บทที่ 1.3
ส่วนผสมต่อจากนั้นก็มีจำพวก ดีเกลือ ผงกำมะถัน ยางสน และการบูร อัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ ก่อนใช้ต้องจุดไฟจนติดแรง แล้วค่อยดับไฟลงจนเหลือเพียงสะเก็ดไฟคุกรุ่นอยู่ข้างในแต่ไม่เหลือเปลวไฟ พอจะใช้ก็เปิดออกแล้วเป่าจนไฟติด
จุดสำคัญอยู่ตรงนี้...เพราะในกลุ่มผู้มีอันจะกินมักใช้เชื้อเพลิงจากใยมันเทศและนุ่นผสมขี้ไต้ซึ่งจุดง่ายกว่า เพียงใช้มือโบกพัดไม่กี่ทีก็จุดติด ส่วนชาวบ้านธรรมดานิยมใช้เยื่อกระดาษหยาบซึ่งมักจะติดไฟยากกว่า
กระบอกไฟในมือของนางเพิ่งถูกใช้ไป ผู้เป็นเจ้าของตกน้ำจมลงไปทั้งตัว ข้าวของเปียกหมด แต่โบกกระบอกไฟไม่กี่ทีไฟก็ติดโดยง่าย เห็นชัดว่านี่เป็นกระบอกไฟชั้นดีมาก
ก่อไฟแล้ว... ตอนนี้ก็ผึ่งเสื้อผ้าให้แห้ง หาไม่กลางคืนอากาศหนาวเหน็บ ไม่ใครก็ใครได้หนาวตายเป็นแน่ หญิงสาวนำไม้มาปักสองฝั่งใกล้กองไฟ พาดไม้อีกอันทำเป็นราวตากผ้า มีดสั้นของเขาแม้เล็กแต่ก็คมมาก การตัดไม้ท่อนเล็กๆ จึงไม่เป็นปัญหา
มองคนเจ็บที่ถูกนางลอกคราบจนกึ่งเปลือย รั่วเซวียนได้แต่พึมพำซ้ำๆ ว่านางไม่ได้จะล่วงเกินเขา แค่ต้องตากชุดของเขาบางส่วนให้แห้ง หาไม่เขาก็คงตายอยู่ดี...
ชุดตัวนอกแห้งแล้ว... นางแอบเปลี่ยนชุดตัวในออกมาตาก จากนั้นก็สวมชุดตัวนอกแทน มองเขาที่ยังคงสวมชุดตัวในเปียกชุ่ม หญิงสาวได้แต่ลังเลไม่กล้าเปลี่ยนชุดให้เขา
นาง...ทะเลาะกับตัวเองนานมาก กว่าจะกล้าเดินไปคว้าชุดตัวนอกที่แห้งแล้วของเขา
“อย่าได้โกรธข้าเลย ข้าต้องช่วยท่านเปลี่ยนเสื้อผ้า” นางกระซิบบอกเขา แต่ตอนที่กำลังเอื้อมมือไปคลายสายผูกกางเกงตัวใน มือใหญ่กลับคว้าหมับเข้าที่หลังมือของนาง
รั่วเซวียนหวีดร้องลั่น “กรี๊ด!!!”
นางสะบัดมือเขาลุกพรวด กว่าจะเห็นว่าแขนของเขาขยับจนสมุนไพรที่พอกแผลร่วงหล่น มองเห็นแผลที่เย็บเป็นแนว อีกทั้งเจ้าตัวเองก็ส่งเสียงด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบ้
“อา...”
