ใครขยันได้กินเนื้อ ใครขี้เกียจกินรำ 1
ทันทีที่ข้าวต้มผสมน้ำพุวิญญาณคำแรกไหลลงสู่กระเพาะ เฉินกั๋วก็ชะงักงัน เขาเบิกตากว้างเล็กน้อย รสชาติของข้าวต้มชามนี้ไม่เหมือนที่เคยกินมามันทั้งหอม หวาน และกลมกล่อมอย่างประหลาด แต่สิ่งที่น่าทึ่งกว่านั้นคือความอบอุ่นประหลาดที่แผ่ซ่านออกมาจากช่องท้อง
“หืม...” เฉินกั๋วครางในลำคอ อาการปวดร้าวที่บั้นเอวที่ทรมานเขามาตลอดทั้งวัน คล้ายกับถูกประคบด้วยผ้าขนหนูอุ่นๆ ความหนักอึ้งที่หัวไหล่ทุเลาลงอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ชายชราซดข้าวต้มรวดเดียวหมดชามพลางคิดในใจว่า สงสัยวันนี้ฝีมือทำกับข้าวของยายเฒ่าจะพัฒนาขึ้น ข้าวต้มชามนี้ถึงได้ชูกำลังดีนัก
ทางด้านเฉินอาเฉิง ทันทีที่ข้าวต้มอุ่นๆ ตกถึงท้อง อาการปวดแสบปวดร้อนจากรอยไหม้แดดบนแผ่นหลังก็บรรเทาลงราวกับถูกชโลมด้วยยาสมานแผลชั้นดี ความปวดเมื่อยล้าตามกล้ามเนื้อขาที่เดินย่ำโคลนมาทั้งวันค่อยๆ คลายตัวลง อาเฉิงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สมองที่เคยมึนตื้อจากความเหนื่อยล้ากลับมาแจ่มใส
เขาเงยหน้ามองมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและซาบซึ้งใจ แม่เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แม่ยอมเอาข้าวสารก้นยุ้งมาต้มให้เขากินจนอิ่ม แถมข้าวต้มชามนี้ยังทำให้เขารู้สึกมีแรงพร้อมจะไปไถนาต่อได้อีกสิบหมู่!
หลิวลี่อินลอบมองปฏิกิริยาของทั้งสองคนแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ มิติเร้นลับนี้คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่สวรรค์ประทานให้
ในชาติก่อนเธอทำร้ายชายสองคนที่ดีที่สุดในชีวิตไปอย่างเลือดเย็น แต่ในชาตินี้ด้วยสองมือนี้ และด้วยหยดน้ำทิพย์จากจี้หยกนี้แหละ เธอจะเปลี่ยนให้เฉินกั๋วและเฉินอาเฉิง กลายเป็นบุรุษที่แข็งแกร่งและมั่งคั่งที่สุดในมณฑลแห่งนี้ให้จงได้
ส่วนพวกสุนัขลอบกัดที่เหลือ ถ้ายังไม่เลิกทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดละก็ แม่สามีใจร้ายคนนี้จะเชือดทิ้งให้ดู!
เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วจากเล้าของเพื่อนบ้านปลุกให้หมู่บ้านสกุลเฉินตื่นจากนิทรา แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ขับไล่ความมืดมิดและอากาศเย็นเยียบของยามค่ำคืนออกไป
หลิวลี่อินลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ สิ่งแรกที่เธอสัมผัสได้คือความเบาสบายทั่วสรรพางค์กาย อาการปวดหลังเรื้อรังที่เคยกวนใจและเสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบยามขยับตัวมลายหายไปสิ้น ราวกับว่าร่างกายของเธอได้ย้อนวัยกลับไปเป็นหญิงสาววัยกำยำอีกครั้ง
‘น้ำพุวิญญาณในมิติเร้นลับนั่น ช่างวิเศษดั่งคำเล่าลือจริงๆ!’
หลิวลี่อินลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าที่ปะชุนจนซีดจาง แล้วเดินออกจากห้องนอน กวาดสายตามองไปรอบลานบ้าน ในอดีตเวลานี้จางชุ่ยฮวา สะใภ้ใหญ่ผู้แสนขี้เกียจมักจะยังนอนกรนอยู่ในห้อง ปล่อยให้แม่สามีวัยชราอย่างเธอต้องลุกมาต้มน้ำก่อไฟเอง แต่วันนี้หลิวลี่อินจะไม่ยอมให้พวกปลิงดูดเลือดได้เสวยสุขอีกต่อไป
ปัง! ปัง! ปัง!
หลิวลี่อินเดินไปทุบประตูห้องตะวันออกเสียงดังสนิทราวกับจะพังประตูเข้าไป
"จางชุ่ยฮวา! ตะวันจะแยงก้นอยู่แล้ว ยังไม่ไสหัวออกมาทำกับข้าวอีกเรอะ แกคิดว่าตัวเองเป็นคุณนายบ้านเศรษฐีหรือไงถึงได้นอนกินบ้านกินเมืองขนาดนี้"
เสียงโวยวายแต่เช้าตรู่ทำเอาคนข้างในสะดุ้งสุดตัว เพียงไม่กี่อึดใจ ประตูห้องก็เปิดออก จางชุ่ยฮวาเดินผมเผ้ายุ่งเหยิงออกมาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ดวงตาที่ยังลืมไม่ขึ้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ "แม่คะ เพิ่งจะเช้าตรู่เอง เฉินอาต้าเขายังปวดหลังไม่หาย ขอฉันนอนต่ออีกนิด"
"นอนต่อเรอะ? ได้สิ!" หลิวลี่อินแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ "งั้นวันนี้แกสองผัวเมียก็ไม่ต้องกินข้าว! ข้าวต้มในหม้อฉันจะเทให้หมาหน้าหมู่บ้านกินให้หมด ใครไม่ทำงานก็ไม่ต้องอ้าปากรอรับเศษอาหารจากบ้านสกุลเฉิน"
คำขู่ที่เด็ดขาดทำเอาจางชุ่ยฮวาหน้าถอดสี หล่อนรีบกลืนน้ำลายลงคอแล้ววิ่งกระหืดกระหอบเข้าครัวไปก่อไฟทันที
หลิวลี่อินเดินตามเข้าไปคุมงานในครัวอย่างใกล้ชิด เธอล้วงกุญแจทองเหลืองออกจากกระเป๋าเสื้อ ไขเปิดตู้กับข้าวที่ปิดล็อกอย่างแน่นหนา สิ่งที่หยิบออกมาคือไข่ไก่สองฟอง ที่เก็บสะสมไว้อย่างทะนุถนอม
ในยุคปี 1983 ที่เนื้อสัตว์เป็นของหายาก ไข่ไก่ถือเป็นของบำรุงชั้นยอดที่แทบจะเทียบเท่ากับทองคำ ปกติแล้วไข่พวกนี้หลิวลี่อินจะเก็บไว้ต้มให้ลูกชายคนโตผู้เป็นแก้วตาดวงใจกินเพียงคนเดียวเท่านั้น
