ตอนที่ 4 : ทางเดินใหม่ก็ไม่ง่าย 4/1
ตอนที่
[4]
ทางเดินใหม่ก็ไม่ง่าย
ภายในเกี้ยวไม้จันทน์หอมที่สั่นไหวไปตามจังหวะการก้าวเดินของคนหาม หลินซวงเยี่ยนเอนหลังพิงหมอนอิงนุ่มฟู เปลือกตาบางปิดลงช้า ๆ เพื่อพักสายตา ทว่าภายในหัวกลับกำลังประมวลผลและวางแผนการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในจวนเติ้งกั๋วกงอย่างรัดกุม
นางไม่รู้เลยว่าจวนเติ้งกั๋วกงเป็นสถานที่เช่นไร และยิ่งไม่รู้ว่า เติ้งเซี่ยหนาน หรือกั๋วกงซื่อจื่อผู้นั้นมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ที่ผ่านมานางไม่เคยพบหน้าเขา ซ้ำยังไม่เคยสนใจที่จะสืบเสาะเรื่องราวของเขาเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะในชาติก่อน สายตาและหัวใจของนาง มืดบอดและมีไว้เพื่อบุรุษที่ชื่อว่าเย่เจิ้งเคอเพียงผู้เดียว
หากถามว่านางไปตกหลุมรักบุรุษผู้นั้นได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในตอนที่เย่เจิ้งเคอและบิดาของเขาเดินทางมาที่จวนตระกูลหลิน เพื่อขอพบท่านปู่
วันนั้นนางแอบมองอยู่หลังฉากกั้น ได้ยินเย่เจิ้งเคอวัยเยาว์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแววตาที่มุ่งมั่น ว่าเขาจะเข้าเรียนในสำนักศึกษา จะตั้งใจสอบเป็นขุนนางเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าคู่ควรกับตระกูลหลินตามสัญญา
ความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของเขา ทำให้นางที่รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ค่าเกิดความประทับใจ หลังจากวันนั้น นางก็มักจะให้สาวใช้นำตำราหายาก อาหารบำรุงราคาแพง และพู่กันชั้นดี ไปแอบส่งให้เขาที่สำนักศึกษาอยู่เสมอ
แม้จะไม่ได้ลงชื่อผู้ส่งอย่างเป็นทางการ แต่การแต่งกายของสาวใช้และคำพูดที่ว่า ‘จากคุณหนูหลิน’ ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าเป็นคนของจวนตระกูลหลิน
ทุกครั้งที่เย่เจิ้งเคอได้รับของ เขามักจะยิ้มแย้มอย่างมีความสุข และมักจะมาดักรอแอบมองเข้ามาในจวนตระกูลหลินบ่อย ๆ นางที่เป็น ‘ผู้ให้’ เมื่อเห็นเขามีรอยยิ้มก็พลอยมีความสุขไปด้วย การได้เฝ้ามองคนคนหนึ่งค่อย ๆ เติบโตและก้าวหน้าไปทีละก้าว ช่างเป็นความรู้สึกที่เติมเต็มหัวใจนางได้ดีเหลือเกิน
จนกระทั่งเขาสอบผ่านเป็นจวี่เหริน แม้ต่อมาจะล้มป่วยจนไม่ได้สติ และบิดามารดาผลักไสให้นางแต่งงานไปแทนหลินซีเย่ นางก็ยังยินดียิ่งนัก เพราะนั่นคือสิ่งที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอด
แม้จะต้องพบเจอกับอุปสรรคระหว่างทาง ทั้งการถูกแม่สามีกดขี่ หรือการต้องอดทนปรุงยาและปรนนิบัติสามีที่นอนนิ่ง นางก็ไม่เคยปริปากบ่น ขอเพียงแค่เขารอดชีวิต ฟื้นขึ้นมาทำความฝันให้สำเร็จ นางก็พอใจแล้ว
ทว่า... เมื่อนึกถึงผลลัพธ์ที่ได้รับในท้ายที่สุด ริมฝีปากอิ่มก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันให้กับความโง่เขลาของตนเอง
เพราะแท้จริงแล้ว ‘คุณหนูหลิน’ ที่เย่เจิ้งเคอซาบซึ้งใจมาตลอดนั้นมันไม่ใช่นาง แต่เขาคิดว่าเป็นหลินซีเย่ต่างหาก!
