หยดน้ำทิพย์ในจี้หยก 1
ในจังหวะนั้นเอง ประตูรั้วหน้าบ้านก็ถูกผลักออก
เฉินอาเฉิง ชายหนุ่มรูปร่างสูงแต่ผอมแห้งจนเห็นไหปลาร้า ผิวคล้ำแดด สวมเสื้อผ้าฝ้ายที่ปะชุนจนหาเค้าเดิมไม่เจอ เพิ่งเดินแบกจอบกลับมาจากการขุดลอกคูน้ำในนา ร่างกายของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและดินโคลน
เขายืนชะงักงันอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาที่มักจะหลุบต่ำอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เขามองสภาพเปียกโชกของพี่สะใภ้ใหญ่ สลับกับใบหน้าถมึงทึงของมารดา
เขาได้ยินทุกคำพูดแม่... แม่ผู้ที่เกลียดชังเขายิ่งกว่าสิ่งใด กำลังออกหน้าปกป้องเขาเป็นครั้งแรกในชีวิต
"แม่..." อาเฉิงครางแหบพร่าในลำคออย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง มือที่กำด้ามจอบสั่นระริก
หลิวลี่อินหันไปสบตากับลูกชายคนรอง ก้อนสะอื้นจุกขึ้นมาถึงลำคอ ขอบตาของเธอร้อนผ่าว แต่เพื่อไม่ให้เสียการปกครอง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับน้ำตาเอาไว้ เชิดหน้าขึ้นสูง แล้วหันไปชี้หน้าคาดโทษลูกชายคนโตและสะใภ้ใหญ่เป็นครั้งสุดท้าย
"ถ้าพวกแกยังกล้าอู้กินแรงคนอื่น แล้วเอาเวลามาใส่ร้ายป้ายสีอาเฉิงให้ฉันได้ยินอีกแม้แต่ครึ่งคำ ฉันจะเดินไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน ถอนชื่อพวกแกออกจากทะเบียนบ้านสกุลเฉิน แล้วส่งแกกลับไปกินแกลบที่บ้านเดิมของแกซะ จางชุ่ยฮวาจำคำฉันไว้!"
ความเงียบสงัดราวกับป่าช้าปกคลุมไปทั่วบริเวณบ้านดินหลังเก่า มีเพียงเสียงสะอื้นไห้กระซิกๆ อย่างอับอายของสะใภ้ใหญ่ และเสียงหายใจหอบถี่ของเฉินอาต้าที่หน้าซีดเผือดทำอะไรไม่ถูก
หลิวลี่อินยืนตระหง่านอยู่กลางบ้าน รู้ดีอยู่แก่ใจว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการดัดนิสัยพวกปลิงดูดเลือด แต่เธอสาบานกับตัวเองไว้แล้ว ชาตินี้เธอจะเป็นแม่สามีใจร้ายที่ใครๆ ก็ต้องหวาดกลัว เพื่อปกป้องครอบครัวที่แท้จริง และจะไม่มีวันยอมให้ใครมาเหยียบย่ำเฉินอาเฉิงได้อีกเป็นอันขาด!
หลังจากพายุอารมณ์ของหลิวลี่อินพัดกวาดไปทั่วลานบ้าน ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมบ้านสกุลเฉินประหนึ่งป่าช้าไร้ผู้คน
จางชุ่ยฮวาสะใภ้ใหญ่ที่ปกติมักจะเดินกร่างวางอำนาจ บัดนี้หดหัวหนีกลับเข้าห้องตะวันออกไปซ่อนตัวเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องไห้โฮออกมาให้แม่สามีได้ยิน ส่วนเฉินอาต้าก็หัวหด รีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมแล้วทำทีเป็นหยิบไม้กวาดมาปัดกวาดลานบ้านอย่างงกๆ เงิ่นๆ ด้วยกลัวว่าพายุลูกที่สองจะตกใส่หัวตัวเอง
หลิวลี่อินกวาดสายตาเย็นชามองดูพฤติกรรมเสแสร้งเหล่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องพักของตนเองแล้วปิดประตูลงดาลเสียงดัง ปัง!
ทันทีที่อยู่ตามลำพัง แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอย่างเย่อหยิ่งก็ทรุดลงนั่งบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ สองมือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการตรากตรำทำงานหนักยกขึ้นลูบใบหน้าตนเอง หยาดน้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ต่อหน้าลูกหลาน บัดนี้ไหลรินลงมาเงียบๆ
สวรรค์มีตา... ให้โอกาสหญิงชราหูเบาคนนี้ได้กลับมาแก้ไขความผิดพลาด
หลิวลี่อินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติสัมปชัญญะกลับมา ขณะที่เธอกำลังเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าๆ มาซับน้ำตา เธอก็รู้สึกถึงความแสบร้อนจางๆ ที่บริเวณรอยแยกของปลายนิ้วชี้ มันคือแผลเสี้ยนไม้ตำที่เกิดจากการตบโต๊ะอย่างแรงเมื่อครู่นี้ เลือดหยดเล็กๆ ซึมออกมาเปื้อนหน้าอกเสื้อฝ้ายสีซีดของเธอ
ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าก็ส่องแสงวาบขึ้นมา!
หลิวลี่อินสะดุ้งตกใจ เธอรีบล้วงมือเข้าไปใต้คอเสื้อและดึงสร้อยเชือกถักเส้นเก่าออกมา สิ่งที่ห้อยติดอยู่คือจี้หยกรูปน้ำเต้า สีเขียวหม่นๆ ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ นี่คือของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่ย่าทวดทิ้งไว้ให้ก่อนตาย มันดูเป็นหยกเนื้อเลวที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร เธอจึงสวมติดตัวไว้ตลอดเวลาโดยไม่ได้ใส่ใจ
ทว่าบัดนี้ หยดเลือดของเธอที่บังเอิญหยดลงไปสัมผัสกับเนื้อหยก กลับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น! จี้หยกที่เคยหม่นหมองเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้า ร้อนผ่าวขึ้นมาราวกับมีชีวิต
