บทที่ 1.2
แฮ่ม...วกกลับมาที่แคว้นเก่อเก๋อที่มีเมืองฉางอันเป็นเมืองหลวง โลกที่คล้ายคลึงกับโลกแห่งอดีตของยุคจีนโบราณ ทั้งการแต่งกายแบบฮั่นฝู อักษรก็ใช้อักษรแบบสิงเฉ่า ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมเองก็คล้ายคลึงกัน ภาษาพูด สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติ ทุกอย่างล้วนคุ้นเคยจนยากจะแยกแยะว่าไม่เกี่ยวข้องกัน
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หร่วนฉิงผู้นี้ก็คือคนที่เอายาลูกกลอนเซิงหัวป้อนให้หญิงสาวกินเข้าไป ทั้งที่องครักษ์ของนางอีกสี่คนนั้นล้วนมั่นใจว่านางสิ้นใจไปแล้ว...
พวกเขาไม่ผิด... หร่วนฉางเล่อตายไปแล้วจริงๆ และอาจเพราะยาล้ำค่าเม็ดนั้น บวกกับโชคชะตาที่ทำให้ฉางเล่อได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน นางยืมร่างเพื่อคืนวิญญาณและมีชีวิตอยู่ต่อในฐานะ...ประมุขตระกูลหร่วน
เพราะได้ยินบทสนทนาหญิงสาวจึงรู้สึกไว้ใจหร่วนฉิง ดังนั้นในช่วงพักฟื้นเพื่อรอให้ร่างกายหายดี ห้องพักของนางมีเพียงหร่วนฉิงเท่านั้นที่เข้าใกล้ได้
เว้นเพียงในเวลาทำความสะอาด หรือเวลาเปลี่ยนยาทำแผลที่จะมีหมอหลวงถูกส่งมาที่จวน หร่วนฉิงจะอยู่ด้วยทุกครั้ง ราวกับกลัวว่าจะมีสิ่งใดผิดพลาด
ในทุกๆ วันหมอหลวงถูกส่งมายังจวนตระกูลหร่วน ขันทีคนสนิทของไทเฮาจะถูกส่งมาคอยติดตามการรักษาและดูอาการ ทั้งนี้ก็เพื่อกลับไปรายงานไทเฮาที่ดูเหมือนจะห่วงใยหญิงสาวยิ่งกว่าผู้ใด
เรือนหลักของประมุขหร่วน เรือนอวี้หลาน รูปทรงการจัดวางที่แปลกประหลาด ห้องนอนของนางอยู่ตรงกลาง มีเรือนห้อยอยู่รอบๆ เป็นวงกลม ห้องของหร่วนฉิงอยู่ใกล้นางที่สุด
เรือนอีกสี่หลังที่อยู่ล้อมรอบทิศทั้งสี่ เป็นห้องขององครักษ์นามหร่วนเป่ย หร่วนตง หร่วนซี หร่วนหนาน องครักษ์สี่ทิศที่มีรูปลักษณ์หล่อเหลาโดดเด่น
แซ่หร่วนล้วนได้มาหลังจากที่พวกเขาถูกรับเข้าจวน เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแซ่ กลายเป็นคนของหร่วนฉางเล่อนับจากนี้จนกว่าจะสิ้นใจ
อันที่จริงนับตั้งแต่เริ่มอาการดีขึ้น มีคนเข้าออกห้องของหญิงสาวมากขึ้น เมื่อได้พบคนในจวนมากขึ้น นางกลับตระหนักในเรื่องหนึ่งขึ้นมา...หร่วนฉางเล่อผู้นี้ดูเหมือนจะชมชอบสะสมคนที่หน้าตาน่ามอง!!!
