บทที่ 1.3
ข่าวลือด้านนอกแอบซุบซิบเรื่องความสัมพันธ์ของอวี๋เฟิงเยี่ยนและประมุขเฉิงหลันซู เพราะไม่เคยมีใครล่วงรู้ว่าทั้งสองสนิทสนมกันมาก่อน
ถึงอย่างนั้น...หญิงสาวที่เอาแต่นั่งเหม่อกลับตระหนักดี ปีนั้นนางบังเอิญได้พบกับพิธีศพอันน่าหดหู่ของท่านป้าร้านบะหมี่ นางยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่ได้แสดงตัว จ่ายเงินให้คนนำของที่จำเป็นในงานศพ จากนั้นให้คนนำไปส่งยังเรือนหลังเล็กในตรอกสือซาน
กล่าวถึงท่านป้าร้านบะหมี่ สหายต่างวัยที่นางชอบไปนั่งกินบะหมี่และพูดคุยปรับทุกข์ จำได้ว่ายังเคยช่วยเหลือบุตรชายของอีกฝ่ายให้สอบเข้ารับราชการ ทว่าเส้นสายอย่างไรก็สำคัญมาก เขาสอบไม่ผ่านแต่ตอนหลังไม่รู้เพราะอะไรจึงได้พบกับใต้เท้าเผิง กระทั่งได้เข้าไปอยู่ในสำนักตรวจการ นึกไม่ถึงว่าปีต่อมาบุตรชายของท่านป้าร้านบะหมี่ผู้นั้น วันนี้กลับกลายมาเป็นหัวหน้าหน่วยในสำนักตรวจการ ...อวี๋เฟิงเยี่ยน
หากเขาเป็นคนของสำนักตรวจการ เช่นนั้นการจะสืบหาตัวคนที่เคยช่วยในอดีตย่อมไม่ได้ยากเย็น วันนี้เขายื่นมือเข้าช่วยเรื่องการจัดงานศพ ตัวนางเองย่อมเขาใจได้เป็นอย่างดี ทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งในการกระทำของอีกฝ่าย...
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้า...เสี่ยวฮวาเดินเข้ามาด้วยท่าทีระมัดระวัง “คุณหนู”
“เข้ามาสิ”
อีกฝ่ายเดินเข้าไปหลังฉากกั้นหน้าเตียง ใบหน้าขาวซีดของลั่วเฟิ่งหลันทำให้เสี่ยวฮวารีบรินชาร้อนส่งให้ผู้เป็นนาย “ตื่นนานแล้วหรือเจ้าคะ”
“อืม” นางรับคำจิบชาอุ่นๆ แล้วรู้สึกชุ่มคอ “สืบได้ความหรือไม่”
“แม่นางอิ๋งชุนหลังเสร็จงานศพก็หายตัวไปเลยเจ้าค่ะ มีคนมากมายหลายจวนอยากได้นางไปเป็นคนคุ้มกัน ทว่ากลับไม่มีใครหานางพบ ข้าน้อยคิดว่าคงยากนักที่จะตามตัว”
“อืม นางฝีมือดีมาก หากอยากหายตัวไปก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แล้วเรื่องร้านค้าเล่า”
“ร้านค้าที่ถนนอิ่งถงนายท่านเฉิงเป็นคนขายไป ผู้ที่ซื้อก็คือนายท่านสวี ร้านค้าที่ถนนหลางสือ ถานฮูหยินเป็นคนครอบครอง ได้ยินมาว่าบุตรชายของนางขายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน นายท่านตระกูลซางซื้อไปด้วยเงินหกพันตำลึง ร้านเครื่องประดับคุณชายน้อยเฉิงเจี๋ยครอบครอง ทว่ามารดาของเขาซุนอี๋เหนียงขายไปแล้ว ทั้งยังพาเขาย้ายออกไปจากลั่วหยางไม่ทราบแน่ชัดว่าย้ายไปที่ใด ส่วนจวนตระกูลเฉิงเป็นใต้เท้าเซี่ยซื้อเอาไว้ในราคาเจ็ดพันตำลึงเจ้าค่ะ อีกสองสามวันน่าจะย้ายเข้าอยู่ ยังมีร้านเล็กๆ อีกสองสามแห่ง คุณหนูเฉิงขายไปแล้วเช่นกัน นางแต่งเข้าตระกูลซูจากนั้นย้ายตามสามีไปยังเมืองทางใต้ ยังไม่รู้ว่าผู้ใดซื้อไปเจ้าค่ะ”
หญิงสาวนิ่งฟังด้วยท่าทีสงบ “เพียงสืบต่อไปว่าร้านค้าที่อยู่บนถนนตงสวี่ผู้ใดซื้อไป ที่เหลือ...” นางหลับตาด้วยความจนใจ “ช่างเถิด”
“ร้านค้าบนถนนตงสวี่?” เสี่ยวฮวาขมวดคิ้ว
“ทำไมหรือ”
“คงมิใช่ร้านขายใบชาร้านเล็กๆ?”
“ใช่ เจ้ารู้จักหรือ”
“เคยได้ยินเจ้าค่ะ ที่จริงข้าน้อยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นเป็นของตระกูลเฉิง สองสามวันก่อนได้ยินมาว่าเจินอี๋เหนียงซื้อร้านใบชาร้านนั้นเอาไว้ ทั้งยังเปรยว่าอยากยกร้านนั้นให้ท่านเป็น...สินเดิม”
!!...ลั่วเฟิ่งหลันเลิกคิ้วมองสาวใช้ด้วยความตกตะลึง “เจินอี๋เหนียง?”
“เจ้าค่ะ”
นางเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง “หรือนี่จะเป็น...ชะตากำหนด?”
“จะให้สืบต่อหรือไม่เจ้าคะ”
หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว” แล้วนางจะอยากรู้ไปทำไมเล่า ตระกูลเฉิงหลังจากที่นางสิ้นใจ จนแล้วจนรอดก็ล่มสลายกระจัดกระจาย
นางพอจะมองออกว่าเป็นเพราะทรัพย์สมบัติพวกนั้น หากมีคนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำก็ต้องแบกรักทั้งหนี้สิน ภาระ ความเหนื่อยยาก มันง่ายกว่ามากหากเพียงฉีกทึ้งทุกๆ อย่างแล้วแยกย้ายกันไป ไม่มีภาระ ไม่ต้องเหนื่อยยาก ไม่จำเป็นต้องแบกรับชีวิตของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นตัวไร้ประโยชน์ บ่าวไพร่ กระทั่งสตรีหรือเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตัวเอง