บทที่ 3.2
“ผะ...ผีหลอก!!” เห็นอีกฝ่ายตัวสั่นงันงกชี้มือสั่นเทามาที่นาง หญิงสาวแค่นยิ้มเดินเข้าไปหาพร้อมตวัดฝ่ามือออกไปเต็มแรง เพี๊ยะ!!!
รั่วหลานใบหน้าหันไปอีกด้าน ตอนอีกฝ่ายหันกลับมาราวกับยังมึนงงและไม่อยากเชื่อ รั่วเซวียนก็ฟาดอีกฝ่ามืออีกฉาด ครั้งนี้เปลี่ยนข้างจนแก้มซ้ายขวาของรั่วหลานเกิดรอยชัดเจน
ฝ่ามือที่สองนี้พี่สาวคนดีถึงกับเซไปอีกด้านจากนั้นล้มลงนั่งบนพื้น “พี่ใหญ่...ท่านตกใจมากหรือที่ข้ารอดตายกลับมา” นางกล่าวเสียงเย็นเยียบ
ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าวุ่นวาย มารดาของนางเองก็ปราดเข้ามากอดหญิงสาว ลูบใบหน้า ลูบหลัง ลูบไหล่ ราวกับยังไม่อยากเชื่อว่านางกลับมาแล้ว “เซวียนเอ๋อร์ เป็นเจ้า เจ้ากลับมาหาแม่แล้ว”
ด้านนอกมีเสียงซุบซิบดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ เจ้าสาวสองแก้มแดงเป็นรอยฝ่ามือชัดเจน เห็นชัดว่าเพิ่งถูกผู้เป็นน้องสาวทำร้าย คุณหนูผู้งดงามอ่อนหวานในชุดเจ้าสาวสีแดง มองดูตอนนี้ทั้งอ่อนแอและน่าสงสาร
“เจ้าหายไปไหนมา เจ้าเด็กคนนี้แม่ใจจะขาดเพราะเจ้าหายตัวไป เหตุใดเจ้าไม่บอกแม่แต่เลือกหนีไปอย่างนี้เล่า”
รั่วเซวียนหัวเราะเสียงเย็น “หนีไป? ข้าน่ะหรือหนีไป เป็นผู้ใดบอกท่านพ่อท่านแม่เล่า”
“ก็เจ้า...เจ้าเขียนจดหมายเอาไว้” รั่วฮูหยินมองไปรอบๆ สตรีอาวุโสจากหลายตระกูลกำลังยืนมอง นางรีบให้คนกันทุกคนถอยร่นจากนั้นปิดประตู รั่วเซวียนเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งพูดเสียงดัง
“ข้าไม่เคยเขียนจดหมายอะไรทิ้งเอาไว้ ไม่เคยมีคนรัก ยิ่งไม่เคยคิดหนี วันนั้นพี่ใหญ่บอกข้าว่าอยากพาข้าไปไหว้พระที่อารามนอกเมือง อ้างว่าท่านแม่อยากให้เสี่ยวเถาไปช่วยเลือกลายปักผ้าเช็ดหน้า ดังนั้นสาวใช้ของข้าจึงไม่ได้ติดตามข้างกายข้า พอไปถึงสะพานนอกเมืองพี่ใหญ่ให้ข้าดื่มชา หลังจากนั้นข้าก็หมดสติไป ท่านเดาสิว่านางพาข้าที่หมดสติไปที่ใด”
“ไม่นะ ไม่จริง ท่านแม่ข้าไม่ได้ทำ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ เจ้าอิจฉาที่ข้าจะได้แต่งเข้าตระกูลเซี่ยแทนเจ้าหรือไรจึงทำลายชื่อเสียงข้าด้วยการใส่ร้ายเช่นนี้ เจ้าทำตัวราวสตรีแพศยาหนีตามบุรุษคนรักไป ตอนนี้คิดได้จะกลับมาจึงใส่ร้ายข้าหรือ คิดหรือว่าจะมีคนเชื่อ”
“ก็ลองดูสิ ข้ากับท่านเราไปตีกลองร้องทุกข์ด้วยกันตอนนี้ ท่านเจ้าเมืองสอบสวนไม่ถึงสองวัน รับรองว่าใครพูดจริงใครโกหกท่านเจ้าเมืองย่อมสืบจนกระจ่าง สาวใช้ที่ติดตามท่านไปวันนั้น ออกคำสั่งโบยตีสองสามยก”
นางหันไปมองทั้งสองคนและพวกนางก็สะดุ้งเฮือก
“รับรองว่าพวกนางสารภาพแทบไม่ทัน ยังมีคนขับรถม้าผู้นั้น ซากรถม้าที่ท่านผลักลงไปในแม่น้ำเหอหนาน แม้น้ำเชี่ยวแต่รถม้าหนักขนาดนั้น ข้าเชื่อว่าริมแม่น้ำท่านเจ้าเมืองต้องหาพบแน่นอน ยังมี...ยาที่ท่านใส่ลงไปในกาน้ำชาให้ข้าดื่ม ท่านซื้อมาจากที่ไหน เป็นใครที่เป็นคนไปซื้อ เมืองลั่วอี๋ร้านขายยามีบันทึกเอาไว้หมด ท่านว่าท่านเจ้าเมืองจะสืบจนกระจ่าง ทั้งหมดหรือไม่!!”