ท่าทีที่เขาโอบกอดหลินซีเย่อย่างหวงแหน และสายตาที่มองนางราวกับสิ่งไร้ค่าก่อนที่นางจะสิ้นใจ ยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำ ที่แท้เขาก็ไม่เคยเห็นค่านาง ไม่เคยซาบซึ้งในสิ่งที่นางทำ เขาเพียงแค่หลงรักภาพลวงตาและหญิงสาวที่ชื่อว่าหลินซีเย่เท่านั้น!
“ชาตินี้ท่านสมใจแล้วนี่ เย่เจิ้งเคอ...” หลินซวงเยี่ยนลืมตาขึ้น ดวงตาดุจหงส์ทอประกายเย็นเยียบ
ได้แต่งงานกับหญิงที่ท่านรักปักใจมาตลอด คงจะมีความสุขมากกระมัง แต่ไม่รู้ว่าหลินซีเย่ จะมีความสุขไปกับท่านด้วยหรือเปล่านะ…
ในขณะเดียวกัน ณ อีกฟากฝั่งของเมืองหลวง
ขบวนเจ้าสาวอันเงียบเหงาและซอมซ่อของตระกูลเย่ ได้เดินทางมาหยุดลงที่หน้าบ้านไม้หลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ในตรอกแคบ ๆ
ไม่มีเสียงประทัดต้อนรับ ไม่มีบ่าวไพร่ยืนเรียงราย มีเพียงเย่ต้านและเหลียงหรู สองสามีภรรยาตระกูลเย่ที่ยืนรอรับลูกสะใภ้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนแก้มแทบปริ
หลินซีเย่ก้าวลงจากเกี้ยวด้วยความทุลักทุเลเพราะเครื่องหัวที่หนักอึ้ง เมื่อมองลอดผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงเห็นสภาพบ้านที่หลังคามีรอยรั่วและกำแพงที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ นางก็แทบจะลมจับ
‘อดทนไว้! นี่เป็นแค่บททดสอบชั่วคราว’ หลินซีเย่สูดหายใจลึก กัดฟันเดินตามแม่สื่อเข้าไปในบ้าน
พิธีกราบไหว้ฟ้าดินดำเนินไปอย่างน่าขัน เนื่องจากเจ้าบ่าวนอนไม่ได้สติ เหลียงหรูแม่สามีจึงอุ้ม ‘ไก่แจ้’ ตัวผู้ที่ผูกผ้าสีแดงมาทำพิธีแทนบุตรชาย!!
หลินซีเย่ที่รับรู้ได้แต่กำหมัดแน่น กัดฟันกรอด
“คำนับฟ้าดิน... คำนับบิดามารดา... สามีภรรยาคำนับกัน...”
เสียงแม่สื่อตะโกนก้อง หลินซีเย่ต้องจำใจคุกเข่าคำนับไก่แจ้ที่กำลังพยายามจิกพื้นหาหนอนกินด้วยความรู้สึกอัปยศอดสูจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แต่เพื่ออนาคตฮูหยินจ้วงหยวน นางต้องทน!
เมื่อพิธีการอันแปลกประหลาดจบลง เหลียงหรูก็เดินเข้ามาตบไหล่ลูกสะใภ้เบา ๆ
“เอาละ สะใภ้คนดีของแม่ พิธีเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าเข้าไปในห้องเถิด อ้อ รบกวนเจ้าช่วยข้ากับพ่อสามีเจ้า แบกร่างของเคอเออร์กลับเข้าไปนอนบนเตียงในห้องหอด้วยนะ เมื่อเช้าพวกข้าพยุงเขาออกมาเช็ดตัวด้านนอกน่ะ”
“ฮะ?” หลินซีเย่ชะงัก ชี้มือเข้าหาตัวเอง
“ให้ข้าช่วยแบกหรือ แต่ข้าใส่ชุดมงคลอยู่นะ!”
