หยดน้ำทิพย์ในจี้หยก 3
ปกติแล้วหน้าที่ทำอาหารจะเป็นของสะใภ้ใหญ่จางชุ่ยฮวา ซึ่งมักจะแอบยักยอกข้าวสารไปซ่อนไว้กินเอง หรือไม่ก็แอบเติมน้ำลงไปจนข้าวต้มกลายเป็นน้ำล้างหม้อ แต่เย็นนี้หลิวลี่อินไม่ยอมปล่อยให้แม่ครัวหัวขโมยเข้าครัวเด็ดขาด
หลิวลี่อินเดินตรงไปที่ห้องครัว หยิบกุญแจที่ไขว้เอวอยู่มาไขยุ้งข้าว เธอตักข้าวสารสีขาวปนเหลืองออกมาสองกระป๋องเต็มๆ ซึ่งมากกว่าปกติถึงสามเท่านำไปล้างแล้วต้มในกระทะเหล็กใบใหญ่จนเดือดปุดๆ กลิ่นหอมของข้าวต้มข้นๆ ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน
ระหว่างที่ไม่มีใครสังเกต หลิวลี่อินแอบใช้ถ้วยกระเบื้องใบเล็กตักน้ำพุวิญญาณ จากมิติเร้นลับออกมาผสมลงไปในหม้อข้าวต้มอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้ใส่มากเกินไปเพราะกลัวว่าร่างกายของคนในบ้านจะรับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันไม่ไหว แต่ปริมาณเท่านี้ก็เพียงพอที่จะช่วยฟื้นฟูพละกำลังที่สูญเสียไปจากการทำงานหนักได้
เมื่ออาหารเสร็จสิ้น คนในบ้านก็มานั่งรวมตัวกันที่โต๊ะเตี้ยลานหน้าบ้าน
เฉินกั๋วสามีผู้มีใบหน้ากรำแดดและหลังค่อมเล็กน้อย เดินโขลกไอแคกๆ กลับมาจากการผ่าฟืนหลังบ้าน เขานั่งลงบนม้านั่งไม้ไผ่ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เอามือทุบบั้นเอวที่ปวดร้าวของตนเองดังปึกๆ เขาเป็นคนซื่อสัตย์ พูดน้อย และมักจะยอมโอนอ่อนตามหลิวลี่อินเสมอในชาติก่อน เมื่อเห็นหลิวลี่อินลุกขึ้นมาอาละวาดเมื่อตอนบ่าย เขาก็ได้แต่นั่งเงียบๆ ไม่กล้าขัดใจ
ส่วนเฉินอาเฉิงลูกชายคนรอง เพิ่งอาบน้ำชำระล้างคราบโคลนเสร็จ ร่างกายของเขาสูงใหญ่แต่ซูบผอมจนเห็นไหปลาร้าชัดเจน ผิวหนังที่คอและแขนถูกแดดเผาจนลอกเป็นขุยแดง อาเฉิงนั่งลงที่มุมโต๊ะอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้เป็นแม่
จางชุ่ยฮวาและเฉินอาต้าก็เดินมานั่งที่โต๊ะเช่นกัน ทั้งสองกลืนน้ำลายเอื้อกเมื่อเห็นข้าวต้มข้นๆ ในชาม ปกติแล้วข้าวต้มจะใสจนนับเม็ดได้ แต่วันนี้แม่สามีเกิดผีเข้าอะไรถึงได้หุงข้าวข้นขนาดนี้!
หลิวลี่อินรับหน้าที่ตักข้าว เธอใช้กระบวยตักข้าวต้มเนื้อเน้นๆ พูนชาม วางลงตรงหน้าเฉินกั๋วเป็นชามแรก ตามด้วยชามที่สองที่พูนยิ่งกว่าวางลงตรงหน้าเฉินอาเฉิง!
“กินซะ วันนี้แกเหนื่อยมามากแล้ว” หลิวลี่อินพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดที่อัดแน่นในใจ
อาเฉิงเบิกตากว้าง มองชามข้าวต้มสลับกับใบหน้ามารดาอย่างไม่เชื่อสายตา มือที่เต็มไปด้วยหนังด้านหนายกขึ้นรับชามข้าวด้วยอาการสั่นเทา “มะ... แม่... ขอบคุณครับ”
ส่วนชามของเฉินอาต้าและจางชุ่ยฮวา หลิวลี่อินจงใจตักเฉพาะน้ำข้าวใสๆ ที่อยู่ด้านบนให้ มีเม็ดข้าวติดมาเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
“แม่! ทำไมชามของฉันกับเฉินอาต้าถึงมีแต่น้ำล่ะคะ!” จางชุ่ยฮวาร้องแว้ดขึ้นมาทันที ลืมความกลัวเมื่อตอนบ่ายไปชั่วขณะเมื่อความหิวเข้าครอบงำ
หลิวลี่อินตวัดสายตาตวัดมองราวกับใบมีดน้ำแข็ง
“ฉันบอกแกแล้วไง ว่าบ้านนี้ใครลงแรงคนนั้นได้กินเนื้อ ใครอู้งานก็นั่งซดน้ำล้างจานไป! วันนี้อาเฉิงลงไปทำงานในแปลงนารับเหมาจนเหงื่อท่วมตัว สายตัวแทบขาด ตาเฒ่าก็ผ่าฟืนจนหลังขดหลังแข็ง แล้วพวกแกสองผัวเมียทำอะไร? นอนเกาพุงอยู่บนเตียงจนตะวันแยงตา มีหน้ามาเรียกร้องหาข้าวสารกินอีกเรอะ! กินๆ เข้าไป ถ้าไม่อยากกินก็เททิ้งให้หมาหน้าหมู่บ้านมันกิน!”
คำด่าทอที่ไร้เยื่อใย ทำเอาจางชุ่ยฮวาหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ส่วนเฉินอาต้าก็ก้มหน้ามุด ไม่กล้าเถียงมารดาที่ดูเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ทั้งสองจำต้องซดน้ำข้าวใสๆ ด้วยความแค้นเคือง
หลิวลี่อินกวาดสายตามองเก้าอี้ไม้ไผ่ที่ว่างอยู่อีกหนึ่งตัว พลันนึกถึงเฉินอาเสี่ยวลูกชายคนเล็กสุดที่เธอเคยรักและตามใจปานแก้วตาดวงใจ ในเวลานี้ไอ้ลูกทรพีคนนั้นไม่ได้อยู่ช่วยงานที่บ้าน แต่อ้างว่ากำลังตั้งใจเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอเพื่อสอบเข้าทำงานเอาชามข้าวเหล็กมาให้ครอบครัว
ทว่าความจริงที่เธอรู้ซึ้งมาจากชาติก่อนก็คือ มันกำลังนำเงินค่าเทอมและค่ากินอยู่ที่แลกมาจากหยาดเหงื่อของอาเฉิง ไปเที่ยวเตร่และผลาญเล่นในบ่อนการพนันเถื่อนอย่างเมามัน!
ในอดีตเธอเคยโง่งมส่งเสียมันจนหมดตัว แต่ชาตินี้อย่าหวังว่ามันจะได้แตะต้องเงินของบ้านสกุลเฉินเพื่อไปทำเรื่องระยำอีกแม้แต่เฟินเดียว!
หลิวลี่อินแค่นเสียงในใจ ละความสนใจจากพวกสุนัขลอบกัด แล้วหันไปมองสามีและลูกชายคนรองที่กำลังเริ่มตักข้าวต้มเข้าปาก
