บทที่ 3 นางน่าสนใจ
“เปล่าไม่มีอะไร ต่อไปเป็นทีของเจ้าแล้ว” หญิงสาวพยักพเยิดไปยังอาจารย์อวี๋ที่ชี้ไม้เรียวมาที่นาง
“ข้าหรือ! ...ไม่นะ! สหายทรยศ! ข้าขอประณามเจ้า” หญิงสาวที่ถูกเลือกไปทดสอบฝีมือเป็นคนต่อไปคือ ว่านหนิงอวิ๋น และเป็นเซี่ยหรงเหยาที่ดันนางให้เดินออกไปยังด้านหน้าห้อง
ทุกคนต่างหัวเราะสตรีทั้งสองที่กำลังยื้อยุดกันไปมา และเป็นไปตามคาด ว่านหนิงอวิ๋นถูกตีมือไปหนึ่งครั้ง เพราะนางเล่นได้ห่วยจริงๆ
“เจ้าสหายทรยศ! ฝากไว้ก่อนเถอะ! ฮื่ออ! มือน้อยๆ ของข้า บวมหมดแล้ว” หญิงสาวคร่ำครวญ พร้อมกับเป่ามือของตนที่มีรอยแดงที่เกิดจากไม้เรียวของอาจารย์อวี๋
“โอ๋! โอ๋! น้องน้อยของข้า มานี่มา...พี่สาวเป่าให้” เซี่ยหรงเหยาดึงมืออีกฝ่ายมาตรงหน้า พร้อมกับทายาและเป่าเบาๆ ไปที่มือของนาง
“ไม่พอ...เจ้าต้องเลี้ยงข้าวกลางวันข้าด้วย”
“ได้ๆ บ่าวทำตามที่นายหญิงสั่งเจ้าค่ะ” การหยอกล้อของพวกนาง ถือเป็นสีสันของห้องเรียนในสำนักศึกษาสตรี และในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลานสาวของเซี่ยโสวฝู่และบุตรสาวของแม่ทัพว่าน
อีกทั้งพวกนางยังโด่งดังเรื่องความเกเร เป็นอันธพาลอันดับหนึ่งประจำสำนักศึกษา แต่เพราะมีอำนาจหนุนหลัง จึงไม่มีใครกล้าหาเรื่องหรือเอาผิดคนทั้งสอง
ยามนี้...สิ่งที่พวกนางกำลังพูดคุย ได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนแล้ว ชายหนุ่มในชุดสีทมิฬ ปักดิ้นทองลายเมฆมงคล กำลังหยุดฟังเสียงกู่ฉินด้านนอกห้อง เมื่อยามที่เซี่ยหรงเหยาเริ่มบรรเลง
“นางเป็นใคร...”
ชายหนุ่มหันไปถามองครักษ์ข้างกาย เมื่อเสียงกู่ฉินหยุดลง
“คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“คนที่พึ่งเล่นกู่ฉินจบไปเมื่อสักครู่”
“อ๋อ...นางคือเซี่ยหรงเหยา หลานสาวคนเล็กของเซี่ยโสวฝู่พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้อายุสิบหกปี อีกทั้งในเมืองหลวง...ยังเป็นสตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความเกเร ยามนี้มีข่าวลือว่านางหลงรักตวนอ๋องจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ว่าตวนอ๋องไปที่ใดก็มักเห็นนางวิ่งตามเสมอ เป็นคนที่ดื้อรั้นและทำให้ครอบครัวต้องอับอาย”
“เช่นนั้น...นางก็คือหลานสาวจากตระกูลเดิมของไทเฮา”
“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายมิได้กลับมาเมืองหลวงนับสิบปี จึงยังไม่รู้ข่าวคราวภายใน แม้นางจะพึงใจต่อตวนอ๋อง ทว่าก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบุตรีของเสนาบดีหลิน หญิงสาวที่ทั้งงดงามและกิริยาอ่อนหวาน อีกทั้งยังมีความสามารถเหนือสตรีอื่นใดในเมืองหลวง”
“คนไหนรึ”
“คนที่กำลังบรรเลงกู่ฉินในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเหลือบมองเข้าไปยังห้องเรียนสตรีอีกครั้ง ยามนี้หลินเสวี่ยถงกำลังบรรเลงกู่ฉินเพื่อรับการทดสอบ
เมื่อบทเพลงจบลง...หญิงสาวก็ได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์อวี๋เช่นเดียวกัน ทว่า...การบรรเลงของนางก็มิได้ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจเท่ากับฝีมือของเซี่ยหรงเหยา
