บทที่ 2.2
เซี่ยหยวนเล่อโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ นางลุกพรวดก้าวฉับๆ ไปยังสองแม่ลูก ดึงเด็กชายคนนั้นออกมาจากเงื้อมมือของอีกฝ่าย “หยุดเดี๋ยวนี้!!”
“เจ้า...เจ้าเป็นใครยุ่งอะไรด้วย ข้าเป็นมารดาของเขา”
“เจ้าจะขายเขามิใช่หรือ ข้าจะซื้อ เสี่ยวเถา”
“เจ้าคะคุณหนู”
“ตั๋วเงินสามพันตำลึง”
“สะ...สามพันตำลึง” สตรีผู้นั้นตาโต ทว่าดวงตาเจ้าเล่ห์มองไปยังพ่อค้าทาส “ไม่ขาย พ่อค้าทาสผู้นั้นตกลงกับข้าที่ห้าพันตำลึง”
เซี่ยหยวนเล่อแค่นหัวเราะจ้องอีกฝ่ายนิ่งไม่พูดอะไร นางกุมข้อมือของเด็กชายที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ถึงตอนนี้ก็ยังร้องขอความเมตตาจากมารดาที่ไร้ซึ่งความปรานี
“เจ้ามีนามว่าอะไร”
“ข้า...ข้าน้อยเรียกขานว่าเสี่ยวหมาน”
เซี่ยหยวนเล่อลูบศีรษะเขาเบาๆ
...ถูกคนแล้ว นี่เป็นน้องชายต่างมารดาที่จื่อฉิงต้องออกมาตามหา นางจำได้ว่าเพื่อให้ได้มือสังหารที่จงรักภักดี เฉินหลี่ยอมสูญเงินถึงหมื่นตำลึงซื้อตัวเสี่ยวหมานจากพ่อค้าทาส จากนั้นก็ใช้ชีวิตของเขาข่มขู่ใช้งานจื่อฉิง
“ข้ารู้ว่ามาว่าเจ้ามีพี่สาวต่างมารดา หากเจ้าไปกับข้าข้าจะพาเจ้าไปหานาง”
“ท่านรู้จักพี่สาวของข้าหรือ”
“ใช่” กล่าวจบเซี่ยหยวนเล่อก็หันไปมองพ่อค้าทาส นางตะโกนถามอีกฝ่าย “เด็กคนนี้ท่านให้ราคาห้าพันตำลึงจริงหรือ”
“สามพันตำลึง ข้าตกลงขายให้ท่านแม่นางผู้ประเสริฐ!!”
เสี่ยวหมานร้องไห้เสียงดังกว่าเดิม หญิงสาวได้แต่มองเขาด้วยความสงสาร ชะตาชีวิตก็โหดร้ายเช่นนี้...
“ข้าซื้อเขาแต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องลงนามซื้อขายให้ถูกต้อง นับจากนี้เจ้ากับเขาไม่เกี่ยวข้องกันอีก อย่าได้พยายามตามหาเขา อย่าได้พยายามเรียกร้องสิ่งใดจากเขาอีก”
“ตกลง!!”
ที่โรงเตี๊ยมหญิงสาวเขียนสัญญาขึ้นด้วยตัวเอง ทว่าจำนวนเงินกลับทำให้พ่อค้าทาสที่เข้ามามุงดูสูดลมหายใจเข้าลึก “หนึ่งหมื่นตำลึง!!! เด็กคนนี้มีค่าถึงหนึ่งหมื่นตำลึง!!!” จากนั้นเขาก็เป็นลมล้มพับไปด้วยความตกตะลึง
“ใช่ ข้าซื้อเสี่ยวหมานในราคาหนึ่งหมื่นตำลึง เสี่ยวเถาจ่ายเงินให้นาง”
มารดาของเสี่ยวหมานรับเงินไปด้วยความดีอกดีใจ นางประทับลายมือโดยไม่แม้แต่จะมองบุตรชายที่ยืนสะอื้นอยู่ข้างๆ ได้เงินก็รีบจากไปราวกับกลัวว่าเซี่ยหยวนเล่อจะเปลี่ยนใจ
“คุณหนู ท่านทำเช่นนี้...”
