บทที่ 2.3
ก่อนมื้ออาหารยาจะมาตรงเวลาเสมอ อวิ๋นเสียนมองคุณชายที่ไม่ชอบให้ผู้ใดขัดจังหวะการสนทนา แต่กลับหยุดและยอมดื่มยาที่หญิงสาวนำมาให้ทันทีโดยไม่รั้งรอ
เขาสังเกตเห็นว่าทุกมื้ออาหาร คุณชายของตนมักชอบมองหญิงสาวผู้นั้น ราวกับว่ามองนางแล้วทำให้เขามีความอยากอาหารมากขึ้น
ซึ่งก็คงจะจริงตั้งแต่ติดตามอีกฝ่ายมา เขาไม่เคยเห็นผู้เป็นนายคีบกับข้าวซ้ำกันเป็นครั้งที่สอง อาหารแต่ละมื้อเตรียมมาเต็มโต๊ะ แต่คุณชายกลับกินได้ไม่กี่คำ ไม่เจริญอาหารแม้แต่น้อย ทว่าหลายวันมานี้นับว่าทำให้เขาแตกตื่นไม่น้อย คุณชายของเขาแทะกระต่ายย่างมาสองวันแล้ว แถมยังกินหมดทั้งตัว!!!
ใกล้ถึงประตูเมืองลั่วอี๋แล้ว...
“จะถึงเมืองลั่วอี๋แล้ว” ผู้เป็นนายของเขากล่าวขึ้นลอยๆ
“อ้อ ใกล้จะถึงแล้วหรือ”
“เจ้าคิดจะทำเช่นไรกับผู้ที่ทำให้เจ้าตกน้ำ”
“ตาต่อตาฟันต่อฟัน”
“แต่เรื่องในตระกูลบางคราก็ยากจะสะสาง ยิ่งตระกูลใหญ่ก็มักกังวลว่าชื่อเสียงจะด่างพร้อย”
สตรีผู้นั้นยิ้ม...
อวิ๋นเสียนแม้ไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ก็พอจับใจความได้ เขามองสตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ นางอายุยังน้อยแต่กลับมีความสุขุมเยือกเย็นจนน่าตกใจ เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเช่นนี้เป็นสตรีอื่นเขามั่นใจว่าต้องมีท่าทีโกรธแค้น โวยวาย ด่าทอ หาทางแก้แค้น ไม่ก็ร้องขอให้ผู้อื่นช่วยเหลือเพราะนางตอนนี้ก็นับว่าตัวคนเดียว
“ท่านส่งข้าเข้าประตูเมืองก็พอ เรื่องที่เกิดขึ้นหลายวันมานี้แม้ข้าช่วยท่าน แต่ท่านเองก็ช่วยข้าเช่นกัน ดังนั้นนับว่าข้ากับท่านไม่ติดค้างกัน”
รถม้าแล่นเข้ามาในเมืองลั่วอี๋ ทว่าถนนถูกปิดเพราะมีขบวนเจ้าบ่าวไปรับเจ้าสาวที่จวน ท่านเจ้าเมืองถึงกับปิดถนนเพื่ออำนวยความสะดวก เห็นทีว่าคงเป็นตระกูลคหบดีที่มีชื่อเสียง...
อวิ๋นเสียนเดินไปถามเจ้าหน้าที่ที่คอยตอบคำถามนักเดินทาง “ไม่ทราบว่าตระกูลใดมีงานมงคลหรือ ดูแล้วคงจัดงานยิ่งใหญ่มาก”
“คุณชายใหญ่ตระกูลเซี่ยแต่งคุณหนูใหญ่ตระกูลรั่วเป็นฮูหยิน คหบดีอันดับหนึ่งกับอันดับสองเกี่ยวดองแน่นอนย่อมเป็นงานใหญ่ หากท่านแวะเวียนไปแถวถนนเสินอันที่นั่นมีโรงทานขนาดใหญ่ มีอาหารมีของกินแจกจ่าย อย่าลืมแวะไปเล่า”
นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นเสียนเห็นสีหน้าที่ผิดปกติของสตรีที่มากับผู้เป็นนาย นางหันไปมองนายของเขาจากนั้นเอ่ยปากขอเสื้อคลุมโดยไม่เกรงใจ
“เสื้อคลุมของท่านขอข้าได้หรือไม่” เมื่อไม่ถูกปฏิเสธนางก็คว้าเสื้อคลุมมาสวมพร้อมยกหมวกขึ้นคลุมศีรษะ “ข้าต้องไปแล้ว ข้ายังคงยืนยัน ท่านกับข้าไม่มีสิ่งใดติดค้าง ขอให้ท่านโชคดี” กล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินฉับๆ โดยไม่รั้งรอ
เขา...รู้สึกว่านางเสียมารยาท แต่ใจหนึ่งกลับคิดว่านางอาจเกี่ยวอันใดกับงานมงคลสองตระกูลใหญ่เป็นแน่ ตอนมองส่งหญิงสาวผู้นั้น อวิ๋นเสียนได้ยินผู้เป็นนายพึมพำเสียงเบา
“ไม่ติดค้าง…อวิ๋นเสียน”
“ขอรับคุณชาย”
“แอบตามนางไป ระวังด้วยอย่าให้นางรู้ตัว สืบให้แน่ชัดว่านางเป็นใคร คอยดูอย่าให้นางเกิดเรื่อง ระหว่างนี้ข้าจะไปรอเจ้าที่คฤหาสน์ตระกูลฟาง”
“ขอรับ”
คฤหาสน์ตระกูลฟางใหญ่โตโอ่อ่า ทุกคนที่เมืองลั่วอี๋รู้จักกันดีว่าผู้เป็นเจ้าของนั้นเป็นบัณฑิตผู้มีชื่อเสียง ฟางเหยียนหยาง ศิษย์คนที่สามของท่านอาจารย์ซุน หัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักศึกษาหลวง
“จวินซีหลิว...จวินซีหลิว ลมอะไรพัดพาคุณชายสามจวนแม่ทัพมาเยือนคฤหาสน์ตระกูลฟางได้”
ฟางเหยียนหยางรีบออกมาที่ห้องโถง ทันทีที่พ่อบ้านมาแจ้งถึงผู้มาเยือน เขากำลังจะกล่าววาจาล้อเล่นเช่นเคย ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางของผู้ที่เป็นสหายและศิษย์ร่วมสำนัก เขาถึงกับหน้าซีดทันใด
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจ้าจึงบาดเจ็บ!”
“ข้าไม่เป็นอะไร ระหว่างทางเกิดเรื่องเล็กน้อย”
“เล็กน้อย!! เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าเล็กน้อย หากบิดาของเจ้ารู้ว่าเจ้าเกิดเรื่องที่เมืองลั่วอี๋ ยังมีองค์รัชทายาท...ยิ่งไปกว่านั้นหากฝ่าบาททรงทราบ ข้าไม่ถูกตำหนิจนไม่มีหน้าเข้าเมืองหลวงก็แปลกแล้ว!! ตามหมอ...ไม่ได้ข้าต้องตามหมอ ที่นี่มีหมอฝีมือดี...”