บทที่ 2.1
รั่วเซวียนมองเขานิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เดิมทีท่านลุงกับท่านป้าก็ไม่ใช่คนมีฐานะอะไร ข้าวสารครึ่งถุงเท่ากับตำลึงเงิน เมื่อตอนเช้ามืดนอกจากวิ่งวุ่นหาสิ่งของต่างๆ ท่านลุงยังต้องเข้าป่าตัดฟืน ข้าเคี่ยวยาให้ท่านใช้ฟืนไปหกท่อน ท่านป้าต้องออกไปทำงานที่ท้องทุ่งเพื่อแลกกับไข่ไก่ ก่อนท่านป้าจะไปก็หุงหาอาหารเอาไว้ให้ เพราะเกรงใจที่ข้าช่วยจ่ายหนี้ให้ ไข่ไก่ที่เหลือสามฟองท่านป้าใช้ผัดหน่อไม้หวานแล้วไม่กล้าแตะ นางบอกว่าคนเจ็บต้องกินอะไรดีๆ เพื่อให้หายไวไว อาหารแต่ละจานเต็มไปด้วยเรื่องราว คนทำก็หวังอยากให้คนกินได้อิ่มหนำ ผู้ที่อดอยากไม่มีแม้แต่ทางเลือก เมื่อมีกินก็จงกินให้อิ่มท้อง เพราะหากวันใดไม่มีกินจึงจะรู้ซึ้งถึงการอดอยากและความขาดแคลน”
เขาเป็นคนฉลาดนางรู้ดี พูดเท่านี้หากไม่เข้าใจนางก็ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว!!!
มันได้ผลเขาหยิบตะเกียบแล้ว นางรีบส่งยาให้เขา “ดื่มยาก่อน แม่หมอกำชับว่ายาต้องดื่มก่อนอาหาร”
“ได้”
รั่วเซวียนเห็นเขาดื่มยาแล้วก็หยิบตะเกียบบ้าง นางกินมื้อเที่ยงพร้อมกับมองเขาที่ค่อยๆ ละเลียดกับข้าวตรงหน้า
จานผัดมีสองอย่าง น้ำแกงก็เป็นน้ำแกงหน่อไม้หวาน ไม่มีเนื้อ ไม่มีอาหารเลิศรส อาหารทุกจานแทบจะเรียกได้ว่า...จืดสนิท ทว่านี่เป็นความตั้งใจของท่านป้าที่มอบให้ ดังนั้นทั้งสองจึงกินมื้อเที่ยงจนเกลี้ยง...
ยามค่ำคืนเงียบงันวังเวงชวนให้ผู้คนรู้สึกสงบ ทว่าในใจของรั่วเซวียนกลับว้าวุ่นครุ่นคิด นางกำลังหวนนึกถึงทุกๆ ความทรงจำของคุณหนูสี่รั่วเซวียน วางแผนในใจว่าหากนางกลับไปที่จวนตระกูลเซวียนนางควรทำอย่างไร...
พี่สาววางแผนสังหารน้องสาว จริงๆ แล้วนี่เป็นคดีอาญา ทว่าหากบิดามารดาเกรงว่าจะเป็นเรื่องเสื่อมเสีย พวกเขาก็คงจะปิดเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ จัดการเรื่องนี้เงียบๆ ให้เป็นเรื่องของคนในตระกูลเท่านั้น
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าทุลักทุเลหันไปมองก็พบว่าเป็นคุณชายหลิวผู้นั้น “ท่านออกมาทำไม แล้วนั่น...” นางมองไม้เท้าที่เขาสอดแขนพาด ดูเหมือนคนโบราณเองก็รู้จักทำไม้เท้าสำหรับคนเดินไม่สะดวกแล้ว”
“ท่านลุงจางทำให้ เช่นนี้ข้าจึงสามารถช่วยตัวเองได้ในหลายๆ เรื่อง”
“แผลที่ต้นขาท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
เขาเดินเข้ามาและขยับลงนั่ง หญิงสาวลุกขึ้นช่วยพยุงเขาให้นั่งลง สีหน้าของเขาดีขึ้นมากแต่เมื่อขยับขาก็มองออกว่ายังเจ็บอยู่ “เดินเหินยังไม่สะดวกไม่ควรขยับบ่อย แผลอาจปริได้ทุกเมื่อ”
“นั่งๆ นอนๆ มาหกวันแล้ว นอนไม่หลับจึงออกมาเดินเล่น คืนนี้อากาศเย็นสบาย”
“อืม” นางพยักหน้าเห็นด้วยจากนั้นนั่งลงข้างๆ เขา
“วางใจเถิดข้าวานท่านลุงจางช่วยส่งข่าวไปยังสหายของข้า อีกไม่นานเขาคงมาที่นี่”
นางพยักหน้าอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ดังนั้นเขาจึงถามต่อ “กำลังคิดเรื่องใดอยู่หรือ ดูเจ้าเป็นกังวล”
นางหันมามองเขาพร้อมถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “กำลังคิดว่าสิ่งแรกที่ควรทำตอนกลับจวนคืออะไร”
“สะสางเรื่องที่ควรสะสาง”
ได้ยินเขาพูดเช่นนั้นนางก็เลิกคิ้วมองเขา เห็นเขายิ้มแล้วพูดต่อนางก็นิ่งฟัง “เจ้าตกน้ำหลายวันแล้วแต่กลับไม่มีใครออกมาตามหา ปิ่นหยกของเจ้าแม้ดูเรียบๆ แต่ก็มีราคา กำไลหยกทำจากหยกมันแพะ ต่างหูเข้าคู่กัน แพรพรรณก็ตัดเย็บจากไหมชั้นเลิศ รองเท้าปักประณีตงดงามทั้งยังมีอักษรอวยพร ดูแล้วเจ้าไม่น่าจะใช่หญิงสาวชาวบ้านทั่วไป นั่นย่อมหมายความว่าเจ้าอยู่ผิดที่ผิดทาง เจ้าร้อนใจอยากกลับเมืองลั่วอี๋ ข้าย่อมคาดเดาได้ว่าเจ้าอยากกลับไปสะสางกับคนที่ทำให้เจ้าต้องตกอยู่ในสภาพเช่นยามนี้”
นางแทบจะอ้าปากลุกขึ้นปรบมือให้เขาตรงนั้น รั่วเซวียนยกนิ้วโป้งให้เขาอย่างลืมตัว นางประเมินเขาเงียบๆ ลืมไปจริงๆ ว่าตัวเองก็อาจจะถูกเขาประเมินและคาดเดาสถานการณ์เช่นกัน
“ดูจากสถานการณ์ของเจ้า รอให้สหายของข้ามาถึงจากนั้นให้ข้าไปส่งเถิด หากมีคนปองร้ายอาจไม่ง่ายที่เจ้าจะกลับเข้าเมืองลั่วอี๋”
เขาพูดถูก... แม้คาดเดาได้ว่ารั่วหลานไม่ฉลาดขนาดนั้น แต่ป้องกันเอาไว้จะดีกว่า “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านล่วงหน้า”