“ก็แค่เล่นกู่ฉินได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่คิดว่าไม่พบหน้ากันสิบปี สายตาน้องชายของเราจะแย่ถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มหยุดไปเล็กน้อย พร้อมกับเบือนสายตาไปยังหญิงสาวที่กำลังหยอกล้อกับสหายในห้องเรียน
“ต่างจากนาง...ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวง เซี่ยหรงเหยาเป็นสตรีคนแรกที่ทำให้รู้สึกสนใจ เช่นนั้น...นางย่อมต้องไม่ใช้คนธรรมดาเป็นแน่ ไป...ไปสืบเรื่องของนางมาให้เรา อยากรู้นัก สตรีผู้นี้จะยังมีสิ่งใดให้น่าค้นหาอีก”
“แต่ชื่อเสียงของนาง...” องครักษ์หนุ่มนามสืออี คิดเอ่ยทัดทาน ทว่าสายตาคมกริบกลับตวัดมองมา
“สืออี! ตั้งแต่เมื่อใดที่เจ้าใช้ข่าวลือตัดสินผู้อื่น” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยเตือนเบาๆ
“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มประสานมือคารวะ ก่อนถอยออกจากจุดนั้น และเพียงไม่นาน เหล่าสรีทั้งหลายต่างก็ทยอยออกจากห้องเรียน
วันนี้เซี่ยหรงเหยาได้สัญญากับว่านหนิงอวิ๋นเอาไว้แล้วว่า นางจะเลี้ยงอาหารกลางวันที่หอว่านเซียง เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ทว่า...ยามนี้ กลับถูกขวางเอาไว้ที่หน้าประตูสำนักศึกษา
“เดี๋ยวก่อน!...”
หลินเสวี่ยถงก้าวออกมาขวางสตรีทั้งสอง ที่กำลังก้าวออกจากสำนักศึกษาหมิงเยวี่ย ทั้งที่พวกนางไม่กินเส้นกันมาก่อน การมาของนางครั้งนี้ คล้ายมีจุดประสงค์บางอย่าง
“มีอะไร...”
เซี่ยหรงเยาเอ่ยถามเสียงห้วน เพราะไม่ว่าชาติก่อนหรือตอนนี้ สตรีทั้งสองก็เป็นดั่งศัตรู มิอาจปรองดอง และชีวิตนี้...นางต้องการหลบเลี่ยงไม่คิดคบหา ประหนึ่งน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง
“บทเพลงที่เจ้าเล่นก่อนหน้านี้...มีชื่อว่าอันใด เจ้าแต่งเองหรือไม่ เช่นนั้น...ช่วยเขียนเนื้อเพลงให้ข้า...ยืม เพื่อบรรเลงในงานชมดอกเหมยได้ไหม”
หลินเสวี่ยถงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา ท่าทางมั่นใจของนางทำว่านหนิงอวิ๋นไม่ชอบใจ ทั้งที่เมื่อก่อน...นางมักแสดงท่าทีเย่อหยิ่งไม่เห็นพวกตนอยู่ในสายตา แต่วันนี้กลับเข้ามาขอหน้าด้านๆ คล้ายกับว่าพวกตนเคยติดหนี้นางมาก่อน
“หน้าไม่อาย เพลงที่ซูเหยาแต่งด้วยตนเอง เกี่ยวอันใดกับเจ้า ขนาดท่านอาจารย์อวี๋ยังไม่เข้ามายุ่ง ถึงทีศิษย์ดีเด่นเช่นเจ้าเข้ามาวุ่นวายแล้วหรือ” หญิงสาวสะบัดเสียงไม่พอใจ
“ข้าถามนางมิได้ถามเจ้า” หลินเสวี่ยถงตอบโต้ไม่ยอมแพ้
“เจ้า!...”
“เอาล่ะ...ไม่ต้องทะเลาะกัน เพลงที่ข้าบรรเลงก่อนหน้านี้ เป็นบทเพลงที่ข้าแต่งขึ้นมาด้วยตนเองจริง และชื่อของมันคือ...คิดถึงสายลม” หญิงสาวห้ามทัพก่อนจะเกิดเรื่อง พร้อมตอบคำถามของนาง
“เหตุใดถึงได้ตั้งชื่อเช่นนั้น...” หลินเสวี่ยถงถามด้วยสีหน้างุนงง
“นั่นมันเรื่องของข้า...ไปเถอะหนิงอวิ๋น ข้าหิวแล้ว” สตรีทั้งสองทำท่าจากไป ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายขวางเอาไว้อีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน! เจ้ายังไม่ได้เขียนเนื้อเพลงให้ข้า” เซี่ยหรงเหยามองหลินเสวี่ยถงด้วยสีหน้างุนงง
“ข้าบอกเมื่อใดว่าจะเขียนเนื้อเพลงคิดถึงสายลมให้เจ้า”
“แต่ก่อนหน้านี้เจ้า...”
