หยดน้ำทิพย์ในจี้หยก 2
ก่อนที่หลิวลี่อินจะทันได้เปล่งเสียงร้อง ภาพตรงหน้าของเธอก็บิดเบี้ยววูบวาบ รู้สึกเหมือนร่างกายถูกดูดกลืนเข้าไปในกระแสน้ำวนอันเชี่ยวกราก
“ว้าย!”
ร่างของหญิงวัยกลางคนร่วงหล่นลงมานั่งจ้ำเบ้าบนพื้นหญ้านุ่มนวล หลิวลี่อินหลับตาปี๋ด้วยความตื่นตระหนก แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาที่ฝ้าฟางของเธอก็ต้องเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า
“ที่นี่มัน... ที่ไหนกัน”
ภาพบ้านดินซ่อมซ่อ ผนังร้าว และกลิ่นเหม็นอับอันคุ้นเคย มลายหายไปสิ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือพื้นที่สีเขียวขจีอันกว้างขวางบรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยปราณบริสุทธิ์ที่สูดดมเข้าไปแล้วทำให้ปอดที่เคยอึดอัดกลับมาโล่งโปร่งสบาย ท้องฟ้าเหนือศีรษะเป็นสีฟ้าครามไร้เมฆหมอก แสงแดดอบอุ่นสาดส่องลงมาทว่าไม่ทำให้รู้สึกร้อนรุ่มแม้แต่น้อย
หลิวลี่อินพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นเทา เธอเคยก้าวผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับจึงมีไม่มากนัก สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความอยากรู้อยากเห็น
เธอเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณใจกลางของพื้นที่แห่งนี้มีแปลงดินสีดำขลับขนาดประมาณครึ่งหมู่ดินแต่ละก้อนดูร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์จนมีน้ำมันเยิ้มออกมาจางๆ ถัดจากแปลงดินดำ มีบ่อน้ำพุเล็กๆ ที่ก่อด้วยหินกรวดสีขาวบริสุทธิ์ น้ำในบ่อใสแจ๋วราวกับกระจกคริสตัล มีฟองอากาศผุดขึ้นมาเป็นจังหวะพร้อมกับส่งกลิ่นหอมหวานจางๆ ที่ทำให้จิตใจสงบ
‘หรือว่านี่คือมิติเร้นลับที่เล่าขานกันในนิทานปรัมปรา?’ หลิวลี่อินคิดในใจ หัวใจเต้นระรัว
ด้วยความกระหายน้ำและกลิ่นหอมที่เย้ายวน หลิวลี่อินเดินเข้าไปคุกเข่าที่ริมบ่อน้ำพุ เธอใช้สองมือวักน้ำใสสะอาดขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
“อึก... อา...”
ทันทีที่น้ำพุไหลผ่านลำคอ ความรู้สึกเย็นซ่านก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าสู่กระเพาะอาหาร ก่อนจะกระจายตัวแล่นพล่านไปทั่วทุกเส้นเอ็นและกระดูกในร่างกาย
ความเจ็บปวดเรื้อรังที่บั้นเอวจากการก้มๆ เงยๆ ดำนามาหลายสิบปี อาการปวดข้อเข่ายามอากาศชื้น และความเหนื่อยล้าสะสมที่เกาะกินร่างกายของหญิงวัยสี่สิบกว่าปี มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง!
หลิวลี่อินรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัวราวกับได้กลับไปเป็นหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ อีกครั้ง สายตาที่เค้ามัวก็กลับมามองเห็นทิวทัศน์ได้คมชัดเจน
“สวรรค์! นี่มันน้ำทิพย์ชัดๆ” หลิวลี่อินอุทานด้วยความตื่นเต้น เธอลองมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีของวิเศษอื่นอีกหรือไม่ แต่กลับพบเพียงแปลงดินดำและน้ำพุ
เพื่อทดสอบความสามารถของมิตินี้ หลิวลี่อินลองนึกถึงซาลาเปาเนื้อไส้ทะลัก ที่เธอโหยหามาตลอดชีวิตในยุคขาดแคลน ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอลองใหม่ นึกถึงธนบัตรใบละสิบหยวนปึกใหญ่ก็ยังคงมีความว่างเปล่า หลิวลี่อินหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ
“หลิวลี่อินเอ๋ย หลิวลี่อิน เจ้าคิดว่าสวรรค์จะประทานคลังสมบัติมาให้เจ้านั่งกินนอนกินหรืออย่างไร แค่ให้ชีวิตใหม่กับมิตินี้มาก็ถือว่าเมตตามากแล้ว”
เธอเข้าใจได้ทันทีว่า มิติแห่งนี้ไม่ใช่ตะเกียงวิเศษ ที่จะเสกของได้ดั่งใจนึก แต่มันคือตัวช่วยในการสร้างรากฐานชีวิต เธอหันไปมองแปลงดินดำและน้ำพุวิญญาณ ดินที่อุดมสมบูรณ์กับน้ำที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย หากนำมันออกไปใช้ปลูกผักหรือเลี้ยงสัตว์ มันจะต้องให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งแน่ๆ
“ออกไป” หลิวลี่อินกำหนดจิตในใจ
เพียงพริบตาเดียว ร่างของเธอก็กลับมานั่งอยู่บนเตียงไม้กระดานในห้องแคบๆ ตามเดิม จี้หยกรูปน้ำเต้าที่หน้าอกกลับมามีสีหม่นหมองดังปกติ แต่หลิวลี่อินรู้ดีว่าความลับอันยิ่งใหญ่ได้ถูกซ่อนไว้ในนั้นแล้ว
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนแตะยอดเขา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว
ในยุคปี 1983 แม้ว่านโยบายการแบ่งสรรปันส่วนจะเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง และระบบนารวมเริ่มเปลี่ยนเป็นการรับเหมาทำกินระดับครัวเรือน แต่ความยากจนก็ยังคงเกาะกินทุกอณูของหมู่บ้านสกุลเฉิน อาหารในแต่ละมื้อส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้นโจ๊กใสแจ๋วที่มองเห็นเงาพระจันทร์ กับผักกาดดองเค็มจัด
