บทที่ 1.1
ความมืด...กระชากลมหายใจ
ความเจ็บปวด...ล่องลอยดุจปอยนุ่น
ความอาวรณ์ในห้วงสุดท้ายของลมหายใจ ฉางเล่อหลับตาลงอย่างสงบ ยอมรับแล้วในทุกๆ โชคชะตาไม่ว่าวันนี้หรือในอดีต ไม่เสียใจที่เคยตัดสินใจช่วยไม่ให้เด็กคนหนึ่งถูกรถชน เพราะเทียบกันแล้วอนาคตที่ไร้วันพรุ่งนี้ของหญิงสาว แลกกับชีวิตในวันพรุ่งนี้ของเด็กน้อยให้มีโอกาสได้เติบโต ได้ใช้ชีวิต ได้มีโอกาสทำหลายๆ อย่างในสิ่งที่อยากทำ
ตั้งแต่ยังเด็กสุขภาพก็อ่อนแอเหลือทน พยายามแล้วที่จะดิ้นรนอยู่ให้นานที่สุด ทว่าเมื่อสวรรค์ลิขิตมาให้อายุสั้น ดังนั้นกล่าวโทษสิ่งใดล้วนไม่อาจแก้ไข...
“...ฟะ...ฟื้นแล้ว!!! ประมุขหร่วนฟื้นแล้ว!!! ให้คนรีบเข้าวังไปกราบทูลไทเฮาเร็วเข้า!!!”
เสียงฝีเท้าวุ่นวายดังขึ้นจนน่าหนวกหู ฉางเล่อขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ หญิงสาวพยายามจะพลิกตัวหากไม่ใช่ว่า...ตอนนี้หญิงสาวกำลังนอนคว่ำ!!! ความเจ็บปวดแล่นลามมาจากหัวไหล่ด้านหลังข้างขวา มือข้างขวาสั่นเทา แผ่นหลังชาหนึบ ง่วงงุนทว่าก็อยากจะลืมตาขึ้นมามอง
เสียงพูดคุยดังสับสน เสียงฝีเท้าของคนไม่ต่ำกว่าสิบคน สัมผัสเย็นสบายที่ป้ายลงบนไหล่ แต่ก็มีความแสบร้อนและคันยุบยิบตามมา
“นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“ตอนนี้รู้สึกตัวแล้วแต่ยังไม่พ้นขีดอันตราย ต้องคอยดูอย่าให้แผลอักเสบ พวกเรานับว่า...รักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว”
เสียงถอนหายใจตามมาหลังประโยคด้วยความโล่งอกนั้น ฉางเล่ออยากส่งเสียงแต่คอแหบแห้ง เรี่ยวแรงหดหายแม้แต่จะขยับริมฝีปากก็ยังทำไม่ได้
“คืนนี้ก็เฝ้านางให้ดีอย่าให้มีเรื่องผิดพลาด”
“ข้าเฝ้าเอง” เสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้นข้างเตียง แวบหนึ่งฉางเล่อคล้ายมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย แต่ต่อมาทั้งหมดนั้นก็เลือนรางอีกครั้ง
ห้วงของความทรงจำสุดท้าย...
“ฉิง ข้าหวังว่าเจ้าจะตัดสินใจไม่พลาด”
“นางกำลังจะตาย”
“ตอนที่เจ้าเอายาให้นางกินเข้าไป นางหมดลมหายใจไปแล้ว เจ้าควรปล่อยให้นางตาย”
“ใช่ ข้าควรปล่อยให้นางตาย แต่ข้า...ทำไม่ได้ ให้อย่างไรนางก็เคยช่วยชีวิตข้า เคยช่วยชีวิตพวกเจ้า ช่วยชีวิตครอบครัวของพวกเจ้า”
“แต่เจ้าก็รู้ว่านางทำอะไรหลังจากนั้น”
“ใช่ข้ารู้ แต่ข้ายืนมองนางตายไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้”
หญิงสาวได้ยินบทสนทนาของคนเหล่านั้น แยกแยะได้ว่ามีสตรีหนึ่งและบุรุษอีกสี่คน นางพยายามลืมตาขึ้นมอง
“ประมุขหร่วนท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง” อีกฝ่ายเอ่ยถามขึ้นเช่นนั้น
ประมุขหร่วน?? ใครกัน?
คำตอบของคำถามนั้น...
หลังจากรู้สึกตัวตื่นฉางเล่อถึงได้ตระหนัก แท้ที่จริงแล้วหญิงสาวฟื้นตื่นขึ้นมาในร่างของหร่วนฉางเล่อ สตรีวัยสิบเก้าผู้มั่งคั่ง ร่ำรวย
นอกเหนือไปจากนั้นนางยังเป็นประมุขผู้มากรักหลายใจ ทั้งยังได้รับขนานนามว่าเป็นสตรีแพศยาอันดับหนึ่งของเมืองฉางอัน!!
...จากหญิงสาวยุคปัจจุบัน เข้ามาอยู่ร่างประมุขคนงามที่ทั้งเด็ดขาดและโหดเหี้ยม ฉางเล่อได้แต่นั่งกุมขมับครุ่นคิดเพียงลำพังด้วยความสับสน ไม่เข้าใจ ไม่อยากเชื่อ
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าเดินมาหยุดตรงประตูห้อง “ประมุขข้าเองเจ้าค่ะ ข้านำมื้อเที่ยงมาให้ วันนี้เป็นผัดเต้าหู้กับน้ำแกงปลาจินอวี๋”
“เข้ามาสิ” หญิงสาวจัดชุดบนตัวแล้วนั่งมองหญิงสาวอีกคนที่กำลังก้าวเข้ามาในห้อง หร่วนฉิง...คนสนิทของหร่วนฉางเล่อ เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดและได้ยินมาว่าเป็นเพียงคนเดียวที่หร่วนฉางเล่อไว้ใจ อีกฝ่ายเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ว่าหร่วนฉางเล่อนั้น...จดจำสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าไม่ได้
ใช่แล้ว...นั่นเป็นข้ออ้างที่สิ้นคิดที่สุดที่หญิงสาวนึกออก แต่ถึงตอนนี้มันก็ยังคงได้ผลอยู่ หร่วนฉิงเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปก็ไม่สงสัยสักนิด ที่สำคัญอีกฝ่ายยังช่วยปิดบังเพื่อให้เวลาหญิงสาวได้ปรับตัวอีกหน่อย
ไหล่ปวดตุบตอนหยิบตะเกียบขึ้นมา หน้าผากเองก็เจ็บแปลบ... ได้ยินหร่วนฉิงบอกว่าไทเฮาโดนลอบสังหาร นางที่อยู่ใกล้ที่สุดสละชีวิตเพื่อปกป้องไทเฮาแคว้นเก่อเก๋อ
ใช่...ฟังไม่ผิดหรอกที่นี่ก็คือแคว้นเก่อเก๋อ ดินแดนที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ ไม่มีในแผนที่ ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็นในบันทึก ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วที่นี่มีอยู่จริง หรือเป็นเพียงโลกอีกใบที่อยู่คนละมัลติเวิร์ส ...