บทที่ 1.8
“อะไรหรือเจ้าคะ” บนรถม้าเขาส่งห่อของให้นาง เปิดออกดูก็พบว่าเป็นชุดพู่กันและที่ฝนหมึก
“ข้าเพิ่งได้มาเมื่อวานกำลังคิดจะยกให้เจ้าพอดี วันนี้พบกันก็ให้เจ้าตอนนี้เลย เจ้าอายุยังน้อยเรียนรู้ไม่ได้มากเท่าพี่สาวคนอื่นๆ สุขภาพเพิ่งดีขึ้นก็อย่าหักโหม ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป”
“ขอบพระคุณพี่รองเจ้าค่ะ”
“แล้ว...งานเลี้ยงในวังหลวงเจ้าจะไปหรือไม่”
“งะ...งานเลี้ยง?”
“เจ้าไม่รู้? เดือนหน้าฝ่าบาทจะทรงจัดงานเลี้ยงขึ้นในวังหลวง มีเทียบเชิญส่งไปยังจวนขุนนางทุกจวนให้พาบุตรสาวบุตรชายไปเข้าร่วมงานเลี้ยง”
นาง...อึ้งงัน
ลั่วอวี่อวี้ถอนหายใจ “จริงๆ ก็คงเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์พบปะของชนชั้นสูง ขุนนางที่อยากให้บุตรสาวบุตรชายไปพบหน้าเพื่อจับคู่ เจ้าอายุยังน้อยทั้งยังร่างกายอ่อนแอ ท่านพ่อกับท่านแม่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องแต่งงานของเจ้า ดังนั้นเจ้าก็ถือเสียว่าไปเล่นสนุกเพื่อเปิดหูเปิดตา เช่นนี้ดีหรือไม่”
นั่นสินะ... เติบโตในจวนขุนนางย่อมต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นสักวัน บิดาของนางเป็นถึงเจ้ากรมตุลาการ การแต่งงานของบุตรสาวย่อมหมายถึงขั้วอำนาจที่สามารถส่งเสริมกันและกัน ทว่าโชคดีที่นางเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุ ทั้งยังมีพี่สาวอีกสามคนที่ยังไม่ออกเรือน เรื่องแต่งงานหากพี่สาวยังไม่แต่งออกนางจึงยังไม่ต้องกังวล
งานเลี้ยงนี้ได้ยินมาว่าจัดขึ้นก็เพื่อให้ทายาทของขุนนางทั้งหลายพบปะ สำหรับบุรุษก็คือการมองหาสหาย มิตรทางการเมือง เพียงแต่สำหรับสตรี...นี่เป็นงานเลี้ยงจับคู่ดูตัวที่เหล่าคหบดีเคยแอบซุบซิบกันว่ามันคือเทศกาลล่าสามี!!!
รถม้าตระกูลลั่ววิ่งมาจอดยังประตูวังหลวง ที่นั่นมีรถม้าอีกคันวิ่งมาจอดไล่เลี่ยกัน ป้ายที่ห้อยรถม้าทำให้ลั่วเหยียนหลันยิ้มกว้างรีบลงจากรถม้าทันที
“พี่ซีซี”
สตรีงดงามท่าทีอ่อนโยนก้าวลงมาจากรถม้า เสิ่นหลิงซี บุตรสาวของท่านอัครมหาเสนาบดี นางจูงมือกับลั่วเหยียนหลันเดินมายอบกายให้ลั่วฮูหยิน “ท่านน้า”
เสิ่นหลิงซีปีนี้อายุได้สิบเก้าทว่าก็ยังไม่แต่งงาน นัยว่าคงรอราชโองเพื่อแต่งตั้งเป็นชายาขององค์ชายหกที่ยังคงรบติดพันยังชายแดน “เอ๋นี่คงจะเป็น...น้องสิบเอ็ด??”
ลั่วเฟิ่งหลันเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายจากนั้นยอบกายให้ “คุณหนูเสิ่น”
“คุณหนูอะไรกันเรียกเสียห่างเหิน เจ้าเรียกข้าพี่ซีซีเช่นกันกับเหยียนหลันก็ได้ เหยียนหลันบอกว่าถูกชะตากับเจ้าเพราะชื่อมีคำว่ากล้วยไม้ เหมือนกัน เช่นนั้นข้าก็จะเอ็นดูเจ้าด้วย”
กล่าวจบก็ยกมือขึ้นลูบเรือนผมดึงปิ่นหยกออกมาอันหนึ่ง เป็นปิ่นหยกเรียบๆ แกะลายดอกมู่หลันออกมา ขยับเข้ามาแล้วเสียบปิ่นบนเรือนผมให้ลั่วเฟิ่งหลัน
“ข้าให้เจ้า”
ลั่วเหอชิงกับลั่วอิ่นเกอรีบขยับเข้ามาหมายประจบ พวกนางยอบกายลง “พี่ซีซี”
ทว่า...เสิ่นหลิงซีกลับตัดบทโดยไม่หันไปมอง “พวกเราเข้าไปกันเถิดเจ้าค่ะท่านน้า”
ลั่วฮูหยินยิ้ม “ไปสิ”
ลั่วเหอชิงกับลั่วอิ่นเกอได้แต่ยืนกัดปากด้วยความอับอาย ตอนก้าวเดินก็มองเห็นแล้วว่าชุดของพวกนางนั้นโดดเด่นงดงาม แม้ลั่วเฟิ่งหลันจะเดินรวมอยู่กับเสิ่นหลิงซีและลั่วเหยียนหลัน ทว่ากลับโดนทั้งสองกลบความโดดเด่นจนสิ้น
หารู้ไม่ว่า...นั่นคือความต้องการของหญิงสาว
ลั่วเฟิ่งหลันจงใจให้พี่สาวทั้งสองเลือกชุดที่ลั่วฮูหยินส่งมาให้ก่อน ชุดสีม่วงที่นางสวมนั้นทั้งไม่โดดเด่นทั้งไร้ลายปัก ผิดกับชุดสีชมพูและชุดสีฟ้าอมเขียวของผู้เป็นพี่สาว ยิ่งไม่อาจเทียบกับชุดสีแดงของเสิ่นหลิงซี อีกทั้งยังไม่น่ามองเท่าชุดสีฟ้าสดใสปักลายบุปผาของลั่วเหยียนหลัน
การแก่งแย่งของบุตรสาวชนชั้นสูง มิใช่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน หากนางโดดเด่นเกินไป นั่นมิเท่ากับหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ ตอนนี้ลั่วฮูหยินยังเมตตาเพราะนางไม่ได้โดดเด่นเกินบุตรสาวของตน
ทว่าเมื่อใดที่นางทำตัวเกินหน้าบุตรสาวฮูหยินเอก นั่นก็เท่ากับทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองแล้ว อีกอย่าง...นางจะอยากโดดเด่นไปทำไม ในเมื่อตัวนางเองก็เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุ แต่งเข้าจวนใหญ่แล้วอย่างไรเล่า ก็ยังต้องสู้รบปรบมือและแย่งชิงไม่สิ้นสุด