“ใส่ชุดมงคลแล้วอย่างไรเล่า บ้านเราไม่มีบ่าวรับใช้หรอกนะ เร็วเข้าเถิด ปล่อยให้สามีเจ้านอนตากลมนาน ๆ เดี๋ยวอาการจะทรุดเอาได้” เหลียงหรูพูดจบก็เดินไปจับแขนซ้ายของบุตรชาย ส่วนเย่ต้านจับแขนขวา ทิ้งท่อนขาอันหนักอึ้งไว้ให้ลูกสะใภ้หมาด ๆ เป็นคนยก
หลินซีเย่กัดฟันกรอด ยอมถลกกระโปรงราคาแพงขึ้นจนถึงหน้าแข้ง ก้มลงรวบท่อนขาอันหนักอึ้งของสามีที่ไม่ได้สติ ร่างของบุรุษโตเต็มวัยช่างหนักราวกับท่อนซุง ซ้ำยังมีกลิ่นอับชื้นโชยเข้าจมูก ทำเอานางแทบจะอาเจียนออกมา
‘ทำไมถึงได้หนักเช่นนี้!’ หลินซีเย่สบถในใจ ใบหน้างดงามบิดเบี้ยว
กว่าจะลากร่างของเย่เจิ้งเคอไปวางบนเตียงไม้เก่า ๆ ในห้องหอได้ นางก็หอบเหนื่อยจนเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตเริ่มละลายจนดูไม่ได้
หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้กะว่าจะพักเหนื่อย ทว่าเหลียงหรูกลับยื่นอ่างน้ำไม้อุ่น ๆ พร้อมผ้าแพรที่สีซีดจนดูคล้ายผ้าขี้ริ้วมาวางแหมะลงตรงหน้านาง
“สะใภ้ เจ้าปรนนิบัติเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สามีเสียก่อนนะ แล้วค่อยออกไปตักน้ำจากบ่อหลังบ้านมาอาบทำความสะอาดร่างกาย ห้องครัวมีหมั่นโถวเย็น ๆ เหลืออยู่สองลูก เจ้าก็ไปหยิบกินรองท้องไปก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่”
กล่าวจบแม่สามีก็หมุนกายเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้หลินซีเย่นั่งอ้าปากค้างอยู่กับอ่างน้ำ
“ให้ข้าเช็ดตัว? ตักน้ำอาบเอง? กินหมั่นโถวเย็น ๆ?” หลินซีเย่พึมพำกับตัวเอง มือทั้งสองข้างสั่นเทาด้วยความโกรธจัด นางเป็นถึงคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ไม่เคยต้องหยิบจับงานหนัก ทว่าคืนเข้าหอคืนแรกกลับต้องมาทำตัวเป็นสาวใช้รับใช้คนป่วย!
หญิงสาวหันไปมองร่างของเย่เจิ้งเคอที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลา ทว่าความรู้สึกสนใจที่เคยมีกลับลดฮวบลงไปกว่าครึ่ง
‘ทนไว้ แค่สามเดือน หลินซวงเยี่ยนทำได้ ข้าก็ต้องทำได้สิ!’
ในขณะที่กำลังข่มอารมณ์ นางก็พลันนึกขึ้นมาได้ถึงสาวใช้คนสนิทที่ถูกนางสั่งให้แยกตัวออกไปกลางทาง เพื่อไปทำการบางอย่างที่ยังไม่กลับมา
“ว่าแต่นังบ่าวสมองทึบนั่นทำไมป่านนี้ยังไม่โผล่หัวกลับมาอีกมัวไปเถลไถลที่ไหน ปล่อยให้ข้าต้องมาตกระกำลำบากอยู่คนเดียวได้อย่างไร กลับมาเมื่อไรข้าจะโบยให้เนื้อแตกเลยคอยดู!!” กล่าวจบก็กระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด
