บทที่ 1.3
“พวกเจ้าได้ยินอะไรมาเล่า”
“ได้ยินมาว่าไม่ว่าประมุขหร่วนจะทำความผิดร้ายแรงอย่างไร ไทเฮาก็ทรงปกป้องนางเสมอ”
“นางเป็นหลานสาวของสหายสนิทวัยเยาว์แน่นอนไทเฮาย่อมทรงเอ็นดูเป็นธรรมดา”
“แล้วจริงหรือไม่เจ้าคะที่คนนอกลือกัน”
“เรื่องอะไร”
“ก็เรื่องที่ว่า...ประมุขตระกูลหร่วนเป็นสตรีผู้มากรักหลายใจ ทั้งยังได้รับขนานนามว่าเป็นสตรีแพศยาอันดับหนึ่งของเมืองฉางอัน ว่ากันว่าองครักษ์สี่ทิศของนางล้วนเป็น...คนรักลับๆ”
“ข้าว่าน่าสงสัยนะเจ้าคะ ไม่เห็นหรือว่าที่นี่บ่าวไพร่ล้วนเต็มไปด้วยบุรุษและสตรีที่หน้าตางดงามหล่อเหลา ที่ดูใช้ได้หน่อยก็เป็นบ่าวชั้นเลว ที่หน้าตาหล่อเหลาก็ได้รับใช้ใกล้ชิด แม้แต่คนคุ้มกันของจวนก็เต็มไปด้วยองครักษ์ที่หน้าตาหล่อเหลาน่ามองทั้งสิ้น”
“เอาล่ะเงียบได้แล้ว พ่อบ้านมาแล้ว”
“สวีกงกง”
“พ่อบ้าน”
“ตอนนี้ประมุขกำลังพักผ่อน เชิญด้านนี้ก่อนเถิดข้าแจ้งให้องครักษ์ฉิงทราบแล้ว นางกำลังไปแจ้งท่านประมุข”
“รบกวนแล้ว”
คนเหล่านั้นเดินไปตามเรือนระเบียงของสวน ฉางเล่อถอนหายใจปิดบัญชีในมือแล้วปีนลงมาจากต้นอวี้หลาน ตอนลงมาก็เด็ดดอกอวี้หลานสีขาวติดมือมาด้วย กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้คนจิตใจสงบ ถึงอย่างนั้นนางกลับรู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง
“ดูเหมือนชื่อเสียงของหร่วนฉางเล่อ...ไม่สิ ของข้า” แล้วนางก็ถอนหายใจออกมาเสียงเบา “เอาเถิดชีวิตก็เป็นเช่นนี้ หาไม่คงไร้ซึ่งสีสัน” แล้วนางก็เดินกลับไปที่เรือนระเบียงเห็นหร่วนฉิงที่กำลังเดินมาตาม
“ประมุข ไทเฮามีรับสั่งให้สวีกงกงนำน้ำแกงบำรุงจากในวังหลวงมาเจ้าค่ะ”
“อืม ไปสิ” แล้วนางก็เดินกลับไปยังโถงชั้นในของเรือนอวี้หลาน
หลังจากสวีกงกงกลับไปแล้วหร่วนฉางเล่อจึงคล้ายเพิ่งสังเกตเห็น นอกจากคนของวังหลวงก็ไม่มีผู้ใดมาเยี่ยมเยียนนางอีก ไม่มีสหาย ไม่มีญาติสนิท
หร่วนฉิงกล่าวว่า...ญาติของนางล้วนถูกส่งไปยังหัวเมืองต่างๆ ตระกูลหร่วนสายรงอแท้ที่จริงยังคงมีสองสามสาย ทว่าเพื่อให้กิจการตระกูลหร่วนมีความเด็ดขาดและมีนางเป็นผู้สั่งการ หร่วนฉางเล่อจึงย้ายตระกูลสายรองออกจากเมืองฉางอัน เดาว่าหากจะพูดกันตามตรงคนนอกล้วนคิดว่านั่นคือการไล่ไปให้พ้นเมืองหลวงนั่นเอง...