รั่วหลานที่เพิ่งยืนขึ้นมาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นใบหน้าขาวซีด รั่วฮูหยินมองบุตรสาวคนโตด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “หลานเอ๋อร์เจ้า...เจ้าทำอะไรลงไป เจ้าทำเช่นนั้นจริงหรือ ทำเช่นนั้นทำไม นางเป็นน้องสาวของเจ้านะ น้องสาวที่คลานตามเจ้าออกมา!”
“เพียงเพื่อให้ได้แต่งเข้าตระกูลเซี่ยแทนข้า ท่านถึงกับอำมหิตวางแผนสังหารข้า จากนั้นก็ทำลายชื่อเสียงของข้าด้วยการลอกลายมือข้า เขียนจดหมายให้ผู้คนเข้าใจว่าข้าหนีตามบุรุษไป พี่ใหญ่ข้าเคยทำเรื่องไม่ดีต่อท่านหรือ ข้าทำผิดต่อท่านเรื่องใด เหตุใดท่านจึงโหดร้ายกับข้านัก”
รั่วหลานร้องไห้ออกมาตัวสั่น “ข้าไม่ได้ทำ ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ข้า ท่านแม่...ท่านแม่” นางคลานเข้ามาดึงชายชุดของมารดา ทว่ารั่วฮูหยินกลับขยับถอยพร้อมส่ายหน้า
“หรือไม่ให้คนไปยังบ้านเกิดของเสี่ยวเถาสาวใช้ของข้า ดูว่าตอนนี้นางยังอยู่หรือไม่ สอบถามนางว่าวันนั้นเพราะเหตุใดนางจึงไม่อยู่ข้างกายข้า ไม่แน่ว่าตอนนี้นางกำลังเสพสุขกับเงินค่าจ้าง ไม่สิ เป็นค่าปิดปากกระมัง”
รั่วหลานยิ่งหน้าซีดเผือด
“เจ้า...เจ้ายังเป็นรั่วหลานของข้าอยู่หรือ เจ้าไม่ใช่ หลานเอ๋อร์ของข้าอ่อนโยนจิตใจดี ตลอดมานาง...นาง...” รั่วฮูหยินเอาแต่ส่ายหน้าน้ำตาไหลพราก
ตอนนั้นเองที่ประตูถูกกระแทกเปิดอีกครั้ง รั่วสวี...บิดาของพวกนางก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดขาว ดูเหมือนเขาเองก็ได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้ว แถมผู้คนที่ยืนออกันอยู่เกรงว่าทั้งหมดก็ได้ยินเช่นกัน
“พวกเจ้า...” เขามองไปที่บุตรสาวคนโตด้วยสายตาผิดหวัง มองมายังบุตรสาวคนที่สี่ด้วยสายตา...หลากหลาย ทั้งดีใจที่รั่วเซวียนปลอดภัย ทั้งนึกไม่ถึงว่าแท้ที่จริงเขาจะโดนบุตรสาวคนโตตบตา
รั่วสวีหันไปยังสตรีอาวุโสที่ยืนออกันหน้าห้อง คนทั้งหมดนับว่าเป็นญาติและคนสนิทที่คบหากันมานาน เป็นสตรีอาวุโสที่เข้ามาช่วยชี้แนะอบรมเจ้าสาวในการออกเรือน
“ข้ารั่วสวีสั่งสอนบุตรสาวไม่ดี ทว่าขอร้องทุกท่าน...เรื่องในวันนี้ขอให้เป็นเรื่องของตระกูลรั่ว ขอให้เป็นเรื่องภายใน ขอร้องทุกท่านช่วยเก็บเป็นความลับ”