ใครขยันได้กินเนื้อ ใครขี้เกียจกินรำ 2
ดวงตาของจางชุ่ยฮวาลุกวาวเป็นประกาย หล่อนรีบฉีกยิ้มประจบประแจง "โอ้โห แม่คะ วันนี้ใจดีจังเลย ต้มไข่บำรุงให้เฉินอาต้าตั้งสองฟอง เฉินอาต้ารู้เข้าต้องดีใจจนหายปวดหลังแน่ๆ เลยค่ะ"
หลิวลี่อินปรายตามองสะใภ้ใหญ่ด้วยหางตา แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ใครบอกแกว่าฉันจะต้มให้ไอ้คนขี้เกียจนั่นกินหุบปากของแกซะ แล้วไปคนข้าวต้มในหม้ออย่าให้ไหม้!"
ไม่นานนัก อาหารเช้าก็ถูกยกออกมาตั้งบนโต๊ะเตี้ยกลางลานบ้าน เฉินกั๋วสามีคนซื่อเดินกลับมาจากการหาบน้ำใส่โอ่งจนเต็ม ส่วนเฉินอาเฉิงเพิ่งกลับมาจากการถอนหญ้าในแปลงผักหลังบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากของชายหนุ่มร่างผอม
ทันทีที่ทุกคนนั่งประจำที่ เฉินอาต้าลูกชายคนโตก็เดินหาวหวอดๆ ออกมาจากห้องนอน เขานั่งลงบนม้านั่งตัวเก่ง เอื้อมมือไปคว้าตะเกียบเตรียมจะคีบอาหารเข้าปากด้วยความเคยชิน
แต่แล้วสายตาของทุกคนก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อหลิวลี่อินหยิบชามกระเบื้องเคลือบใบเล็กขึ้นมา ภายในมีไข่ต้มปอกเปลือกขาวจั๊วะสองฟองส่งควันฉุย
หลิวลี่อินใช้ตะเกียบคีบไข่ฟองแรก วางลงในชามข้าวต้มของเฉินกั๋ว "ตาเฒ่า กินซะ ช่วงนี้คุณทำงานหนัก ร่างกายซูบผอมไปหมดแล้ว"
เฉินกั๋วเบิกตากว้าง มองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากด้วยความประหลาดใจ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นยายเฒ่าหยิบยื่นของดีๆ ให้เขามาก่อน ชายชรารู้สึกตื้นตันจนจมูกแสบพร่า
"ยายเฒ่าคุณกินเถอะ ผมแก่แล้วไม่ต้องบำรุงหรอก"
"ให้กินก็กินไปเถอะน่า!" หลิวลี่อินดุเสียงเข้มแต่แววตากลับอ่อนโยนลง จากนั้น เธอก็คีบไข่ฟองที่สอง ท่ามกลางสายตาละโมบของเฉินอาต้าและจางชุ่ยฮวาที่จ้องมองตาไม่กะพริบ
ทว่าปลายตะเกียบของหลิวลี่อินกลับลอยข้ามหน้าลูกชายคนโตไป และจงใจวางไข่ต้มฟองนั้นลงในชามของเฉินอาเฉิง
"กินซะอาเฉิง เจ้าต้องใช้แรงงานในนาเยอะกว่าใครเพื่อน ผลผลิตในแปลงนารับเหมาของบ้านเรากว่าครึ่งก็มาจากหยาดเหงื่อของเจ้าทั้งนั้น สมควรแล้วที่จะได้รับของบำรุง" น้ำเสียงของหลิวลี่อินดังกังวานและชัดเจนทุกถ้อยคำ
เฉินอาเฉิงตกตะลึงจนตะเกียบในมือร่วงหล่นลงพื้น เขามองไข่ต้มในชามสลับกับใบหน้าของมารดา ดวงตาที่มักจะหลุบต่ำอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวบัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำตา "แม่... ให้ผมจริงๆ หรือครับ"
"ฉันเป็นแม่แกนะ ถ้าไม่ให้แกกินแล้วจะให้หมาที่ไหนกิน! รีบยัดเข้าปากไปซะก่อนที่มันจะเย็น" หลิวลี่อินแสร้งทำเป็นตวาดกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดในใจ
ปัง!
"แม่! ทำแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ" จางชุ่ยฮวาตบโต๊ะลุกขึ้นพรวดด้วยความเดือดดาล ไม่อาจทนเก็บอาการได้อีกต่อไป
"ไข่ในบ้านเรามีกี่ฟองกันเชียว ทำไมถึงเอาไปให้คนสันหลังยาวอย่างมันกิน! แล้วเฉินอาต้าล่ะคะ เฉินอาต้าเขาปวดหลังเรื้อรัง ร่างกายอ่อนแอต้องการการบำรุงที่สุด แม่ลำเอียงแบบนี้ได้ยังไง!"
เฉินอาต้าเองก็หน้าเสีย เขามองมารดาด้วยแววตาตัดพ้อ
"นั่นสิแม่ ปกติไข่ต้มพวกนี้แม่เก็บไว้ให้ผมกินไม่ใช่หรือไง ทำไมวันนี้ถึงเอาไปให้อาเฉิงล่ะ"
หลิวลี่อินค่อยๆ วางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับลูกชายคนโตและสะใภ้ปากกรรไกรด้วยสายตาคมกริบราวกับใบมีด
"ลำเอียง? แกกล้าใช้คำว่าลำเอียงกับฉันงั้นเรอะ!" หลิวลี่อินแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"งั้นฉันจะบอกกฎข้อใหม่ของบ้านสกุลเฉินให้พวกแกเอาบุญนะ ใครขยันย่อมได้กินเนื้อ ใครขี้เกียจก็จงแทะรำข้าวไป!"
เธอชี้หน้าเฉินอาต้าอย่างไม่ไว้หน้า
"แกลองเบิกตาดูน้องชายแกสิ! อาเฉิงตื่นตั้งแต่ไก่โห่ไปถอนหญ้า หาบน้ำ ทำงานงกๆ จนเหงื่อท่วมตัว แล้วแกล่ะ? แดดแยงตาจนจะไหม้ก้นอยู่แล้วเพิ่งจะคลานลงมาจากเตียง! ปวดหลังงั้นเรอะ? ข้ออ้างของคนขี้เกียจสันหลังยาวสิไม่ว่า ไข่ฟองนี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ แกมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องหาของกินทั้งที่ไม่ได้ลงแรงแม้แต่หยดเดียว"
คำด่าที่แสกหน้าทำเอาเฉินอาต้าหน้าม้านจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาอ้าปากค้างเถียงไม่ออก
จางชุ่ยฮวายังคงไม่ยอมแพ้ หล่อนกัดฟันกรอด "แต่... แต่วันนี้เฉินอาต้าก็จะไปทำงานที่แปลงนารับเหมาเหมือนกันนะคะเขาต้องใช้แรง"