เดิมทีหร่วนฉิงเป็นบุตรสาวนอกสมรสของนายท่านหร่วน ทว่ามารดาสูงศักดิ์เป็นถึงท่านหญิง ไม่อาจแต่งเข้าจวนคหบดี หญิงสาวเติบโตมาในวังหลวง มีไทเฮาและนางกำนัลดูแลปกป้อง หลังปักปิ่นจึงถูกรับเข้าจวนตระกูลหร่วน ทว่า...การเป็นอยู่กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่คนนอกคิด
นอกจวนเป็นท่านหญิงที่ไทเฮาให้ความสำคัญ ในจวนกลับเป็นบุตรสาวที่ถูกฮูหยินใหญ่รังแกลงโทษจนแทบเอาชีวิตไม่รอด หร่วนฉางเล่อลุกขึ้นเพื่อต่อต้านและวางแผนให้ร้ายฮูหยินใหญ่ในงานเลี้ยงวังหลวง กระทั่งในที่สุดหร่วนฮูหยินและบุตรสาวทั้งสามคนล้วนต้องโทษประหารชีวิต!!!
ไม่นานหลังจากนั้นนายท่านหร่วนก็เริ่มล้มป่วยและจากไป ลือกันว่าหร่วนฉางเล่อนั่นแหละที่เป็นสาเหตุ จริงเท็จไม่มีใครรู้เพราะหร่วนฉิงเองก็ยังไม่ได้เข้ามาในจวนตระกูลหร่วน คนเก่าคนแก่เองก็ถูกขายออกไป ที่ยังเหลือก็เป็นคนของไทเฮาจะให้กล่าวโทษหญิงสาวย่อมเป็นไปไม่ได้
เวลาเพียงสี่ปีหร่วนฉางเล่อกลายเป็นประมุขตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งและมั่นคง กำราบคนตระกูลหร่วนจนไม่มีใครกล้าล่วงเกินนาง เปลี่ยนทุกๆ อย่างให้เป็นไปตามที่นางปรารถนา ควบคุมการค้าของตระกูลกระทั่งทำให้สัมปทานใบชาและสมุนไพร รวมไปถึงร้านหมอในเมืองฉางอัน กลายเป็นกิจการที่ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว เรื่องนี้แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาแทรกแซง
เสียงฝีเท้าดังอยู่รอบนอกหญิงสาวมองไปยังหน้าต่างที่ปิดสนิท เดินออกไปเปิดให้สายลมพัดเข้ามา ระเบียงทางเดินไม่ไกลจากหน้าต่างหร่วนหนานเพิ่งเดินผ่านไป ชายหนุ่มเห็นนางก็เดินกลับมาประสานมือคำนับ “ประมุข”
“อืม” หญิงสาวพยักหน้าให้เขา “ไม่มีอะไรไปทำสิ่งที่เจ้าต้องทำเถิด”
“ขอรับ” แล้วเขาก็เดินจากไปจริงๆ
ได้ยินมาว่า...หร่วนหนานเข้ามาในจวนหลังจากหญิงสาวขึ้นเป็นประมุข ทั้งยังเป็นคนแรกที่หร่วนฉางเล่อพาเข้ามา อายุราวๆ สิบเก้ายี่สิบใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่น ฝีมือไม่เป็นสองรองใคร ถนัดการใช้กระบี่ยาว วิชาตัวเบาเป็นเลิศ เดิมทีเป็นนักโทษที่รอวันประหารหลังจากก่อคดีฆาตกรรมขึ้น หร่วนฉางเล่อเสียดายที่เขาฝีมือดีจึงทูลขอเขาจากไทเฮา หร่วนฉิงกล่าวว่า...ที่อีกฝ่ายยินยอมมาอยู่ตระกูลหร่วน นั่นก็เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ได้ส่งผลเพียงเขาเท่านั้น แต่ยังมีสหายและครอบครัวที่ถูกดึงเข้ามาพัวพันและต้องโทษ หร่วนฉางเล่อเสนอให้เขามาอยู่ข้างกาย ไม่ได้ช่วยเพียงชีวิตเขาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงสหายและฮูหยินกับบุตรที่รอดพ้นจากความตายมาได้