บทที่ 1.5
หญิงสาวได้ยินเรื่องนี้มาจากสาวใช้ที่ซุบซิบกันด้านนอก... ตอนที่นางนอนซมบนเตียง นางได้ยินเรื่องราวมามากมายเหลือเกิน ด้วยสาวใช้ล้วนคิดว่านางคงไม่รอดแน่ๆ
เสี่ยวฮวานำยากลิ่นฉุนเข้ามา หญิงสาวดื่มยาเข้าไปโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน เสี่ยวฮวาอมยิ้มจากนั้นรีบส่งผลไม้เชื่อมให้
ว่ากันตามตรงไม่มีใครสังเกตเห็นถึงความแตกต่างระหว่างลั่วเฟิ่งหลันคนเดิมกับนางที่อยู่ในร่างของลั่วเฟิ่งหลัน เรื่องนี้ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก บ่าวไพร่ในเรือนก่อนหน้านี้ถูกขายไปจนสิ้น เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าเหตุใดนายของเรือนไปนอนตากหิมะอยู่ด้านนอกกระทั่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ใต้เท้าลั่วโกรธจัดขายบ่าวไพร่เหล่านั้นออกไป ส่งคนใหม่เข้ามาดูแล อีกทั้งเพราะนางเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุ ฮูหยินใหญ่แม้เป็นคนดูแล แต่ก็ไม่ได้อยู่เรือนเดียวกัน กับมารดาแท้ๆ ก็ไม่อาจให้ความสนิทสนมมากเกินไป เพราะอาจเป็นการล่วงเกินฮูหยินใหญ่ ดังนั้นลั่วเฟิ่งหลันจึงไม่สนิททั้งกับฮูหยินใหญ่และมารดาผู้ให้กำเนิด
ช่วงบ่ายอากาศอุ่นขึ้นหญิงสาวเปิดหน้าต่างมองออกไปในสวน หน้าเรือนกลับมีคนกำลังเดินเข้ามา เสี่ยวฮวาเข้ามารายงาน
“คุณหนู คุณหนูเจ็ดกับคุณหนูเก้ามาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว เจ้าไปเตรียมชาเถิด”
“เจ้าค่ะ” นางลุกขึ้นเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ จัดเสื้อบุนวมตัวหนา จากนั้นรอพี่สาวต่างมารดาทั้งสองคนเดินเข้ามา
“น้องสิบเอ็ดพวกเรามาเยี่ยม” ลั่วอิ่นเกอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่าลั่วเหอชิงกลับเอาแต่มองไปรอบๆ ดวงตาที่ปกปิดถึงความริษยาไม่มิดทำให้ลั่วเฟิ่งหลันได้แต่ถอนหายใจ
“พี่เจ็ด พี่เก้า นั่งก่อนสิเจ้าคะ”
ลั่วอิ่นเกอเลิกคิ้วมองใบหน้าของนาง “เจ้า...สีหน้าดีขึ้นมากแล้ว ได้ยินท่านหมอบอกว่าหายดีครั้งนี้สุขภาพเจ้าคงไม่มีเรื่องน่ากังวลอีก”
“อืม” นางส่งเสียงตอบรับ ตอนนั้นเองเสี่ยวฮวายกชาร้อนเข้ามา “ข้าเองก็รู้สึกดีขึ้นมากเจ้าค่ะ”
กลิ่นชาหอมกรุ่นอบอวลตอนที่เสี่ยวฮวาวางจอกชาลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสาม นึกไม่ถึงว่าทันทีที่จิบลั่วเหอชิงก็แค่นเสียงกล่าว “แม้แต่ชาไป๋หาวอิ๋นเจิน ท่านพ่อก็ส่งมาให้เจ้าคนเดียว ความเป็นอยู่ของเจ้าช่างทำให้ผู้คนรู้สึกอิจฉายิ่งนัก”
“พี่เจ็ด” ลั่วอิ่นเกอขมวดคิ้ว “ล้วนเป็นพี่น้องกัน ท่านก็รู้ว่าน้องสิบเอ็ดไม่ค่อยสบาย ท่านก็...”
เสี่ยวฮวายอบกายตอบ “ตอบคุณหนูเจ็ด ...คุณหนูเก้า ชานี้เป็นเจินฮูหยินที่มาเยี่ยมคราวก่อนนำมามอบให้เจ้าค่ะ มิใช่ใต้เท้ามอบให้”
ของที่มีในเรือนของหญิงสาว ส่วนใหญ่แล้วหากเป็นของที่คนในจวนตระกูลลั่วไม่มี หญิงสาวมักจะได้รับจากคนตระกูลเจิน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ดังนั้นจึงใช้เรื่องนี้อุดปากลั่วเหอชิงได้
เสี่ยวฮวาเป็นคนฉลาด...สมแล้วที่คนตระกูลเดิมของเจินอี๋เหนียงส่งเข้ามาดูแลลั่วเฟิ่งหลัน
ลั่วเฟิ่งหลันจิบชาแล้วมองท่าทีของพี่สาวต่างมารดาทั้งสองคน ลั่วอิ่นเกอแม้คล้ายไม่มีอะไร ทว่าก็ไม่ได้ห้ามปรามที่พี่สาวแสดงท่าทีเช่นนี้ ลั่วเหอชิงนั้นแสดงออกชัดว่าไม่อยากมาที่นี่ พอมาก็แสดงท่าทีโกรธขึ้งและริษยาอย่างชัดเจน
ลั่วเฟิ่งหลันถอนหายใจ “พี่เจ็ดหากท่านยังขุ่นเคืองเรื่องที่ข้าเข้ามาอยู่ในสวนจื่อหลันนี้ เช่นนั้น...ข้าย้ายไปอยู่สวนเหอเซียงของท่าน ให้ท่านย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ดีหรือไม่”
ลั่วเหอชิงยิ้มกว้างตาโตกำลังจะตอบรับ
ทว่า...เสียงของลั่วเหยียนหลันกลับดังขึ้นขัด “ไม่ได้!” พร้อมกับเจ้าตัวที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้ามึนตึง “ข้าไม่อนุญาต พี่ใหญ่ยกที่นี่ให้น้องสิบเอ็ดก็ต้องให้นางอยู่ที่นี่สิ”
“คุณหนูห้า” เสี่ยวฮวายอบกายให้อีกฝ่าย
ลั่วเหยียนหลันเดินเข้ามาพร้อมกับจ้องลั่วเหอชิงด้วยสายตาเย็นชา ในบรรดาคุณหนูตระกูลลั่วตอนนี้มีพวกนางสี่คนที่ยังไม่ออกเรือนทั้งยังปักปิ่นแล้ว แม้อายุไล่เลี่ยกันแต่ตามลำดับแล้วลั่วเหยียนหลันเป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอก แน่นอนในที่นี้นางย่อมมีปากมีเสียงมากกว่าผู้ใด
“พี่ห้า ท่านพูดเช่นนี้ไม่เกินไปหรือ สวนจื่อหลันแต่เดิมก็สมควรยกให้ข้า ตอนแรกท่านพ่อก็รับปากแล้ว หากมิใช่พี่ใหญ่...”