ไม่ใช่เพียงบุรุษเท่านั้น แต่กับสาวใช้ในจวน บ่าวไพร่ แม้กระทั่งพ่อบ้านนางก็สังเกตว่าพวกเขาล้วนหน้าตารื่นหูรื่นตาไปหมด ถึงขนาดที่ว่าหมอหลวงและขันทีที่ถูกส่งมาทุกคนล้วนไร้ที่ติ ตอนเอ่ยถามหร่วนฉิงตรงๆ อีกฝ่ายก็ตอบนางด้วยความมีน้ำอดน้ำทน ...นางเดาถูก!!!
ฉางเล่อกุมขมับ ตอนได้ยินเสียงสนทนาช่วงที่สติยังคงเลือนราง นอกจากหร่วนฉิงแล้วแม้แต่องครักษ์สี่ทิศของนางเองก็อยากให้หร่วนฉางเล่อ...ตาย
อาการของหญิงสาวดีขึ้นมากแล้วหลังพักมาเกือบเดือน ในทุกๆ วันหร่วนฉิงยังช่วยทบทวนความทรงจำ หรืออันที่จริงก็คือการบอกเล่าเรื่องต่างๆ ในอดีตของหร่วนฉางเล่อ กิจการร้านชาและร้านสมุนไพรตระกูลหร่วน กิจการร้านหมอ รวมไปถึงหน้าที่ที่หญิงสาวต้องแบกรับ...
กิจการร้านหมอกับร้านสมุนไพร หนึ่งในกิจการหลักของตระกูลหร่วน และอาจเพราะเป็นเช่นนี้หญิงสาวที่เป็นประมุขจึงมียาลูกกลอนเซิงหัวที่ใช้ต่อชีวิต หร่วนฉิงกล่าวว่าลูกกลอนเซิงหัวหนึ่งเม็ด มีค่าพอๆ กับท้องพระคลังแคว้นเก่อเก๋อก็ว่าได้!
อีกฝ่ายยังกล่าวว่าในแคว้นเก่อเก๋อมีลูกกลอนเซิงหัวทั้งหมดสิบเอ็ดเม็ด ฮ่องเต้ครอบครองสองเม็ด ไทเฮาครอบครองสองเม็ด ฮองเฮามีหนึ่งเม็ด แม่ทัพทั้งสี่ทิศมีคนละเม็ด หร่วนฉางเล่อเองก็มีสองเม็ดแต่ก็ใช้ไปแล้วหนึ่ง เหลืออีกหนึ่ง...
ในสวนเรือนอวี้หลานมีต้นอวี้หลานสามต้นบานสะพรั่ง ต้นสูงเท่ากับหลังคาเรือน หนึ่งสีม่วง หนึ่งสีขาว อีกหนึ่งสีเหลือง ทันทีที่เห็นก็รู้ได้ว่าผู้เป็นเจ้าของชมชอบดอกอวี้หลานมาก บ่าวไพร่เองก็ช่วยกันดูแลเป็นอย่างดี ขณะกำลังดูบัญชีต่างๆ ของตระกูลหร่วน หญิงสาวก็ตั้งคำถามมากมายกับตัวเองไปด้วย
ชีวิตของหร่วนฉางเล่อมีหลายๆ อย่างที่คล้ายคลึงกับฉางเล่อ โดดเดี่ยว ทำงานหนัก ชอบดีดพิณ ชอบเขียนอักษร ชอบวาดรูป ชอบศิลปะการจัดดอกไม้ แม้แต่ลายมือดูยังไงนี่ก็เป็นลายมือของฉางเล่อเอง...
ตอนกำลังนั่งเล่นบนต้นอวี้หลาน เสียงฝีเท้าของคนหลายคนก็ดังใกล้เข้ามา เรือนระเบียงปรากฏเงาของขันทีและนางกำนัลติดตาม พวกเขาซุบซิบสนทนากันเสียงเบา
“จริงหรือไม่ที่นางกับองครักษ์ทั้งสี่...”
“หุบปาก ไม่รู้หรือว่าผู้ใดกล้าพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าเกี่ยวกับนางล้วนไม่ตายดี”
“แต่ข้าเองก็สงสัยนะเจ้าคะกงกง”
“ข้าเองก็เคยได้ยินเจ้าค่ะ”