเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่มีรอยปะชุน แต่นัยน์ตากลมโตที่จ้องมองมาทางเขากลับไม่มีความหวาดกลัวหรือความรักใคร่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
มันเป็นสายตาที่ว่างเปล่า เย็นชา และแฝงไปด้วยประกายแห่งความเย่อหยิ่ง ราวกับกำลังมองดูขยะชิ้นหนึ่ง!
จ้าวสวี่ชะงักไปชั่วครู่ รู้สึกประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของภรรยาตัวน้อยที่เคยก้มหน้าก้มตาเชื่อฟังเขามาตลอด แต่ความเย่อหยิ่งในฐานะคนเมืองก็ทำให้เขาปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วโยนมันใส่หน้าเมิ่งซูเหยาอย่างเกรี้ยวกราด
กระดาษแผ่นนั้นลอยมาตกอยู่บนผ้าห่มผืนบางตรงหน้าเมิ่งซูเหยา ด้านบนมีตัวอักษรเขียนด้วยลายมือขยุกขยิกว่าหนังสือหย่า
"เมิ่งซูเหยา ในเมื่อเธอตื่นอยู่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ" จ้าวสวี่ยืดอกขึ้น เชิดหน้ามองภรรยาด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
"เราหย่ากันเถอะ! นี่คือหนังสือหย่า ฉันเซ็นชื่อของฉันลงไปแล้ว เธอแค่ประทับลายนิ้วมือลงไปก็พอ พรุ่งนี้เราจะไปทำเรื่องที่ที่ทำการอำเภอให้จบๆ ไป"
เมิ่งซูเหยาก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น มุมปากของเธอกระตุกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน เธอไม่ได้เอื้อมมือไปหยิบมัน แต่เงยหน้าขึ้นสบตาจ้าวสวี่ด้วยความสงบนิ่ง นิ่งเสียจนจ้าวสวี่รู้สึกขนลุกซู่
"เหตุผลล่ะ?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความเสียใจ
จ้าวสวี่ชะงักไปอีกครั้ง หล่อนไม่ร้องไห้ฟูมฟาย หล่อนไม่คุกเข่าอ้อนวอนเกาะขาเขาเหมือนที่เขาจินตนาการไว้
เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว ปั้นหน้าทำเป็นคนดีที่ต้องจำใจตัดบัวไม่เหลือใย
