บทที่ 12 องค์รัชทายาทยืนมือเข้าช่วยเหลืออีกแล้ว
“มิใช่เช่นนั้นเพคะ เพียงแต่ถ้าท่านอ๋องไม่มีธุระสำคัญ พี่ชายของหม่อมฉันกำลังรออยู่” คำตอบนั้นทำชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมสตรีตรงหน้าจึงเย็นชาเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนเพียงเห็นตนเองอยู่กับหลินเสวี่ยถง นางก็พร้อมจะปรี่เข้ามาหาเรื่องให้ปวดหัว
เซี่ยหรงเหยายืนนิ่ง รอให้อีกฝ่ายพูดต่อ แต่จนแล้วจนรอด มู่หรงจ้านกลับยังคงเงียบ นางจึงขยับเท้าคิดเดินจากไป ทว่ามือใหญ่กลับคว้าแขนของนางไว้แน่น
“ท่านอ๋อง ปล่อยข้านะ!”
ร่างบางสะบัดแขนเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุม สีหน้าไม่หลงเหลือความสุภาพใดใดอีกต่อไป การกระทำของนางเริ่มแสดงออกถึงนิสัยเดิม และมู่หรงจ้านก็ยกยิ้มอย่างพอใจ
“ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะสมกับเป็นเจ้า” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้วมุ่น มองเขาด้วยสายตางุนงง
“เจ้าเห็นข้ากับหลินเสวี่ยถงแสดงความรักต่อกัน ในใจคงจะเจ็บปวดและอัดอั้นมากสินะ” ชายหนุ่มโน้มกายเข้าใกล้ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ
“ไม่เป็นไร ข้าอยู่นี้แล้ว เจ้าสามารถอาละวาดได้ตามใจชอบ”
บัดนี้เซี่ยหรงเหยารู้แล้วว่า คนผู้นี้ต้องการอะไร เหตุใดเขาถึงต้องมาดังรอตนเองที่นี่...นั่นก็เพราะ นางมิได้ตามตอแย จึงทำให้เขารู้สึกว่า อำนาจในการแสดงออกและควบคุมของตนลดน้อยลง
“ประสาท”
หญิงสาวสะบัดแขนออกจากมือเขา แล้วทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่กลับยังหลบไม่พ้น เพราะขาที่ยาวกว่า ทำให้มู่หรงจ้านตามมาทัน และขวางนางเอาไว้อีกครั้ง
“นี่! เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่ มู่หรงจ้าน!”
ร่างบางเริ่มมีโทสะ นางตวาดแหวออกไป...ทั้งที่ไม่คิดข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้อีกแล้ว แต่เขากลับเป็นฝ่ายตามตอแยไม่ปล่อยนาง
“เจ้ากล้าเรียกชื่อของข้าตรงๆ เช่นนี้ คงจะโกรธจริงๆ แล้วสินะ” ท่าทีพออกพอใจของบุรุษตรงหน้า ทำเซี่ยหรงเหยาเดือดดานขึ้นมาทันที
“ปล่อยนางซะ!”
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังยื้อยุด เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของใครบางคนพลันดังขึ้นทางด้านหลัง เซี่ยหรงเหยามองร่างสูงที่สวมชุดคลุมสีเดียวกับตน ในใจของนางพลันรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก
“พี่รอง”
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา
“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”
มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่า
เพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง
“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน
“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า
“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว
“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก
“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”
ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่างกัน ทำให้มิอาจขัดขืนต่อพี่ชายต่างมารดา ความรู้สึกเช่นนี้...ช่างทำให้คนมิอาจทนฝืนกล้ำกลืนได้
มู่หรงจ้านสาบานในใจ ตำแหน่งรัชทายาท ตนจะต้องแย่งชิงมาให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม ร่างสูงสะบัดชายเสื้อคลุมเดินจากไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น
มู่หรงฉางชิงจูงมือเซี่ยหรงเหยาเดินออกจากตรงนั้น เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังแผ่วเบาไปตามทางเดินที่ปกคลุมด้วยกลีบดอกเหมย หญิงสาวที่ขาสั้นกว่าจำต้องเร่งฝีเท้าตามให้ทัน
มือเล็กถูกมือใหญ่กุมไว้แน่น จนรู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว แต่แล้วคนตรงหน้ากลับหยุดกะทันหัน ทำให้นางชนเข้ากับแผ่นหลังแข็งแรงอย่างเต็มแรง
“โอ๊ย!” เซี่ยหรงเหยาร้องเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่แดงเถือกด้วยความเจ็บ มู่หรงฉางชิงหันกลับมามองเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววตำหนิ
“โง่งม” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ
“เพคะ? ...” ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ครั้งหน้า หากถูกเจ้านั่นขวางเอาไว้อีก เปิ่นไท่จื่อนุญาตให้เจ้าตีไปก่อนแล้วค่อยรายงาน...เรื่องหลังจากนี้ เราจะรับไว้เอง”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน นางมองเขาด้วยแววตางุนงงยิ่งกว่าเดิม ไม่แน่ใจว่าควรเอ่ยตอบเช่นไรดี ท่าทีสับสนของนางกลับทำให้มู่หรงฉางชิงอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ ชายหนุ่มโน้มกายลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวเคาะปลายจมูกของหญิงสาวเบาๆ
“เข้าใจหรือไม่” สัมผัสนั้นทำให้หัวใจของเซี่ยหรงเหยาเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว
“พะ...เพคะ”
นางตอบเสียงแผ่ว ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้นทันตา มู่หรงฉางชิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนกระชับมือของนางอีกครั้ง แล้วลากกลับเข้าไปในงานเลี้ยง
ท่ามกลางสายลมหนาวและกลีบดอกเหมยที่ปลิวว่อน ราวกับกำลังอวยพรให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองที่กำลังก่อตัวขึ้น
“กลับมาแล้วหรือ เหตุใดเข้าห้องน้ำนานเพียงนี้ หรือว่าปวดหนัก” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามสหายรักทันทีที่เซี่ยหรงเหยานั่งลง
“บ้าหรือ ข้าทานไม่เยอะเท่าเจ้า จะปวดหนักได้อย่างไร”
หญิงสาวเอ่ยตอบพลางค้อนให้สหายรักหนึ่งที
“เช่นนั้นไปทำอะไรมา” ว่านหนิงอวิ๋นยังไม่ละความสงสัย ดวงตางามเป็นประกายอยากรู้อยากเห็นเต็มที่
เซี่ยหรงเหยาเห็นท่าทีของนาง ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ตนเองไม่เคยมีความลับต่อกันอยู่แล้ว จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนและมู่หรงจ้านให้ฟังอย่างละเอียด
ว่านหนิงอวิ๋นฟังจบก็ยกคิ้วขึ้นอย่างจับผิด
“เขาชอบเจ้า” หญิงสาวเอ่ยตรงๆ
“ใครชอบข้า” เซี่ยหรงเหยาถามกลับทันที
“ก็องค์รัชทายาทผู้นั้นน่ะสิ”
“ไม่มีทาง! เขาจะมาชอบคนที่พึ่งพบหน้าเพียงสองครั้งได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะในลำคอ
“เช่นนั้นเจ้าลองให้เหตุผลมาสิ…ทำไมคนผู้หนึ่งถึงยื่นมือเข้าช่วยอีกคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเกิดความบาดหมางกับพี่น้อง เขาทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร” เซี่ยหรงเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ
