ตอนที่ 6 แอบส่อง
ระว่างทางเดินกลับเรือนพัก ฟ่านจื่อหลี่รู้สึกอารมณ์ดีมาก
เป็นเพราะเธอกลายเป็นคนขี้เหร่ ฮั่วชิงเหมยจึงรู้สึกสงสารและยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับเธอ เนื้อแท้ของเด็กสาวคนนี้เป็นคนจิตใจดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
ถือว่าเป็นเพื่อนที่คบหาได้
ส่วนท่านนายพลใหญ่ก็แสดงท่าทีเมตตามากขึ้นกว่าเดิม
และนายพลน้อยก็ยิ่งคร้านจะชายตามองเธอเสียด้วยซ้ำ
ดูท่าว่าความอัปลักษณ์จะเป็นโล่ป้องกันตัวที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ฟ่านจื่อหลี่รู้สึกว่าตนเองตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกใช้วิธีนี้เพื่อปกป้องตัวเอง
ตอนนี้สิ่งที่เธอเฝ้ารอคือวันเปิดเทอม ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน อีกประมาณสองสัปดาห์ก็น่าจะเปิดเรียนแล้ว
คราวหน้าถ้าฮั่วชิงเหมยมาหา เธอคงต้องขอยืมหนังสือมาอ่านดูสักหน่อย เผื่อว่าต้องมีการสอบคัดเลือกเข้าเรียน เธอจะได้เตรียมตัวสอบล่วงหน้าได้ทัน
เมื่อกลับถึงเรือนพัก เธออาบน้ำล้างหน้าลบเครื่องสำอาง แล้วเปลี่ยนชุดนอนเข้านอนอย่างเป็นสุข
แต่ในตอนกลางวัน เธอก็ยังคงต้องแต่งหน้าให้ดูเหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาอยู่เช่นเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ ฮั่วชิงเหมยที่อาจมาเยี่ยมเยียนกะทันหันสังเกตเห็นความผิดปกติ
ทว่าการแต่งหน้าที่ดูประหลาดนี้กลับถูกพวกคนรับใช้ที่คอยปรนนิบัติสังเกตเห็น
พวกคนรับใช้เหล่านี้เคยได้ยินมาว่า คุณหนูตระกูลนายพลใหญ่ที่แสนสวยคนนี้มีโอกาสจะได้เป็นฮูหยินของนายพลน้อย ตอนที่ถูกส่งมาดูแลฟ่านจื่อหลี่ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
ด้วยความงามที่ล่มบ้านล่มเมืองเช่นนั้น ผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องชื่นชอบ อีกทั้งฐานะอีกฝ่ายยังสูงส่ง เป็นถึงคุณหนูจากจวนนายพลใหญ่
ใครจะไปนึกว่า หลังจากนายพลน้อยกลับมา เธอกลับไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมใดๆ เลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำยังแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูขี้เหร่ แผลถูกยิงนั้นอยู่ที่แขนแท้ๆ แต่ท่าทางเธอกลับดูเหมือนคนสมองพังไปเสียอย่างนั้น
แม่นมเฒ่าได้แต่ทอดถอนใจ คุณหนูฟ่านคนนี้ปัญญาอ่อนไปเสียแล้ว!
อาซิ่วแอบคิดในใจ คุณหนูฟ่านอาจจะมีคนรักอยู่แล้ว เลยไม่เห็นนายพลน้อยอยู่ในสายตา
แต่นายพลน้อยคือบุรุษที่รูปงามที่สุดในเมืองผิงเฉิงเชียวนะ หรือว่าที่เมืองเซียงโจวจะมีผู้ชายที่ยอดเยี่ยมกว่านายพลน้อยจนกุมหัวใจคุณหนูฟ่านไปได้
คุณหนูตกอับที่มาขอพึ่งใบบุญผู้อื่นแท้ๆ แต่กลับไม่คว้าโอกาสแย่งชิงความโปรดปรานจากนายพลน้อยไว้ กลับไปโหยหาคนอื่นเสียได้ ช่างไม่รู้จักวิธีการเอาตัวรอดเอาเสียเลย!
เมื่อพวกคนรับใช้เห็นว่าไม่มีหวังจะได้ดิบได้ดีไปกับคุณหนูฟ่านแล้ว ต่างก็เริ่มทำตัวเกียจคร้านและละเลยเธอไป
ฟ่านจื่อหลี่เองก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอไม่อยากสนิทสนมกับคนแปลกหน้ามากเกินไปอยู่แล้วเพื่อเลี่ยงการเผยพิรุธ
ส่วนนายพลน้อยนั่น แม้หน้าตาจะหล่อเหลาคมคายเพียงใด แต่มันเกี่ยวอะไรกับเธอเล่า
หน้าตาหล่อมันกินได้หรือไง ในยุคสมัยนี้ด้วยตำแหน่งของเขา เมื่อแต่งภรรยาเอกแล้วก็ยังต้องรับอนุภรรยาอีกตั้งเท่าไหร่
ดูอย่างนายพลใหญ่สิ ภรรยาเอกเพิ่งล่วงลับไปได้แค่สองปี เขาก็รับอนุภรรยาเข้ามาทีเดียวแปดคนรวด
สัปดาห์หนึ่งมีเจ็ดวัน ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจัดตารางกันยังไง
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น นายพลน้อยคนนี้ก็คงจะได้รับสืบทอดความเจ้าชู้มาจากบิดาเหมือนกันนั่นแหละ
เพราะเหตุนี้ ฟ่านจื่อหลี่จึงไม่มีความสนใจในหนุ่มรูปงามคนนี้แม้แต่นิดเดียว มีแต่จะอยากหนีไปให้ไกล
ทางด้านฮั่วชิงเหมยดูจะอยากสนิทสนมกับฟ่านจื่อหลี่มากขึ้นจริงๆ เธอมาหาเกือบทุกวัน ทั้งยังเอาขนมสดใหม่และหนังสือมาฝาก และชอบมานั่งชวนเธอคุยเป็นที่สุด
เมื่อไม่มีความงามมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น หญิงสาวสองคนจึงสนทนากันได้อย่างถูกคอและสนุกสนาน
ส่วนใหญ่ฮั่วชิงเหมยจะเป็นฝ่ายพูดและฟ่านจื่อหลี่เป็นฝ่ายฟัง
เพื่อนๆ ของฮั่วชิงเหมยในโรงเรียนสตรีส่วนใหญ่มักเป็นคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ ซึ่งต่อหน้าก็ประจบประแจงแต่ลับหลังกลับอิจฉาตาร้อนเธอเสียเต็มประดา
แต่ฟ่านจื่อหลี่คนนี้ไม่เหมือนกัน เธอไม่ประจบ ไม่แสร้งเอาอกเอาใจ นอกจากจะถามเรื่องราวภายนอกกับเรื่องที่โรงเรียนแล้ว เรื่องของท่านนายพลใหญ่หรือนายพลน้อยกลับไม่เคยเอ่ยถามเลยสักคำ ช่างรู้จักกาลเทศะและวางตัวได้เหมาะสมยิ่งนัก
ฮั่วชิงเหมยพอใจในตัวเธอมาก และยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับฟ่านจื่อหลี่อย่างจริงใจ
หญิงสาวสองคนเล่นชิงช้าและตีแบดมินตันด้วยกันในสวนหลังบ้าน บ่อยครั้งที่มีเสียงหัวเราะใสเหมือนระฆังเงินดังแว่วมา
บางครั้งหากฮั่วเป่ยเย่ไม่มีภารกิจทางทหารที่ยุ่งนัก เขาก็จะกลับมาพักที่จวน ขณะที่อยู่ในห้องทำงาน เขามักจะลุกขึ้นยืนแล้วมองลงไปยังสวนหลังบ้านผ่านหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นน้องสาวกับคุณหนูฟ่านเล่นกันอย่างมีความสุขในสวน มุมปากของเขาก็พลันปรากฏรอยยิ้มจางๆ โดยไม่รู้ตัว
นับตั้งแต่คุณแม่จากไป เสี่ยวเหมยก็ไม่เคยร่าเริงเช่นนี้มานานแล้ว
ดูท่าคุณหนูฟ่านจะเข้ากับน้องสาวของเขาได้ดี นิสัยใจคอก็คงจะดีงามเช่นกัน
บนโต๊ะอาหารยามที่ฮั่วชิงเหมยทานข้าวกับพี่ชาย หัวข้อสนทนาของเธอมักจะไม่พ้นเรื่องของฟ่านจื่อหลี่
"พี่จื่อหลี่ฉลาดมากเลยค่ะ หนังสือที่หนูเอาไปให้ดู แป๊บเดียวเธอก็จำได้หมดแล้ว"
"ภาษาอังกฤษของพี่จื่อหลี่สุดยอดมากเลยค่ะ สำเนียงเหมือนกับครูที่โรงเรียนเลย"
"วิชาเลขของพี่จื่อหลี่ก็เก่งมาก หนูเอาข้อสอบของปีที่แล้วไปให้เธอลองทำ ปรากฏว่าเธอทำถูกหมดทุกข้อเลย ฉลาดจริงๆ ค่ะ!"
