บทที่ 1.5
“ข้าว่านางดูไม่เหมือนสตรีเช่นนั้น”
“ไม่เหมือน?”
“หากนางเป็นเช่นนั้น วันนี้คงรั้งอยู่ค้างแรมที่นี่ เดินทางต่อเกรงว่าคงพลบค่ำระหว่างทาง ถนนสายนี้ไม่มีที่พัก ไม่มีโรงเตี๊ยมจนกว่าจะถึงสามพันลี้ นางพักที่นี่มีคนทั้งป้อมคุ้มกัน มีอาหาร มีที่นอน แต่นี่นางบอกว่าไม่รบกวนนานนักแล้วจากไป อีกอย่าง...นางดูไม่เหมือนคุณหนูที่เอาแต่อยู่กับความสะดวกสบาย รถม้าเล็กๆ เรียบง่าย... หากเป็นเช่นข่าวลือเมื่อครู่หัวหน้าให้นางลงจากรถม้า เช่นนั้นนางไม่อาละวาดแล้วหรอกหรือ แต่นี่...สีหน้าของนางไม่เปลี่ยนสักนิด”
“จะว่าไปก็จริง”
“ว่าแต่...ข้าเคยได้ยินมาเรื่องหนึ่ง”
“อะไรหรือ”
“ข้าเคยได้ยินมาว่ามารดาของนางเป็นบุตรสาวนอกสมรสของท่านอัครมหาเสนาบดี”
“ข้าเองก็เคยได้ยิน”
“ยังมี...ได้ยินมาว่าท่านโหวเป็นคนของยุทธภพ แถมตอนนี้บิดาของท่านโหวยังเป็นถึงจ้าวยุทธจักร ฟังว่าฝีมือของเขาไร้เทียมทานไม่มีใครเอาชนะได้ แต่ว่า...เพราะท่านโหวเลือกที่จะเป็นขุนนางดังนั้นจึงตัดขาดกับบิดา อีกทั้ง...”
“ทั้งอะไร?”
“เจ้าว่าเป่ยโจวใกล้กับแดนเหนือของชาวยุทธ์ถึงเพียงนี้ เพราะอะไรคุณหนูใหญ่จึงไม่ขอความช่วยเหลือจากจ้าวยุทธ์ที่เป็นท่านปู่ของนางเล่า แต่กลับให้มือปราบของเป่ยโจวคุ้มกันนางมาส่งแทน อีกอย่างจดหมายส่งตัวนักโทษนั่นว่าข้ามันแปลกๆ จดหมายนั่นระบุว่าเขาเป็นพ่อบ้านจวนโหว หรือว่าที่เป่ยโจวเกิดเรื่องอะไรขึ้น เราควรส่งข่าวกลับเมืองหลวงก่อนล่วงหน้าดีหรือไม่”
“ข้าเห็นด้วย”
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้เจ้าไปจัดการส่งข่าวให้ท่านแม่ทัพ”
“เอาละๆ เลิกสนใจเรื่องของคุณหนูจวนโหวแล้วกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง”
“ขอรับหัวหน้า”
พวกเขาไม่ได้สนใจรถม้าที่แล่นจากไปอีก หิมะหนาตาขึ้น อากาศหนาวเหน็บ บนถนนหลงเหลือเพียงรอยล้อรถม้าที่ค่อยๆ ถูกเกล็ดหิมะทับถม กระทั่งไม่นานร่องรอยก็เลือนหายไป
ในรถม้าเยียนหมิงรุ่ยค่อยๆ ละสายตาเงยหน้าขึ้น นางปิดตำราประมวลกฎหมายที่ขอยืมเจ้าเมืองเป่ยโจว มือยื่นไปเปิดม่านรถม้าเลิกขึ้นมองเหม่อออกไปยังนอกรถม้าที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่แปลกตา ไม่สิจะเรียกว่าแปลกตาเสียทีเดียวก็ไม่ถูก ความทรงจำที่ปนเประหว่างโลกยุคอดีตกับโลกยุคปัจจุบัน ความรู้สึกแตกต่างจากการเป็นสตรีในห้องหอคนก่อน กับความรู้สึกของหญิงสาวยุคที่ทุกอย่างเท่าเทียม ความกลัวที่ถูกพัดพาเปลี่ยนเป็นความท้าทาย ความกล้าหาญของหญิงสาวที่เคยเผชิญโลกมาลำพังแล้วอย่างโชกโชน
“มือปราบเฉียน” นางเรียกเฉียนหยางที่ขี่ม้าอยู่ข้างหน้า
“คุณหนูใหญ่”
“เราใกล้ถึงที่พักแล้วหรือยังเจ้าคะ”
“อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามขอรับ ฟ้าใกล้มืดแล้วคงต้องเร่งเดินทางอีกหน่อย”
นางโผล่หน้าออกมารับลม “อากาศหนาวกว่าที่คิดจริงๆ”
“เราน่าจะหยุดพักที่ป้อมนั่น”
“ก็จริง แต่ข้าก็ยังชอบความเป็นส่วนตัว ข้าหมายถึง...ข้าไม่ชอบที่ต้องตกเป็นเป้าสายตาผู้คน” นางถอนหายใจ
“จะอย่างไรนั่นก็คือตัวตนของท่านก่อนหน้านี้”
“ก็จริง” นางหัวเราะ “แต่ก็ยังยากจะยอมรับอยู่ดี เอาเป็นว่าก่อนจะถึงเมืองหลวง ชื่อเสียงคุณหนูจวนโหวผู้ร้ายกาจนั่น ข้าขอไม่รับชั่วคราวก็แล้วกัน”
เฉียนหยางเลือกจุดพักค้างแรมได้ดีมาก เขาพาทุกคนก่อกองไฟริมลำธารเพื่อคลายหนาว เมื่อก่อไฟเสร็จเขาก็ออกไปเงียบๆ ครู่ใหญ่ในมือก็มีกระต่ายชำแหละเรียบร้อยกลับมาสี่ตัว เขาจัดการโยนให้คนของตนโดยไม่พูดอะไร
หญิงสาวที่เปลี่ยนมาสวมชุดของบุรุษเรียบร้อยแล้วเดินมานั่งลงข้างกองไฟ “มือปราบเฉียน ท่านว่า...ข้าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้คิดผิดหรือคิดถูก”
เขาเหลือบมองนาง “ถึงตอนนี้เสียใจแล้ว?” เขาเคยแนะนำให้นางรั้งอยู่ที่เมืองเป่ยโจว จากทรัพย์สินที่มีและความเป็นอยู่ของจวนโหว รวมไปถึงชื่อเสียงของบิดาของหญิงสาว นางจะไม่ลำบากและไม่ต้องอึดอัด