“ทะ...ท่านไม่เป็นอะไรกระมัง ข้าขออภัยท่านทำข้าตกใจนี่” นางมองเขาด้วยใบหน้าหวาดๆ แต่ก็ยังเดินใกล้เขามาก้าวหนึ่ง “แผลปริหรือไม่ กว่าจะเย็บได้ข้าเหงื่อตกเลยนะ” นางดันไหล่เขาให้นอนลงทว่าเขากลับปัดมือของนางออก
“เจ้าเป็นใคร”
รั่วเซวียนชะงักมองเขา “เป็นคนที่ช่วยลากท่านขึ้นมาจากแม่น้ำทั้งที่ท่านเกือบจะทำให้ข้าพลอยจมน้ำไปด้วย แถมหลังจากนั้นยังช่วยลากท่านขึ้นมาถึงตรงนี้ ใส่ยา เย็บแผล ห้ามเลือด”
เขาขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นมองนางราวกำลังครุ่นคิด หญิงสาวโบกมือจากนั้นส่งชุดให้เขา “ข้าผึ่งไฟจนแห้งแล้ว ท่านเปลี่ยนชุดตัวในออกเสียจากนั้นสวมนี่แทน หาไม่รอดตายจากบาดแผลก็ต้องหนาวตายอยู่ดี”
เขาขยับตัวอย่างทุลักทุเลแต่ก็ยอมทำตาม เห็นคิ้วเข้มมุ่นอยู่ตลอดเวลาเห็นชัดว่าเขาเจ็บมากแต่ก็มีความอดทนเป็นเลิศ หญิงสาวตัดสินใจเดินไปนั่งหันหลังให้เขา พร้อมกันนั้นก็จัดการสุมฟืนเข้ากองไฟ
“ท่านระวังด้วย แผลที่เย็บนั้นอย่าให้ปริ เลือดออกมากสมุนไพรห้ามเลือดที่หาได้มีจำกัด ข้าไม่มีผ้าสะอาดพันแผลให้ ตอนนี้รอเพียงผ้าผืนนั้นของท่านแห้งแล้วจึงจะนำมาพันแผล หวังว่ามันจะสะอาดมากพอ” นางหมายถึงผ้าปิดหน้าของเขานั่นแหละ “อ้อต้องขอโทษท่านอีกเรื่อง ข้าตัดขากางเกงท่านข้างหนึ่งเพราะแผลที่ต้นขา ส่วนที่เหลือหลังจากแห้งจะใช้เป็นผ้าพันแผลอีกผืน ตอนนี้ต้องพอกสมุนไพรห้ามเลือดเอาไว้ ก่อนยังไม่มีผ้าแห้งๆ พันแผลพันทับเอาไว้”
ตอนฟังเสียงสวบสาบด้านหลัง นางแอบคิดคนเดียวเงียบๆ ...ฟืนที่นางหามากองๆ เอาไว้ หวังว่ามันจะสามารถอยู่ได้จนรุ่งสาง เพราะแถวนี้เป็นป่าทึบกลัวจริงๆ ว่าจะมีสัตว์ป่าออกมาหากิน ยิ่งเป็นริมแม่น้ำแบบนี้
เขา...มองแผ่นหลังอรชรของหญิงสาวตรงหน้า
เสื้อผ้าของนางยับย่นไม่เรียบร้อย ผมเผ้าเพิ่งแห้งหมาดยังไม่ได้ม้วนมวยให้ดี รองเท้าของนางยังเสียบอยู่บนปลายไม้ใกล้กองไฟคิดว่าคงยังไม่แห้ง สตรีนางนี้เขาเคยพบ...
ตอนตกลงมาในแม่น้ำและถูกกระแสน้ำพัดมายังท่าน้ำ ชายหนุ่มมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางทั้งหมด ทั้งตอนที่นางถูกสตรีผู้หนึ่งสั่งให้คนจับโยนลงมาในน้ำ จากนั้นให้คนดันรถม้าที่ไม่มีม้าตามลงไปในแม่น้ำด้วย คิดว่าคงจัดฉากว่าหญิงสาวกับรถม้าตกลงไปในแม่น้ำ
...นับเป็นแผนสังหารชั้นเลิศ
ตอนรอให้คนกลุ่มนั้นจากไป เขากลับไม่อาจเกาะท่าน้ำเอาไว้ได้นานพอ ถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดพาตามหญิงสาวมาอีกคน เขาบาดเจ็บและเสียเลือดมาก รู้ดีว่าเรี่ยวแรงกำลังจะหมดลง ชายหนุ่มกลืนน้ำเข้าไปหลายอึก ร่างกายเจ็บร้าวบาดแผลเสียเลือดมากจนรู้สึกหน้ามืด
ตอนคิดว่าตัวเองคงต้องมาตายทั้งแบบนี้ มือกลับคว้าโดนขาของใครบางคน เขาจำได้เพียงเท่านั้น กระทั่งได้สติกลับมาอีกครั้งและพบว่าสตรีนางหนึ่งได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ตอนนี้รู้แล้วว่านางก็คือคนที่เขาคว้าขาเอาไว้นั่นเอง
“ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต” ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณนางเมื่อเปลี่ยนมาสวมชุดตัวนอก นางหันมาด้วยสีหน้าลังเล เขามองสีหน้าของนาง มองหาความตื่นกลัว ความคั่งแค้น ความโกรธกรุ่น ทว่าน่าแปลกนางกลับดูเฉยชากับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
อีกฝ่ายน่าจะอายุไม่เกินสิบห้าสิบหก ดูจากใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์กับเสื้อผ้าและการม้วนมวยผม บอกชัดว่าเป็นสตรีที่ผ่านการปักปิ่นแล้ว