"พี่จื่อหลี่เธอออกแบบเสื้อผ้าเองได้ด้วยนะคะ เมื่อวานเธอออกแบบชุดใหม่มาสองแบบ เดี๋ยวตัดเสร็จพวกเราจะใส่กันคนละชุด รับรองว่าจะเป็นแบบที่ทันสมัยที่สุดในผิงเฉิงแน่นอนค่ะ"
ฮั่วเป่ยเย่รับฟังเรื่องราวเหล่านั้น มีเพียงเสียง "อืม" ตอบรับน้องสาวเป็นพักๆ แต่ในใจกลับเริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้ในตัวคุณหนูฟ่านผู้นี้
ต่อมาเขาได้พบว่าที่แท้คุณหนูฟ่านมีนิสัยชอบวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า
ทุกเช้าเวลาประมาณหกโมง คุณหนูฟ่านจะสวมชุดรัดกุมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว มาวิ่งเหยาะๆ ตามทางเดินในสวน
คุณหนูตระกูลผู้ดีส่วนใหญ่มักจะชอบนอนตื่นสาย แต่คุณหนูฟ่านคนนี้กลับรักการออกกำลังกาย ช่างเป็นภาพที่หาได้ยากยิ่ง
ฮั่วเป่ยเย่ลองนับดู เธอจะวิ่งรอบสวนวันละสามรอบทุกเช้า
ไม่เหนื่อยบ้างหรือไงนะ
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในตอนเย็นฮั่วเป่ยเย่จึงเอากล้องส่องทางไกลจากค่ายทหารกลับมาด้วย
เช้าวันถัดมาเมื่อฟ่านจื่อหลี่ออกมาวิ่งอีกครั้งฮั่วเป่ยเย่ก็ถือกล้องส่องทางไกลยืนดูอยู่ข้างหน้าต่าง
คราวนี้เขามองเห็นได้ชัดเจนและละเอียดถี่ถ้วน
หลังจากวิ่งเสร็จ ฟ่านจื่อหลี่มีเหงื่อท่วมตัวจนแผ่นหลังเปียกชุ่ม เสื้อผ้าที่แนบไปกับเนื้อหนัง เผยให้เห็นทรวดทรงอ้อนแอ้นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน
หลังจากวิ่งเสร็จ เธอก็เดินทอดน่องอีกสองรอบพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อตามหน้าผากและใบหน้า
ผมหน้าม้าถูกปัดไปด้านหนึ่ง เผยให้เห็นหน้าผากที่มนสวย เครื่องหน้าของเธอจิ้มลิ้ม ขาวผุดผ่อง ใบหน้ายามมองจากด้านข้างช่างงดงามและละเมียดละไมเหลือเกิน
ที่แท้... ใบหน้ายามไร้เครื่องสำอางกลับดูหมดจดและงดงามถึงเพียงนี้
ในใจของฮั่วเป่ยเย่พลันเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
วันนั้นที่เจอกัน... เธอจงใจแต่งหน้าให้เหลืองซีดแบบนั้นเพื่อป้องกันเขาอย่างนั้นหรือ!