บทที่ 1.4
ท่านลุงของนาง...นายท่านเฉิง เคยบอกนางให้ปล่อยวางจากทุกสิ่ง คนทุกคนในตระกูลเฉิง บอกนางไม่ให้แบกรับภาระมากมายในจวน...ทว่านางทำไม่ได้
นางแบกรับทุกอย่างขึ้นบนบ่า แบกรับปากท้องและชีวิตของคนมากมาย เมื่อนางหมดลมชีวิตเหล่านั้นก็ถูกทอดทิ้ง...กระจัดกระจาย ศพของนางถูกทิ้งเอาไว้อย่างเดียวดาย ไม่มีใครใส่ใจ ไม่มีใครแยแส จนแล้วจนรอดผู้คนที่นางเคยแบกรับ เคยดูแล สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงความดีที่นางเคยทำ
“คุณหนูสิบเอ็ดตื่นแล้วหรือยัง”
“ข้าตื่นแล้วเจ้าค่ะ” นับจากวันนี้เฉิงหลันซูไม่มีแล้ว ที่ยังอยู่ก็คือลั่วเฟิ่งหลัน คุณหนูสิบเอ็ดบุตรสาวของเจ้ากรมตุลาการ
ผู้มาก็คือลั่วฮูหยิน ด้านหลังยังมีเจินอี๋เหนียง มารดาผู้ให้กำเนิดลั่วเฟิ่งหลัน “ท่านแม่ ...อี๋เหนียง” นางลุกขึ้นยอบกายให้คนทั้งสอง
ลั่วฮูหยินพยักหน้าให้สาวใช้ประคองนางนั่งลงบนเตียง “เพิ่งหายดีก็นั่งลงแล้วค่อยสนทนากันเถิด สีหน้าดีขึ้นมากแล้ว ร่างกายรู้สึกอย่างไรบ้าง”
“ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม ดีขึ้นก็นับว่าประเสริฐ ช่วงนี้อากาศเย็นเจ้าก็อย่าเพิ่งรีบร้อนออกไปด้านนอก”
“เจ้าค่ะท่านแม่” นางมองเจินอี๋เหนียงที่สองตาแดงก่ำ “อี๋เหนียงข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้ารู้สึกดียิ่ง”
ลั่วฮูหยินหันไปมองเจินอี๋เหนียง “ข้าจะออกไปเดินเล่นในสวน เจ้าก็...อยู่สนทนากับคุณหนูสิบเอ็ดสักครู่”
“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ” เจินอี๋เหนียงมีท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัว นางโผเข้ากอดบุตรสาวจากนั้นร้องไห้ออกมาเสียงเบา “วันนี้สีหน้าของเจ้าดีขึ้นมากจริงๆ อากาศด้านนอกหนาวเหน็บวันนี้ก็อย่าออกไปเดินเล่า เชื่อฟังฮูหยินใหญ่อยู่ในนี้ดื่มยาแล้วก็สวมเสื้อผ้าหนาๆ แม่ได้ผ้ามาจากฮูหยินใหญ่จึงเย็บชุดบุนวมเอาไว้ให้ เจ้าดูว่าชอบตัวไหน”
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวมองมือที่อบอุ่นนุ่มนิ่มซึ่งกุมมือของตนแน่น มารดาผู้ให้กำเนิดแต่กลับไม่อาจเรียกขานเป็นมารดา ดูแล้วชีวิตในจวนของสตรีจวนขุนนางนี้หาได้เป็นอย่างที่ผู้คนด้านนอกล้วนอิจฉา
เจินอี๋เหนียงเดิมทีชาติกำเนิดต่ำต้อยเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุของคหบดีที่พอจะมีฐานะ อาศัยรูปร่างหน้าตาที่งดงามทำให้ใต้เท้าลั่วหลงใหลรักใคร่ มีบุตรสาวคนหนึ่งแม้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่กำเนิด ทว่าใต้เท้าลั่วก็รักราวกับแก้วตาดวงใจ
เทียบกับบุตรชายบุตรสาวที่เกิดจากอนุคนอื่นๆ ของใต้เท้าลั่ว ชีวิตของลั่วเฟิ่งหลันในจวนก็ไม่ได้ดูน่าสงสารนัก นางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุก็จริง แต่ฮูหยินใหญ่ก็นับว่าเอ็นดูนางอยู่บ้าง เจินอี๋เหนียงเองก็ไม่ได้ชอบการแก่งแย่งชิงดี ตรงกันข้ามนางเชื่อฟังฮูหยินใหญ่มาตลอด ชีวิตการเป็นอยู่ของสองแม่ลูกจึงนับว่าไม่เลว
มารดาก็เป็นบุตรสาวจากจวนคหบดีที่ฐานะร่ำรวย เงินทองไม่ขาดมือสามารถส่งเสริมทางด้านนี้ให้ใต้เท้าลั่ว ดังนั้นในจวนเจ้ากรมตุลาการจึงไม่มีใครกล้ารังแกนางกับมารดา
ได้ยินมาว่าหญิงสาวร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เคยก้าวเท้าออกไปจากจวนแม้แต่ก้าวเดียว ใต้เท้าลั่วรักและสงสารบุตรสาวคนนี้มาก เขาให้คนเข้ามาสอนสั่งทุกอย่างถึงในจวน สิ่งใดดีล้วนประคองมาส่งให้ถึงเรือน สิ่งใดไม่ดีล้วนกีดกันเอาไว้นอกประตูเรือน ไม่เคยให้บุตรสาวที่อาภัพผู้นี้ได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจสักครา ทางหนึ่งเพื่อบุตรสาว อีกทางเพื่อเอาใจตระกูลเจินที่คอยสนับสนุนเรื่องเงินทองนั่นเอง
จวนตระกูลลั่วกว้างใหญ่โอ่อ่าหรูหรา ด้านหน้ามีเรือนหลักกว้างขวาง ด้านหลังมีเรือนรองถึงสามเรือน ใต้เท้าลั่วแต่งฮูหยินเอกซึ่งเป็นบุตรสาวของอัครมหาเสนาบดี นอกจากนั้นยังมีอนุอีกสามคน พวกนางล้วนให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวรวมทั้งสิ้นสิบเอ็ดคน ลั่วเฟิ่งหลันเป็นคนสุดท้ายซึ่งเป็นคนที่สิบเอ็ด
เรือนหลังของจวนตระกูลลั่วแบ่งออกเป็นลานสวนต่างๆ สวนจื่อหลันก็คือเรือนของลั่วเฟิ่งหลัน เรือนหลังใหญ่ที่นางเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ หลังจากที่เจ้าของเรือนคนก่อนแต่งออกไป ลือกันว่าจริงๆ นางไม่ควรเข้ามาอยู่ที่นี่ เพราะตามลำดับแล้วควรจะเป็นคุณหนูเจ็ดที่ปักปิ่นก่อนนางย้ายเข้ามา
ถึงอย่างนั้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พี่สาวคนโตที่แต่งออกไปกลับเจาะจงให้เข้ามาอยู่แทน บิดาไม่ปฏิเสธ ลั่วฮูหยินเองก็เห็นด้วย ดังนั้นลั่วเหอชิงคุณหนูเจ็ดที่เกิดจากอนุจึงได้แต่ข่มความเจ็บช้ำเอาไว้ในอก