บทที่ 1.6
“แล้วเจ้าจะทำไม พี่ใหญ่ย้ำชัดเจนก่อนออกเรือนว่าให้ยกสวนนี้ให้น้องสิบเอ็ด ตระกูลเจินแต่ไหนแต่ไรมาก็คอยสนับสนุนท่านพ่อจนสามารถเชิดหน้าชูตา หาไม่ในยามเกิดอุทกภัยท่านพ่อไม่อาจมอบเงินบริจาคให้เทียบเทียมขุนนางอื่น เจ้าคิดว่าขุนนางท่านอื่นจะมองท่านพ่ออย่างไร เป็นตระกูลเจินที่ช่วยมาโดยตลอด แล้วตระกูลเดิมของมารดาเจ้าเล่าเคยแม้แต่จะก้าวเข้าจวนในยามที่ตระกูลลั่วเกิดเรื่องหรือไม่??”
“ท่าน!...”
“พี่ห้า...ท่านก็อย่าได้รื้อฟื้นเรื่องเหล่านี้อีกเลย” ลั่วอิ่นเกอเองก็มีท่าทีกระดาก
จะว่าไปมีเพียงตระกูลเจินจริงๆ ที่ตระกูลลั่วสามารถพึ่งพาได้ เพราะในบรรดาอี๋เหนียงของบิดา เจินอี๋เหนียงเป็นเพียงคนเดียวที่บิดาให้เกียรติ คนอื่นๆ นั้นตระกูลเดิมล้วนต่ำต้อยและไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยนัก
นายท่านตระกูลเจินแม้เป็นพี่ชายต่างมารดาของเจินอี๋เหนียง ทว่าจนถึงตอนนี้ตระกูลเจินก็มีเพียงสองคนพี่น้องไม่มีคนอื่น สองฝ่ายจึงรักใคร่กลมเกลียวพึ่งพากันและกันเสมอมา อีกทั้งฮูหยินของเขายังเป็นสหายสนิทกับน้องสาว ดังนั้นจึงไปมาหาสู่กันบ่อยๆ
ลั่วเหยียนหลันมาแล้ว คุณหนูลั่วอีกสองคนจึงล่าถอยกลับไป ลั่วเฟิ่งหลันถอนหายใจ “พี่ห้าท่านนั่งก่อนดีหรือไม่”
“ก็ต้องนั่ง ข้ามาเพราะชาของเจ้าโดยแท้ เสี่ยวฮวารินชา!”
พูดกันตามตรงลั่วเหยียนหลันแม้เป็นพี่สาวที่เกิดจากฮูหยินเอก แต่กลับปฏิบัติต่อลั่วเฟิ่งหลันไม่เลว ทั้งเอ็นดูและปกป้อง ถึงจะบอกว่ามาดื่มชาแต่คงเพราะได้ยินมาว่านางกำลังถูกพี่สาวอีกสองคนมาหาเรื่องกระมัง
“เช่นนั้นข้าแบ่งให้ท่านกลับไปดื่มที่เรือน ข้ามีเยอะเลยดื่มคนเดียวไม่มีทางหมด เสี่ยวฮวาเจ้าไปจัดการแบ่งชาให้พี่ห้า”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว จริงสิ เสี่ยวไป๋”
เสี่ยวไป๋ยกบางอย่างเข้ามา ในถาดมีเสื้อคลุมปักลายบุนวมสีน้ำเงินเข้ม “ข้าเพิ่งทำเสร็จยกให้เจ้า”
“เอ๋”
“เจ้าร่างกายอ่อนแอทั้งยังขี้หนาว ข้าเพิ่งเรียนการปักดอกสาลี่เพิ่งทำเสร็จจึงนึกถึงเจ้า ดังนั้นยกให้เจ้าเหมาะแล้ว”
“ขอบคุณพี่ห้าเช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้ว” นางชอบเสื้อคลุมตัวนี้จริงๆ อีกทั้งเห็นท่าทางจริงใจของอีกฝ่ายจึงรับเอาไว้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะมีอะไรลั่วเหยียนหลันมักแบ่งปันและนึกถึงนางก่อนผู้อื่นเสมอ
จวนตระกูลลั่วอยู่บนถนนกลางเมือง ถนนกว้างขวางรถม้าสามารถวิ่งสวนทาง ร้านรวงล้วนเต็มไปด้วยร้านค้าใหญ่โต ผู้คนสัญจรหากไม่ใช่ชนชั้นสูงก็เป็นคหบดีที่แต่งตัวดีดูมีฐานะ ตอนกำลังจะเดินเลี้ยวเข้าไปยังถนนที่ตัดผ่านไปอีกฟาก เสี่ยวฮวากลับคว้าแขนของนาง
“คุณหนูท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ”
“เดินเล่น”
“แต่นั่นเป็นถนนตัดผ่านไปยังถนนหลางเหอ”
“ข้ารู้”
“ที่นั่นท่านไปไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ทำไมเล่า”
“ก็...ที่นั่นเป็นที่ตั้งของร้านแลกเงินตระกูลเจิน อย่างไรใต้เท้าก็เป็นขุนนาง แม้สนิทสนมแต่ท่านก็ไม่ควรไปที่นั่นโดยพลการ”
หญิงสาวถอนหายใจ จริงๆ แล้วนางอยากไปดูที่ร้านเครื่องประดับตระกูลเฉิงต่างหาก ลืมไปว่าข้อห้ามมากมายของตระกูลชนชั้นสูงนั้น ทำให้แม้แต่ญาติสนิทก็ไปมาหาสู่กันอย่างเปิดเผยไม่ได้
ให้อย่างไรชนชั้นสูงก็ยังมองว่าคหบดีนั้นต่ำต้อย แม้สนิทสนมแต่ก็ไปมาหาสู่กันโดยจำกัด หากจะไปมาก็ต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า ไม่จำเป็นก็จะไม่ติดต่อหรือเยี่ยมเยียนนอกจากมีเทศกาล งานเลี้ยง หรือเรื่องเร่งด่วนที่เลี่ยงไม่ได้
อย่างเช่น...ตอนที่เจินฮูหยินมาเยี่ยมตอนที่นางป่วยหนัก
อย่างเช่น...ตอนที่บิดาได้รับราชโองการเป็นผู้ตรวจการไปแจกข้าวของให้ผู้ประสบอุกทกภัย ครานั้นตระกูลเจินจึงออกหน้าบริจาคเงินสมทบ หลังจากนั้นใต้เท้าลั่วก็ต้องไปเยือนเพื่อกล่าวคำขอบคุณ โดยถือโอกาสพาเจินอี๋เหนียงกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเดิมด้วย
อย่างเช่น...ตอนที่ลั่วเฟิ่งหลันปักปิ่น
อย่างเช่น...ทายาทของตระกูลเจินเข้าพิธีสวมหมวกล่วงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ใต้เท้าลั่วจึงไปเป็นประธานในงานเลี้ยง ทำให้ตระกูลเจินพลอยมีหน้ามีตา