เซี่ยหยวนเล่อไม่ได้เสียดายเงินหนึ่งหมื่นตำลึงนั้น นางจูงมือเสี่ยวหมานกลับห้องพัก ให้เสี่ยวเถาพาเขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ให้เสี่ยวเอ้อนำอาหารเข้ามาส่ง มองดูเสี่ยวหมานที่ไม่กล้าหยิบตะเกียบนางยิ้ม
“เสี่ยวหมาน”
“ขอรับ”
นางหยิบตะเกียบส่งให้เขา “กินข้าว อยากมีชีวิตรอดก็ต้องกิน เมื่อกินแล้วจึงจะมีแรงและใช้ความคิดได้ นับจากวันนี้ถือเสียว่าเจ้ากำลังจะได้เริ่มต้นใหม่ ที่นี่ไม่เหลือสิ่งใดเอาไว้ให้เจ้าแล้ว ความยากจน ความลำบาก ทิ้งทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลัง เจ้าได้ทดแทนคุณให้มารดาแล้ว เงินนั่นจะช่วยให้นางกับพ่อเลี้ยงของเจ้า รวมไปถึงบุตรของพวกเขาสุขสบาย แม้วันนี้ไม่ใช่ข้าเจ้าก็ต้องถูกขายไปวันหน้าอยู่ดี”
เขาเงยหน้าขึ้นมองนางทั้งน้ำตา “ข้า...ไม่มีมารดาแล้ว”
นางมองเขาด้วยความสงสาร “กลัวหรือ”
เขาพยักหน้า
“หากข้าสัญญาว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี เจ้าจะยอมเชื่อข้าหรือไม่”
“เพราะท่านรู้จักกับพี่สาวข้า ดังนั้นท่านจึงยอมช่วยข้าหรือ” เขานับว่ารู้ความอยู่มาก เด็กวัยนี้ถูกขายมาหากไม่ร้องไห้ฟูมฟายก็โวยวายเสียงดังร่ำร้องจะกลับบ้าน โทษโน่นโทษนี่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง ทว่าเสี่ยวหมานกลับดูสงบมาก แถมยังเข้าใจว่านางซื้อตัวเขามาก็เพราะอยากช่วย นางจินตนาการไม่ออกเลยว่าที่ผ่านมาเขาอยู่กับมารดาด้วยสภาพใด
นางเคยได้ยินคนสนิทของเฉินหลี่กล่าวว่า ...มารดาของเสี่ยวหมานแต่งงานใหม่และตั้งครรภ์จึงขายเขาเป็นทาส ก่อนหน้านี้ความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ดีนัก มารดาใช้งานเขา ตบตีเขา ไม่เคยคิดว่าเขาเป็นบุตร เอาแต่สนใจสามีใหม่โดยไม่คำนึงว่าบุตรของตนนั้นเป็นเพียงเด็กไม่ประสีประสา
เสี่ยวหมานเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้น เขาคุกเข่าลงโขกศีรษะให้นาง “ข้าน้อยเสี่ยวหมานนับจากนี้จะติดตามคุณหนู รับใช้ ดูแล ทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง”
เซี่ยหยวนเล่อถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าใจสงสาร นางประคองเขาลุกขึ้นจากนั้นเขาก็ยอมหยิบตะเกียบกินข้าวโดยดี
ตอนเดินทางออกจากโรงเตี๊ยมเสี่ยวหมานเอาแต่มองไปยังถนนสายหนึ่ง เดาว่านั่นเป็นถนนที่ตรงไปยังบ้านเดิมของเขา เมื่อพ้นหมู่บ้านสีหน้าเศร้าสร้อยของเขายังคงอยู่ แต่หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูด ไม่ร้องไห้ ไม่แสดงท่าทีใดนอกจากรอฟังคำสั่งของเซี่ยหยวนเล่อ